คืนหนึ่ง ..
คืนหนึ่ง.. ท่ามกลางความหนาวเหน็บบนยอดดอย
ดอยที่ว่านั้นอยู่สูงสุดในประเทศไทย
วาดฝันว่าการได้มามองดูดาวท่ามกลางอากาศเย็นๆ
จะเป็นคืนอันน่าประทับใจ
แต่หารู้ไม่ว่าการนอนเต้นท์
ในคืนที่อากาศแสนจะหนาวเย็น
มันไม่เห็นโรแมนติกเหมือนภาพฝัน
เพราะดันต้องมานอนสั่นๆ คลุมโปง
หายใจก็ไม่โล่ง ตัวขดโก่งเหมือนหนอนดักแด้
การมาเชียงใหม่ครั้งนี้ตั้งใจมาเพื่อเรียนรู้เรื่องกาแฟ
แต่ความหนาวเย็นดันแวะมาทักแบบเฉียบพลัน
เลยหุนหันอยากสัมผัส
.. จึงจำต้องกัดฟันทนให้ผ่านคืนนี้

กลางดึกนั้น ..
ขาที่หดสั้นคุดคู้อยู่ๆ ก็อยากเหยียดออก
เหยียดไปไม่ทันสุด “เอ๊ย..ย” เราร้องผวาลุกขึ้นนั่ง
เพราะดันไปสะดุดกับก้อนอะไรนิ่มๆ
ในความมืด.. สายตาค่อยๆ ปรับการมองเห็น
จากก้อนกลมๆ ดำๆ ค่อยๆ กลายเป็นสีน้ำตาล
จากก้อนนิ่งๆ ค่อยๆ มีจังหวะขยับขึ้นลงๆ
สมองเร่งประมวลผล จนได้ความว่า
มันมีขน มันมีหู มันหลับอยู่ และมันคือ “ลูกหมา”
...

ความที่เป็นคนรักสัตว์ทุกชนิด
เว้นเพียงแต่สัตว์เลื้อยคลาน
การมีลูกหมามาขอนอนด้วยในเวลาเช่นนี้
จึงรู้สึกยินดี ไม่มีรังเกียจ
แถมยังยอมให้เบียดเพื่อแลกความอบอุ่น

เช้าตื่นลืมตา..
มุดหัวออกมาจากเต้นท์
เห็นหมาดูขี้เล่นตัวหนึ่งกระดึกหางทัก
มันน่ารักกว่าที่คิด หมาเด็กสีน้ำตาลผสมดำ
แต่จุดจำอยู่ตรงขาทั้งสี่ที่มีสีขาว
ดูเหมือนใส่ถุงเท้าตลอดเวลา
มันวิ่งตามไปมา ล้อมหน้าล้อมหลัง
เห่าเสียงดัง คล้ายๆ ว่าอยากขอบคุณเรื่องเมื่อคืน
เราใช้เวลารวดเร็วเก็บสัมภาระเพื่อเดินทางต่อ
เพราะมีร้านกาแฟหลายร้าน
ที่รอเราแวะไปเยือน ไหนจะโรงคั่วอีก
ตอนขับรถออกมา จำได้ว่ามันวิ่งตามมาส่ง
.. มันหยุดตรงถนนใหญ่ ได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองเราจากไป
จึงอดไม่ได้จนต้องหันกลับไปมอง
เห็นมันตัวเล็กลงๆ จนกลายเป็นจุดเล็กๆ ก่อนหายไป
...

เวลาผ่านไปร่วมเดือน.. 
ยังนึกถึงเจ้าลูกหมา อยากรู้ว่าสบายดีมั้ย?
เหมือนเจอรักแรกพบ แต่ยังไม่ทันได้คบก็จากมา
วันหนึ่ง..  จึงลองโทรกลับไปหาคนที่อยู่บนดอย
เพื่อถามถึงหมาน้อยตัวนั้น
ปลายทางโอนสายกันไปมา
เรียกหาคนโน้นที คนนี้ที
จนสุดท้ายได้คุยกับเจ้าหน้าที่ชื่อ “ลุงแหลง”
จึงแน่ใจว่าหมาตัวนั้นยังอยู่ดี
และยังไม่มีคนเลี้ยงดู
สุดสัปดาห์จึงตกลงใจว่าจะขับรถไปเชียงใหม่
เพราะใจรู้สึกถูกชะตาเจ้าหมาน้อย
และอยากได้มันมาเลี้ยง
เมื่อก่อนถ้าต้องขับรถไปเชียงใหม่
จะรู้สึกว่าเหนื่อยและไกล
.. แต่รอบนี้ทำไมความรู้สึกมันใกล้นิดเดียว

เมื่อไปถึง..
ลุงแหลงผู้ใจดีดูดีใจ รีบพาเราไปเจอมัน
ตอนนั้นตื่นเต้นว่า ..
หมาตัวนั้นมันจะยังจำเราได้ไหม ?
ลุงแหลงพาเรามาหยุดอยู่หน้าคอกที่ต่อขึ้นด้วยไม้
และบอกเราว่ามันอยู่ในนั้น
เราพุ่งตัวก้มลงมอง.. เห็นหมาสีน้ำตาลที่ดู
เหมือนใส่ถุงเท้าขาวตลอดเวลาตัวเดิมนั้น
“ลูกอินท์จริงๆ ด้วย !!!”
.. มันดูโตขึ้นมาก และมันกำลังตื่นกลัว
ลุงแหลงพูดขึ้นว่า ..
“มันคงตกใจเพราะลุงจับมันมาขังไว้
เห็นหนูอุตส่าห์ตั้งใจขับรถมา
ก็กลัวว่ามาแล้วจะไม่เจอ
เลยจับมันขังไว้ตั้งแต่เมื่อวาน”
เรารีบคว้าตัวมันอุ้มขึ้นมา
และไม่ลืมที่จะขอบคุณลุงแหลง
แม้เจตนาดีของลุง
จะสร้างความเสียขวัญให้มันอยู่สักหน่อย
“เมื่อกี้หนูเรียกมันว่าอะไรนะ” ลุงแหลงถาม
“อินท์ค่ะ ชื่อจริงๆ ของมันคือ อินทนนท์”
เราตั้งชื่อ และเรียกมันแบบนี้
ตั้งแต่เจอมันเมื่อเดือนก่อน
ซึ่งเชื่อว่ามันจำได้ สังเกตุจากหูที่ลู่ลง
และมันก็กระดิกหางให้
...

พาอินท์ลงดอยมา
หมายมั่นว่าอยากมีหมาไว้เฝ้าบ้านเพิ่มสักตัว
เพราะบ้านไม่มีรั้ว
และตัวที่เลี้ยงไว้เดิมนั้นก็เริ่มแก่
แต่ตอนเอาลูกอินท์มา
มันยังเด็กเกินไปที่จะเฝ้าบ้านให้
จึงจำต้องรับหน้าที่เป็นเพื่อนเล่นของเราไปพลางๆ ก่อน
วันหนึ่งตอนด้วยกัน
เราจับมันนอนแล้วดึงมือมันไปซ้ายทีขวาที
เห็นมันสนุกดี ทีนี้เลยจับขาดึงดูบ้าง
ปรากฏว่ามันร้องเสียงลั่น จนเราตกใจไปด้วย
พอจับดูก็ได้ยินเสียงกรอบแกร๊บแปลกๆ
พบความจริงต่อมาด้วยการเอ๊กซ์เรย์ว่า
กระดูกมันแตกและร้าวหลายชิ้นที่โคนขาขวา
โดยที่เราก็ไม่รู้สาเหตุและที่มา
แต่ด้วยความเดียงสา บวกความเป็นหมาขี้เล่น
เลยทำให้ไม่เห็นอาการ
โชคดีที่เป็นหมาเด็ก กระดูกยังอ่อน
จึงเชื่อมต่อติดกันได้เอง
มันหายดี .. และเดินได้ดีเหมือนหมาทั่วไป
แต่ปัญหาคือมันดันชอบเดินไกล
ไกลกว่าหมาทั่วไปที่เคยเลี้ยง
มันชอบตามไปไหนมาไหน
แต่ข้อดีคือไม่เคยหลง ไม่เคยงงกับเส้นทาง
มันจำทางกลับบ้านเองได้ทุกครั้งไป
...

จนเย็นวันหนึ่ง..
เราเดินไปโลตัสที่อยู่ห่างจากบ้าน
ระยะทางกิโลกว่า
โดยมีอินท์เดินๆ วิ่งๆ ตามมาด้วย
เราพยายามไล่มันกลับ
เพราะต้องใช้เวลาซื้อของนาน
มันหันรีหันขวางทำท่าไม่ยอม
เลยตวาดใส่ไล่มันอีกที แล้วเราก็เดินรี่เข้าห้างไป

.. ออกมาอีกทีเกือบค่ำ มองหาไม่เห็นมัน
สงสัยจะเชื่อฟังกลับบ้านไปเอง
เอะใจอีกที .. ค่ำป่านนี้เรียกกินข้าวก็ยังไม่มา

จึงตัดสินใจออกตามหา
โดยกลับไปโลตัสอีกรอบ
เดินจนหอบ กว่าจะไปเจอว่ามันวิ่งอยู่ใน .. ลานจอดรถ
ความดีใจปนความโกรธ
จึงทำโทษด้วยการตีมันไปสองสามที
....

หลังจากวันนั้น.. อินท์ดันชอบไปเดินโลตัส
และจะหายไปเป็นช่วงๆ
ช่วงแรกก็วันสองวัน หลังๆ สามสี่วัน จึงกลับมาที
ครั้งหนึ่ง.. เคยใช้วิธีเขียนไว้ที่ปลอกคอว่า
“ผมชื่อ อินทนนท์ ผู้ใดพบเห็น โทร.084-096-xxxx”
แล้วก็มีคนโทรมาจริงๆ
เป็นพนักงานเก็บรถเข็นที่โลตัส
แรกๆ น้องเค้าโทรมา ก็ไปรับทุกรอบ
จูงกลับบ้าง อุ้มขึ้นรถบ้าง
พอหลายครั้งเข้า เค้าก็เริ่มไม่โทร
เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะมันไม่ใช่หน้าที่เค้า
.. แค่ดูเหมือนใจมันไม่อยากอยู่กับเรา

โดยธรรมชาติ.. อินท์เป็นหมาใจกล้า
และมีความเป็นผู้นำ
มันกลายไปเป็นผู้คุมฝูงอยู่ที่นั่น
จึงไม่สามารถปลีกตัวกลับบ้านได้บ่อยๆ มั้ง
นานๆ ไปครอบครัวเริ่มระอา
แม่เริ่มบ่นว่าปล่อยมันไปถามยถากรรมเถิด
...

ครั้งสุดท้าย .. ที่ได้รับสายจากชายเสียงคุ้นหู
คนเดิมที่เข็นรถอยู่โลตัสนั่น
โทรมาบอกว่า..
สองสามวันก่อน อินท์โดนหมาต่างถิ่นรุมกัด
อาการสาหัสอยู่ ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง
เพราะตั้งแต่วันนั้นเค้าเองก็ไม่เห็นมันอีก
...

วันหนึ่ง.. อยากรู้จริงๆ ว่ามันยังอยู่ไหม
จึงตัดสินใจขับรถตามหา
เข้าซอยโน้นออกซอยนี้ในละแวกใกล้เคียง
จนเข้าไปในซอยหนึ่ง ซอยซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่า
มีบึงน้ำใหญ่ดูสงบร่มรื่น
มองไปมีหมาผอมโซตัวหนึ่งกำลังก้มกินน้ำ
แม้ไม่เห็นหน้าแต่เห็นขาชัดเจน
หมาที่ดูเหมือนใส่ถุงเท้าขาวตลอดเวลาของฉัน
.. มันคงหนีมาอาศัยอยู่ริมบึงนั้น
เรารีบลงจากรถแล้วเรียกชื่อ “อินทนนท์”
ชื่อที่ได้จากสถานที่ที่พบมัน
มันไม่หัน จนต้องเรียกซ้ำอีกครั้งว่า
“ลูกอินท์” มันจึงเดินมาหา
พร้อมกระดิกหางด้วยแรงอันอ่อนเปลี้ย
พอเราจะเข้าไปอุ้ม มันกลับถอยหนี
พอเราถอยออกมา มันกลับเดินเข้ามาหา
แล้วกระดิกหางเบาๆ เป็นแบบนี้อยู่สองสามที
ตีความว่า .. มันกำลังขอใช้ชีวิตแบบที่มันเลือกเอง
เรายังแวะเวียนไปหาเป็นระยะ
เจอบ้าง ไม่เจอบ้าง

จนวันหนึ่งมีคนเดินมาบอกเราว่า
.. หมาตัวนั้นมันไม่อยู่แล้วนะ
เราถามเขาว่า “มันไปไหน” 
เขาตอบว่า
“ไม่รู้...”

... เกิดคำถามถกเถียงไปมาในใจ
จะดีกว่ามั้ย ? .. ถ้าไม่เอามันมาเลี้ยง
แต่เราก็รักมันมาก .. จนอยากเอามาเลี้ยงงัย
แล้วเราจะยังรักมันได้มั้ย ? .. ถ้าปล่อยมันไว้ให้อยู่บนดอย

เวลาใกล้พลบค่ำ
ประกอบกับเป็นวันที่อากาศค่อนข้างเย็น

.. คำตอบในใจ
.. หวนให้นึกถึง คืนหนึ่งบนยอดดอย
คืนที่มีลูกหมาตัวน้อยๆ แอบเข้ามานอน
เบียดซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ

#วันแห่งความรัก



SHARE

Comments