My Worse Day: บาดแผล บทเรียน และสิ่งที่สูญเสียไประหว่างทาง
Monday, 19-02-2018

สุดท้ายแล้วเราก็มาไม่ทันนั่นแหละอยู่ดี...
แผนการของเขาย่อมดีเลิศ แต่เราดึงดันดื้อรั้นจะทำตามแผนของเรา


เราตัดสินใจขับมอเตอร์ไซด์ออกมาในคืนนั้นเอง ด้วยใจหมายมั่นว่าเราจะไปถึงที่หมาย และเราก็ไปไม่ถึง ต้องย้อนกลับมาค้างอยูุ่ห้องพี่สาว และออกเดินทางอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้นนี่เอง 

ตลกดีที่ทุกอย่างดูเลวร้ายและไม่เป็นใจให้เราเสียเลย ไปได้ครึ่งทางเรานึกขึ้นได้ว่าลืมกระเป๋าตังค์ไว้ที่ห้องพี่สาว บัดซบชิบหาย จะไปต่อโดยทิ้งกระเป๋าไปเลยก็เกรงจะไม่มีเงินเติมน้ำมันรถ สุดท้ายเราต้องย้อนรถกลับไปเอากระเป๋าตังค์ใช่ไหม โคตรเสียเวลาเลย นี่เป็นบทเรียนชุดแรกสินะ

การขับรถกลับไป กลับมาระยะทางกว่า 40 กิโลเมตรทำให้ความตั้งใจจะไปสว่างทางข้างหน้าล้มเหลวไม่เป็นท่า มิหนำซ้ำมันยังทำให้สัมภาระที่ติดตัวมาหายไป 1 ชิ้น "เสื่อโยคะ" ของเรา ใช่!! เราตั้งใจมากที่จะพาเสื่อไปด้วย เพราะนี่เป็นเสื่อที่รักมาก ตั้งแต่ครั้งหัดเล่นโยคะใหม่ๆและรู้ตัวว่าชอบมาก เลยยอมตัดเงินลงทุนซื้อเสื่ออย่างดีในราคาหลายพันบาทให้ตัวเอง เราไม่เคยลงทุนซื้อของที่ข้องเกี่ยวกับการออกกำลังกายแพงขนาดนี้เลยนะเว๊ย! แต่มันมาหล่นหายไประหว่างทางเนี่ยนะ!! บัดซบสอง บทเรียนอีกอย่างว่า "จงผูกและเก็บสัมภาระให้แน่นก่อนการเดินทาง" และ "จงอย่าเป็นคนไม่ดี อย่าเป็นเด็กดื้อไม่เชื่อฟังคำสั่งพ่อแม่เพราะจะทำให้พระเจ้าโกรธและลงโทษคนไม่ดี"

เอาเถอะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราไม่มีทางเลือก เมื่อตัดสินใจออกมาแล้วก็ต้องเดินทางต่อไป เป้าหมายเพียงเพื่อเราจะไปให้ถึงปลายทางทันเวลาที่กำหนด เราหยุดไม่ได้แล้ว

แล้วตลกชุดใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อ map บอกเราว่าต้องเลี้ยวขวาในแยกๆหนึ่ง เราโง่เชื่อmapอย่างไร้การไตร่ตรอง และขับตามมันไปเป็นเวลากว่าครึ่งชม. ถึงได้รู้ว่าทางนี้มันตัน มันสุดทางแล้ว และด้วยความไม่ทันระวังหรืออะไรก็ตามแต่ ด้วยกันกับน้องหมาหนึ่งตัว ทำให้เราเหยียบเบรครถเต็มพิกัด ท้ายสุดแล้วเราเลยไถลลงไปนอนกองกับพื้นถนนโดยมีรถคู่ใจทับตัวอยู่อย่างสวยงาม อนาถา!ชีวิต มีอะไรจะแย่กว่านี้ไหมหนอ ? โชคดีที่บริเวณนั้นไม่มีรถ และไม่มีใครเลย มีเพียงน้องหมาตัวเดียว ตัวเดิมเดินวนเวียนมาดูสภาพคนล้มรถหมาดๆ เราอยากส่งยิ้มให้มัน แต่็ทำอะไรไม่ได้มากกว่ายิ้มหัวเราะหยันๆให้กับตัวเอง กระทั่งมีใครคนหนึ่งขับรถผ่านมา จอดรถลงมาด้อมมองสภาพ เราตะโกนบอกว่าไม่เป็นอะไร เขาเดินลงมาช่วยยกรถเล็กน้อย ก่อนบอกทางที่ถูกที่ควรแก่เรา เมื่อนั้นเราจึงตาสว่างและบอกกับตัวเองว่า "เราควรเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง" บ้าง มากกว่าจะเชื่อเทคโนโลยีจากโทรศัพท์กากๆและไร้การอัพเดตของเรา หนำซ้ำสัญญาณอินเทอร์เนตก็ไม่มีอีกด้วย ให้ตายสิ!!! บทเรียนชุดสาม ได้บาดแผลมาแล้วเรียบร้อย หึหึ! :(

มันสว่างมากแล้ว และเราคงไปไม่ทันตามเป้าใช่ไหม การเสียเวลาหลงทั้งไปและกลับนั้นกินเวลาไปชม.เศษ และน้ำมันก็หมดไปหนึ่งถัง ตอนนั้นเองที่เป็นกังวลเพราะเราต้องหาที่เติมน้ำมันก่อนมันจะหมดไปและเราคงแย่กว่าเดิม หากเป็นเช่นนั้นมันคงจะทำให้เราตัดสินใจพุ่งเข้าหารถสักคันเพื่อให้มันชนเราตายๆไปซะดีกว่าเป็นไหนๆ โชคดีที่เรายังไม่คิดสั้น ไม่หรอก เราเกรงว่าเขาชนแล้วจะไม่ตายต่างหาก มันคงแย่มากหากต้องเป็นภาระพิกลพิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วต้องมีใครสักคนคอยเลี้ยงดู เรารับความรู้สึกแบบนั้นไม่ได้หรอก แบบที่ต้องเป็นภาระวุ่นวายคนอื่นไปตลอด ขอวุ่นคราเดียวแล้วจบๆไปเสียจะดีกว่า 

หลังจากผ่านบทเรียนมาไม่รู้กี่บทในเวลาเพียง 2-3 ชม. มันทำให้เรามีสติฉุกคิดอะไรมากขึ้นแต่ก็ยังไม่หยุดที่จะเดินหน้า เราต้องหลงทางอีกประมาณ 3-4 ครั้งและการขับรถสภาพบูดๆเบี้ยวจากการล้มหมาดๆไม่ใช่เรื่องที่สนุกสักนิด กระจกมองหลังฝั่งขวามือไม่อาจช่วยเราได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแย่เพราะเราเริ่มเข้าตัวเมืองซึ่งมีรถวิ่งด้วยความเร็วเยอะมากขึ้น โคตรของความบรรลัย ไม่อาจควงความเร็วเท่าเดิมได้เลย นี่มันยิ่งทำให้เวลาเราล่าช้าออกไปอีก

ช่างปะไร ตอนนี้เพียงแค่ภาวนาให้ถึงที่หมายก็เป็นพอ แหงหล่ะในที่สุดเราก็ถึงนะ ซึ่งตอนนั้นมันสิบโมงแล้ว มันเลยเวลาที่คิดไว้ไปตั้งสองชม.แน่ะ เราแวะปั๊มใกล้ๆที่หมาย ถือเป็นการพักรถและพักร่างไปในตัว จัดการอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ จนที่สุดเราก็ได้เจออัศวิน ณ ที่ปลายทางในเวลา 11:15 นาที 

เราต่อรถอัศวินหนุ่ม และคิดว่าคงจะทิ้งมอเตอร์ไซต์ไว้ที่นี่แหละ เรารู้สึกกระอักกระอ่วนใจเกินกว่าจะพามันไปต่อและเห็นหน้ามันตลอดเวลา มันควรจะพักสักหน่อยก่อนจะเดินทางไกลอีกครั้งในอีกสองวีคข้างหน้า 

แต่แล้ว วกกลับมาที่แผนการเดิมในเริ่มแรกของเรา สุดท้ายแผนการเราก็ไม่สวยงามจริงๆ เพราะเราดื้อดันที่จะทำมันให้ได้ ถามว่าสำเร็จไหม ใช่มันสำเร็จตรงที่เราสามารถขับทางไกลเกือบ 200 กิโลเมตรแบบนี้ครั้งแรกได้ แต่กลับไม่ดีใจเหมือนเส้นทาง 100 กว่ากิโลเมตรที่ไปครั้งแรกเลยสักนิด หนำซ้ำยังรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ แย่จนอยากปิดสวิซท์ตัวเองเสีย ตลอดบ่ายนั้นเราเอาแต่คิดถึงสิ่งได้ทำมาทั้งหมดและนอนร้องไห้จมไปกับความผิดนี้ และรู้สึกว่า... 
ช่างเป็นวันที่เลวร้ายอะไรเช่นนี้ !?Aku, 25yo
SHARE
Writer
ItimZ
Smile Maker :)
A chubby girl who live in Wonderland! ;) It's always TEA time.

Comments