แด่...ลินด์
เพียงหนึ่งวินาทีหลังจากที่ได้รับรู้ว่าเธอหายไปมันก็เกินจะทนไหว

หลังจากที่วินาทีพลัดพรากเริ่มต้น กระทั่งผมสามารถพิสูจน์ได้ถึงสาเหตุต่อการหายไปของเธอ ผมก็ได้แต่ทำใจยอมรับมันด้วยความไม่เต็มใจ แถมไม่ยินดีเลยสักนิดต่อคำสั่งที่ถูกทิ้งไว้ผ่านทางจดหมายฉบับสุดท้ายภายในบ้านหลังนั้น บ้านที่เปรียบเสมือนรังหลบซ่อนของคนไร้สำนึกผิดชอบชั่วดี

‘อย่าตามหาฉัน’ 
 
เธอย่อมรู้ดีว่าคำสั่งของเธอจะตรึงผมไว้ให้อยู่กับที่ เธอย่อมรู้ดีว่าคำสั่งของเธอสามารถสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้ผมได้ทุกรูปแบบ แน่นอนว่ามันยังคงบาดร้าวไปทั่วทั้งกายใจ ลุกลามเหมือนเชื้อร้ายยาวนานตลอดสองร้อยเก้าสิบสี่วัน กัดกินต่อเนื่องอีกหลายโมงยามก่อนที่ความโชคดีจะเปิดทางให้ผมได้รับโอกาสตามอย่างที่ใจใฝ่ฝันหา

โอกาสที่ผมจะได้พบเธอในที่ที่เราเคยเจอกันเป็นครั้งแรก...อีกครั้ง


“ฉันเป็นแฟนหนังสือของคุณค่ะ ชอบทุกตัวอักษรที่คุณเขียนมากเลย...”

“ขอบคุณมากนะครับ ว่าแต่คุณจะให้ผมเซ็นหนังสือทุกเล่มที่คุณหอบมาหมดนั่นเลยใช่มั้ย...”

“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ...”

“ฮ่าๆ ยินดีมากครับ ว่าแต่จะให้ผมเซ็นถึงคุณ...”

“ลินด์ค่ะ ฉันชื่อลินด์”
 

ผมยังคงถือกระดาษแผ่นนี้เอาไว้ในมือ พลางไล่สายตาอ่านทุกตัวอักษรบนหน้ากระดาษย้ำซ้ำครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ 

‘อย่าตามหาฉัน’ 

“อย่าตามหาคุณอย่างนั้นเหรอลินด์...”

คำสั่งของเธอยังคงมีอำนาจจวบจนวินาทีนี้ วินาทีที่ผมกำลังนั่งคอยพร้อมกับใจจดจ่อเพียงเพื่อรอนายผู้ออกคำสั่งกลับมาทำลายเศษกระดาษร้ายกาจในมือ

บัดนี้แขกในร้านต่างพากันจับจ้องไปที่นักร้องสาวผิวเข้มที่เริ่มต้นทักทายแขกในร้านอย่างเป็นกันเอง ตามต่อด้วยการครวญเพลง (1)วอค ออน บาย ตามแบบฉบับของเธอเป็นการเปิดการแสดงสำหรับค่ำคืนนี้ เสียงเปียโนรวมถึงเสียงคอรัสอันมีเสน่ห์ที่คลอเคล้าเข้ากับประโยคฟังง่ายภายใต้บทเพลงอันมีจังหวะกำลังดึงสายตาผมให้จับจ้องไปยังประตูทางเข้าร้าน  กระทั่งภายใต้ดวงตาทั้งสองข้างกำลังมองเห็นร่างสูงระหงส์ที่ผมคุ้นเคยเยื้องย่างเข้ามา

การที่ได้เห็นเธออีกครั้งในวินาทีนี้ช่างแตกต่างจากวันวานแรกพบ เพราะภายในร่างกายผมกำลังซาบซ่านอบอวลไปด้วยมวลความสุขอย่างมหาศาล ราวกับมีนกไนติงเกลนับสิบกำลังระริกระรี้ดีดปีกบินอยู่ภายในทรวงอก พวกมันกำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วบอกกล่าวแทนเจ้าของร่างว่าสุขใจและดีใจมากแค่ไหนที่ได้เห็นผู้หญิงที่ตัวเองรักหวนกลับคืน

เธอรู้เหมือนอย่างที่ผมรู้ เธอรู้ว่าผมจะต้องนั่งรอเธออยู่ตรงโต๊ะตัวนี้ พอๆกับผมที่รู้ว่าเธอจะต้องเดินมาทางมุมนี้อย่างที่ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก

ผมเก็บเศษกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อ ขยี้บุหรี่ลงในจานรอง ลุกขึ้นยืนรอรับเธอด้วยความเบิกบานใจเป็นล้นพ้น แต่เมื่อเธอหยุดยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าแผ่รังสีดั่งนางพญาผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ กลับทำให้ผมรู้สึกประดักประเดิกกายใจจนทำตัวไม่ถูกไปเสียได้

ผมอยากฉีกยิ้มกว้างเหมือนอย่างที่ภายในกำลังกู่ร้องต้องการ อยากจะป่าวประกาศบอกทุกคนภายในร้านว่าผมดีใจมากแค่ไหนที่เธอคนนี้ย้อนกลับมายืนอยู่ในโลกของผมอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอด กลับมีเพียงรอยยิ้มบางของความคิดถึงอย่างสุดขั้วหัวใจปรากฏแทนที่ และสาเหตุที่รอยยิ้มเปิดเผยได้แค่เพียงเท่านี้อาจเพราะใบหน้าเรียบเฉยของเธอที่สะท้อนมาสู่ 
 
เธอดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายกลับทำให้ผมรู้สึกสับสนจนทำตัวไม่ถูกมากยิ่งขึ้น

ผมเดินเข้าใกล้เธอ จับมือของเธอเอาไว้ด้วยความโหยหา อยากจะประทับจูบเธอแต่กลับรั้งความต้องการเอาไว้ เธอเองก็ปฏิบัติตอบกลับแบบเดียวเช่นกัน ทว่าสัมผัสเหล่านั้นกลับดูน้อยกว่า

การพบเจอกันระหว่างเราในวินาทีนี้ยังไร้ซึ่งการสนทนาใดๆต่อกัน ซึ่งผมอยากจะทำกับเธอให้มากกว่านี้ มากกว่าการลากเก้าอี้แล้วพาเธอนั่งลง ผมคิดไปไกลถึงขั้นอยากจะกระโจนเข้าหาเธอเหมือนอย่างเสือร้ายที่เจอเหยื่อโอชะ ผมอยากจะทำโทษเธอโทษฐานที่เธอหายไปจากชีวิตผมยาวนานเกือบเก้าเดือน อยากให้เธอได้พบเจอความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเหมือนอย่างที่ผมเจอ ผมอยากจะร่วมรักกับเธอตรงนี้เดี๋ยวนี้อย่างที่ไม่สนใจใครหน้าไหนจะมองเรายังไง และที่สำคัญ ผมอยากจะขอโทษต่อสิ่งที่เป็นไปก่อนหน้าที่ทำให้เราทั้งสองต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายร่วมกัน

“คุณผู้หญิงจะรับอะไรดีคะ” บริกรสาวยิ้มแย้มเอ่ยถาม
 
“ขอเป็นน้ำส้มคั้นให้เธอก็แล้วกันครับ” ผมตอบแทน

“ขอโทษนะคะ...” เธอส่งสายตาค้านผม พลางหันไปสั่งบริกรสาว “ฉันไม่ชอบน้ำส้มคั้น ขอเป็นดรายมาตินีก็แล้วกัน”

ดูเหมือนว่าเครื่องดื่มที่เธอเลือกสั่งจะจัดจ้านเปลี่ยนแปลงไปตามบุคลิกของเธอ ทั้งผมยาวสลวยที่เธอเคยไว้ถึงกลางหลังกลับถูกหั่นจนสั้นประบ่า แถมเครื่องหน้าที่ดูเข้มจัดไปด้วยเครื่องสำอางค์กลับแตกต่างจากความธรรมดาสามัญอย่างที่เคยเป็น กระทั่งชุดที่เธอสวมใส่ยังดูเปิดเผยเนื้อหนังชวนให้มองเห็นความเซ็กซี่เย้ายวนใจเกินกว่าสายตาผมจะหยุดจับจ้องได้ แต่โดยรวมแล้วความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปกลับทำให้ผมพึงพอใจที่ได้เห็น

“ตลอดเวลาที่เราไม่ได้พบกันคุณเขียนอะไรบ้าง”

ผมคาดไม่ถึงว่าบทสนทนาแรกของเรารวมถึงคำถามจากเธอในรอบหลายเดือนที่เราไม่ได้พบกันจะเป็นไปในทำนองที่ว่า

“ผมเขียนอะไรไม่ได้เลย” ผมตอบอย่างที่ไม่ต้องคิด “ลินด์... คุณหายไปแบบนี้ ใครมันจะไปมีกะจิตกะใจเขียนอะไรได้ ผมไม่มีสมาธิมากพอจะทำเรื่องละเอียดอ่อนแบบนั้นได้หรอกนะ ...มันเลวร้ายสำหรับผมเกินไป”

เธอจ้องมองผม สายตานิ่งหยิ่งประชดประชันกำลังส่งสัญญาณบอกในทำนองที่ว่า นั่นมันไม่ใช่ความผิดของเธอที่ทำให้ผมต้องกลายเป็นนักเขียนไร้ความสามารถแบบนี้

“แล้วคุณล่ะ เป็นยังไงบ้าง...” ผมจับมือเธอ ลูบไล้อย่างแผ่วเบาเหมือนอย่างที่เคยทำมาเสมอ

“ฉันเกลียดคำถามนั้นนะ แต่ก็คิดไว้แล้วล่ะว่าคุณจะต้องถาม” เธอเคลื่อนนิ้วชี้ลูบไล้มือผมตอบกลับ แถมยังยิ้มบางทั้งที่สีหน้าเคร่งเครียด “ถ้าจะบอกว่าตัวเองสุขสบายดีก็คงจะไม่ได้ ...นั่นเป็นคำตอบ” เธอถอนมือออกพลางหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋าจุดสูบ

“ถ้าอย่างนั้นเราสองคนก็คงไม่ต่างอะไรกันมาก” 

 ผมสบตาเธอ อยากบอกให้เธอได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมรู้สึกแย่มากแค่ไหน แต่เธอกลับเลือกที่จะหลบสายตาหนีไม่มองผม

ผมเคลื่อนมือกลับ เม้มริมฝีปากอย่างระวัง พยายามระงับอาการซาบซ่านภายในหลังจากที่ได้รับสัมผัสลูบไล้จากปลายนิ้วของเธอ แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นเพียงชั่วเสี้ยวไม่กี่วินาที แต่ความคิดถึงคะนึงหาที่มีต่อเธอรวมถึงสัมผัสซ่านผ่านฝ่ามือของเราสองคนที่แตะผสานกลับดึงภาพหวานวันวานให้หวนกลับเข้ามาในความนึกคิดของผมอีกครั้ง


“ลินด์...คุณสวยมากเหลือเกิน ผมจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”

“ทำกับฉันเหมือนอย่างที่ผู้ชายในเรื่องของคุณทำซีคะ”

“แบบนี้น่ะเหรอ...”

“โอ...พัฒน์...”

“คุณหวานเหลือเกินลินด์”

“จูบฉันตรงนั้นอีกซีคะ... ทำแบบนั้น... แบบนั้น...”

“แต่ผมอยากทำให้คุณสุขมากกว่านี้นะที่รัก”

“โอ...พัฒน์คะ ฉันทนริมฝีปากคุณต่อไปไม่ไหวแล้ว... ได้โปรดเข้ามาในตัวฉันเสียที...”

“ลินด์...ผมรักคุณ”
 

ผมมีอารมณ์ได้ง่ายดายเหลือเกินเมื่ออยู่ใกล้เธอ ซึ่งเธอย่อมรู้ดีว่าถ้าผมเริ่มเม้มริมฝีปากต่อหน้าเธอเมื่อไหร่นั่นก็หมายความว่าความต้องการภายในกายของผมที่มีต่อเธออย่างไม่มีวันจบสิ้นได้หวนกลับมาพลุ่งพล่านอีกครั้ง

“หยุดทำแบบนั้นสักทีได้มั้ย” เธอปรามผมด้วยน้ำเสียงดุ แต่ผมรู้ดีว่าเธอเองก็กำลังไม่เป็นตัวของตัวเองเช่นกัน

“ผมอยากทำโทษคุณ” ผมถือแก้วบรั่นดีในมือแน่น

“โทษฐานที่ฉันหายไปงั้นเหรอ” เธอยิ้มเยาะ
 
“ใช่...”

“อย่ามาทำเหมือนว่าฉันเป็นคนผิดนะ”

ผมรู้ดีว่าเธอไม่ใช่คนผิด แต่มันก็อดคิดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ที่เธอเลือกทำร้ายผมแบบนี้ กับการหายไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย กับการที่เธอไม่ยอมอดทนรอคอยวันนั้นให้มากพอ...

แต่เมื่อนึกย้อนถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งมันเลวร้ายเกินกว่าที่ผู้หญิงอย่างเธอจะรับได้ ผมก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจตัวเองอย่างเข้าไส้ แล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ที่เอาแต่คิดเข้าข้างตัวเอง

อันที่จริงแล้วเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แต่คนที่ผิดอย่างแท้จริงก็คือผมที่ไม่สามารถจัดการอะไรได้เลยสักอย่างแม้กระทั่งในตอนนี้



“ไหนคุณบอกว่าคุณรักฉันไงพัฒน์ แล้วนี่มันอะไรกัน”

“ลินด์ ฟังผมอธิบายก่อน ผมหมดรักเธอแล้วจริงๆ แต่ผม...”

“รู้มั้ย... ฉันรอคอยวันที่คุณหมดรักเธอมานานมากแค่ไหน ฉันรอ! รอวันที่คุณจะหย่าขาดจากเธอ ฉันรอคอยวันที่ความเป็นจริงในใจคุณจะมอบความถูกต้องให้แก่เรา”

“ลินด์...”

“ทำไมคุณต้องทำลายความฝันของฉันด้วยการสร้างเด็กคนนั้นขึ้นมาด้วย!”

“ลินด์... ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นเลยนะ...”

“คุณมันสะเพร่าที่กล้าทำลายวันที่เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันอย่างถูกต้อง เอาล่ะ... ออกไปจากบ้านของฉันสักที”

“ลินด์...”

“ออกไป!!!”
 

“คุณหายไปจากชีวิตผมนานมากเหลือเกินลินด์” ผมรู้ดีว่าน้ำเสียงตัวเองสั่นเครือมากแค่ไหน

“ฉันทนอยู่ตรงนั้นไม่ได้” เธอไม่ยอมสบตาผม

“ลินด์...” ผมจับมือเธอด้วยความรู้สึกกลัว
 
“ฉันทนอยู่ในโลกของคุณเพื่อมองดูคุณมีความสุขกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้” เธอมองตาผมนิ่ง “ฉันไม่อยากกลายเป็นฆาตกรที่ลงมือฆ่าเมียกับลูกของคุณต่อหน้าคุณ” แววตาเธอเป็นประกายด้วยหยดน้ำตา ทว่าเยือกเย็นจนผมรู้สึกกลัวมากขึ้น

“นี่คุณพูดเล่นใช่มั้ยลินด์”

“อย่าได้คิดว่าฉันพูดเล่นต่อเรื่องที่ว่า ถ้าคุณไม่เข้าใจความรู้สึกฉัน ก็อย่าพูดอะไรอีกเลยจะดีกว่า”

เธอดึงมือกลับ และเหมือนจะลุกขึ้นยืน แต่ผมกลับรั้งมือของเธอไว้ เรายื้อยุดกันอยู่ชั่วเสี้ยววินาทีกระทั่งเธอยอมที่จะสงบสติอารมณ์แล้วนั่งลงเหมือนเดิม แต่ในคราวนี้เธอไม่ยอมหลบสายตาผมอีกต่อไปแล้ว

ผมมองดูใบหน้าของคนรักผู้แสนดีที่กลับกลายเป็นใบหน้าปีศาจเลือดเย็นอย่างรวดเร็ว แต่ที่มันมากกว่าที่ผมมองเห็นนั่นก็คือ ประกายความรักความหวังดีที่เธอมีให้แก่ผมยังไม่เสื่อมคลาย ผ่านหยาดน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้าง รวมถึงริมฝีปากที่สั่นระริกเพราะความเศร้าที่กัดกินเกินต้านทานไหว

ผมกุมมือเธอทั้งสองข้างเอาไว้แนบแน่นกว่าที่เป็น ก้มหน้าลงแน่นิ่งจนหน้าผากติดโต๊ะเพียงเพราะต้องการปกปิดคราบน้ำตาที่ไหลออกมาเอาไว้ ความอ่อนแอที่ถั่งโถมไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ที่เป็นไปดีขึ้นได้ แต่ยังดีที่มันมันยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดรวดร้าวให้ผ่อนหนักกลายเป็นเบาลงได้

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พร้อมกับการตัดสินใจครั้งสำคัญที่พร้อมมอบให้แก่เธอ

“ผมหมดรักเธอแล้วลินด์”
 
“ฉันรู้...”

“ผมจะขอหย่าเธอ” นั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องการที่จะมอบให้แก่เราสองคนมากที่สุด

“คุณจะไม่มีวันทำแบบนั้น”

“ผมจะทำ” ผมยืนยัน

“ฉันไม่ให้คุณทำ”

“ทำไมล่ะลินด์” ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องค้านทั้งที่มันเป็นสิ่งที่เราต่างต้องการมาเสมอ

“ผู้หญิงคนนั้นไม่ควรค่าพอที่จะเป็นคู่แข่งของฉัน รวมถึงเด็กในท้องของเธอด้วย”

“ลินด์...”

“คุณต้องรับผิดชอบต่อการมาถึงของเขาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และที่สำคัญ ฉันไม่ต้องการเห็นเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องตกที่นั่งลำบาก เพียงเพราะว่าพ่อของเขาไม่ได้ตั้งใจทำให้เขาเกิดมา ถ้าหากวันหนึ่งเด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาแล้วรับรู้ว่าพ่อของตัวเองรักผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่แม่ของเขาล่ะก็... ฉันจะไม่ยอมให้บาปนั้นตกอยู่กับเด็กตาดำๆเป็นอันขาด คุณเข้าใจที่ฉันพูดมั้ย”

“ผมไม่อยากเข้าใจอะไรทั้งนั้น” ผมตอบด้วยความดื้อด้านระคนเฉื่อยชา

“คุณต้องเข้าใจพัฒน์”

“ไม่ลินด์...”

“ฟังฉันให้ดีนะพัฒน์ คุณต้องเข้าใจว่าความรักของเรามันเป็นบาป มันไม่มีทางที่ความสุขอย่างแท้จริงจะสะท้อนมาสู่เราสองคนได้ คุณต้องเข้าใจว่าความสุขที่เราเคยได้รับจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีก เพราะฉันไม่ต้องการให้บาปที่เราร่วมกันสร้างสะท้อนไปสู่ชีวิตอื่นที่ไม่เคยล่วงรู้ความลับของเรา”

ผมรับฟังเธอด้วยความรู้สึกเงียบงัน ...นี่คงเป็นบาปที่ผมกำลังชดใช้อยู่ใช่ไหม...

“ลินด์...ผมขาดคุณไม่ได้”

“พัฒน์...ฉันมันก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่หลงรักนักเขียนที่มีเมียแล้ว และคุณ... คุณกำลังจะเป็นพ่อคน เราสองคนต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกันนะพัฒน์”

“ผมคิดถึงคุณมากแค่ไหนคุณรู้บ้างมั้ย!”

“รู้สิ... ทำไมฉันจะไม่รู้”

“ผมรักคุณนะลินด์ แค่คุณเท่านั้น ผมขาดคุณไม่ได้...”


“เขียนถึงฉันสิพัฒน์”  

.
.
.


“เขียนเรื่องราวระหว่างเรา เขียนมันเพื่อเตือนความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราสองคนเคยพยายามเพื่อกันและกันมากแค่ไหน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณลบล้างฉันออกจากชีวิตของคุณได้ ก็ขอให้คุณทำลายเรื่องราวนั้นเสีย ได้โปรดทำลายมันอย่าให้เหลือ เหมือนอย่างที่เราสองคนกำลังจะเผชิญกับมันนับจากนี้” 

*
(1) Walk  on  By - Dionne Warwick
SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้เขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments