เริ่มจากหนีความจริง และกลายเป็นความฝัน
ก็คงเหมือนทุกคนที่รักการอ่าน
ฉันโตขึ้นมากับชั้นหนังสือในห้องสมุด
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เริ่มทิ้งตัวตนอยู่ในโลกของหนังสือก็เพราะอยากหนีจากโลกแห่งความจริง

ความจริงที่แสนจำเจเหมือนเดิมในทุกวี่วัน
ความจริงที่มีคนคอยบ่นคอยว่า จ้ำจี้จ้ำไชอยู่ตลอดเวลา...จนน่ารำคาญ
ความจริงที่ฉันหนีไปไหนไม่ได้ ต้องก้มหน้าทำตามที่ทุกคนอยากให้ฉันทำ นั่นก็คือการทำไปตามระเบียบระบบของสังคม...อันน่าเบื่อ

การได้ค้นพบหนังสือ เหมือนกับเจอโลกสีรุ้งสดใสท่ามกลางฝุ่นหมอกหนาหนักสีเทา

ฉันกระหายหนังสือ เมื่อเริ่มอ่านตัวอักษรแรก ฉันก็จะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จมดิ่งลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ จนหลายๆ ครั้งเหมือนกับตัดตัวเองออกจากโลกแห่งความจริงภายนอก

เสียงพูดคุยวุ่นวายของเด็กรุ่นเดียวกัน เสียงบ่นว่าเสียดหูของพวกผู้ใหญ่ ถูกหลี่เสียงลงจนแทบไม่รู้เรื่องว่ากำลังพูดว่าอะไรกัน

ฉันเพิ่งมาตระหนักในช่วงปีหลังๆ มานี้เองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเรียกว่า “การหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง”

ฉันใช้หนังสือเป็นเครื่องมือหนีจากโลกความจริงที่น่าเบื่อ ต่ออายุตัวเองมาได้อีกหลายสิบปี ผ่านชีวิตวัยศึกษาเล่าเรียนที่โคตรของโคตรน่าเบื่อจนอยากจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายเสียหลายครั้ง จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย โลกแห่งความจริงถึงได้ดูมีสีสันน่าสนใจกับเขาบ้าง

และฉันก็ได้ทิ้งความฝันที่จะเป็นนักเขียนในช่วงนี้เอง เพราะฉันเจอคนอื่นที่เก่งกว่า มีพรสวรรค์มากกว่าอยู่เต็มไปหมด

ใช่แล้ว ฉันเป็นพวกไม่มีความมั่นใจในตัวเองขั้นสุด ก่อนเข้ามาในโลกมหาวิทยาลัย ฉันอ่านหนังสือเก่งกว่าคนอื่นก็จริง เขียนดีกว่าคนอื่นก็จริง แต่ในโลกนี้ฉันกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าธรรมดา

ฉันยังรักการอ่านหนังสืออยู่...แต่อ่านน้อยลง เพราะโลกภายนอกของที่นี่มีเรื่องน่าสนใจให้เรียนรู้
ฉันเขียนเฉพาะเมื่อต้องส่งงานแลกคะแนน

ฉันทิ้งความฝันการเป็นนักเขียนลง เพราะตระหนักว่ามีคนเก่งกว่ามากมาย ดังนั้นฉันต้องหาทางให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปด้วยวิธีอื่น

ฉันยุ่งกับการตามหาความฝันอย่างอื่น ลองทำอย่างอื่นที่อาจจะนำมาใช้ในการยังชีพได้

ฉันลองนู่น
ฉันทำนี่
ฉันล้ม
ฉันลุก และล้ม
และลุกใหม่

หลายครั้งที่กลับมาอิงแอบหนังสือเป็นที่พักใจอันเหนื่อยล้า

มีบ้างที่ความฝันอยากเป็นนักเขียนได้หวนกลับมา ได้ลองลงมือทำแต่ไม่สำเร็จ และวนหายออกไปจากชีวิต

และกลับไปเริ่มต้นพยายามทำความฝันอย่างอื่นให้สำเร็จก่อน โดยให้เหตุผลของการกระทำว่า “รอทำอันนี้ให้ได้เงินก่อนนะ รอให้มั่นคงก่อนนะ ค่อยกลับมาลุยเขียนอีกครั้ง”

“เอาไว้ให้ไม่ต้องทำงานแล้วค่อยมาเขียนหนังสือชิวๆ ละกันนะ จะได้ไม่เครียดเวลาเขียน”

ฉันบอกแบบนี้กับทุกคน
บอกแบบนี้กับตัวเอง

ฉันพักความฝันนี้ไว้ จนกระทั่งวันหนึ่ง หรือพูดให้เจาะจงก็คือวันนี้ ฉันได้คุยกับคนไม่รู้จัก

คนไม่รู้จักอายุน้อยกว่าฉันและกำลังมีปัญหาว่าจะเอาอย่างไรต่อกับชีวิต

ฉันได้ขุดเอาประสบการณ์ที่ผ่านมา การพยายามค้นหาตัวตน ค้นหาความฝัน ค้นหาสิ่งที่ทำยังชีพ ซึ่งฉันรู้สึกมาตลอดว่ามันช่างแสนจืดชืด ธรรมดา น่าเบื่อ เป็นชีวิตที่สเปะสปะหละเหลว ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน ความสำเร็จที่เอาไปคุยอวดใครได้ยิ่งไม่มี วันรวมญาติทีไรอยากจะมุดดินหนีทุกที ออกมาเล่าให้คนแปลกหน้าฟัง

คนแปลกหน้าฟัง หรือพูดให้ถูกคืออ่านสิ่งที่ฉันพิมพ์ผ่านโปรแกรมสนทนาออนไลน์อย่างตั้งใจ มีซักถามเมื่อมีข้อสงสัย เขาพิมพ์มาหนึ่งประโยคคำถามสั้นๆ ฉันพิมพ์ตอบกลับไปกว่า 4-5 ย่อหน้า ประหนึ่งกำลังเขียนเรื่องสั้น เรื่องชีวิตของฉันเอง

สุดท้ายระหว่างที่กำลังพรรณาถึงแนวคิดการใช้ชีวิตอันตื้นเขินของตัวเอง ฉันก็หลุดพิมพ์ไปประโยคหนึ่ง

“พิมพ์ยาวเลย แต่ก็สนุกดี ความจริงตอนเด็กๆ อยากเป็นนักเขียนด้วย”

“เราชอบอ่านนะ” คนไม่รู้จักตอบกลับมา และคราวนี้เป็นทีของอีกฝั่งให้คำแนะนำบ้าง

“พี่ไม่ลองแต่งหนังสือแบบเป็นไดอารี่ล่ะคะ เอาตั้งแต่เด็กเลยอยากรู้ความคิดพี่สมัยนั้น ท่าจะสนุกน่าดู”

ฉันอึ้งไป อึ้งเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะชอบในสิ่งที่พิมพ์ไปยาวเหยียดของฉัน แถมยังอยากอ่านเรื่องวัยเด็กของฉันอีก (ซึ่งฉันได้ปฏิเสธที่จะเล่าไป เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างที่เขียนตอนตน คือใช้ชีวิตหนีจากความเป็นจริงในโลกหนังสือเสียเป็นส่วนใหญ่)

ที่อึ้งอีกอย่างก็คือการเขียนหนังสือแบบไดอารี่มันไม่เคยอยู่ในความคิดของฉันเลยสักนิดเดียว เพราะฉันเป็นแค่เด็กว่างเปล่า ที่โตเป็นผู้ใหญ่ว่างเปล่า ไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นคนดัง ที่จะทำให้มีคนอยากมาติดตามอ่านชีวิตประจำวันแบบใครเขา

ฉันเคยอ่านเรื่อง Princess Diary ซึ่งเป็นการเขียนสไตล์ไดอารี่ เกี่ยวกับมีอาเด็กหญิงธรรมดาที่ค้นพบว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงในวันหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องแต่ง

...ซึ่งพอคิดดูแล้วก็ถือว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจ ที่จะลองเขียนเรื่องแต่งแบบไดอารี่ดู แม้ครั้งล่าสุดที่เขียนไดอารี่จริงจังก็ช่วงที่ฉันอยู่มัธยมต้น ช่วงที่ชีวิตมีแต่ความหมองหม่นและเก็บกดจนต้องมาเขียนระบายในสมุด (ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยเปิดอ่านอีก เพราะรวมเรื่องแย่ในชีวิตไว้พอสมควร)

ฉันบอกขอบคุณคนแปลกหน้าคนนั้น ที่หลังจากนั้นยังแนะนำหนังสือแนวไดอารี่ให้ฉันไปลองศึกษาดู และยังซักถามเรื่องราวชีวิตบางช่วงบางตอนที่ฉันมีพูดถึงนิดหน่อยอย่างสนใจ แต่เพราะพรุ่งนี้มีสอบจึงบอกให้ฉันพิมพ์ทิ้งไว้ เดี๋ยวเขาจะตื่นมาอ่าน

ฉันรู้สึกเต็มตื้นในใจมากที่มีคนสนใจในสิ่งที่เขียน จึงได้พิมพ์จัดเต็มไปอีก 5 ย่อหน้า ก่อนกดปิดหน้าต่างสนทนาลง แล้วหาโหลดแอป Storylog ที่เคยลบทิ้งไปนานกลับมาใหม่

ลองฝึกเขียนดูจากเรื่องของตัวเองก่อนก็แล้วกันเนอะ

ฉันคิด
แล้วจึงเริ่มพิมพ์
SHARE
Written in this book
Diary ฝึกหัด
ไม่ได้เขียนไดอารี่มานานแล้ว อยากจะลองกลับมาฝึกเขียนถึงเรื่องเก่าๆ ในชีวิตสักที
Writer
Asamask92
แมวมะ
มนุษย์เป็ด ชอบทำนู่นทำนี่หลายอย่างไม่สำเร็จที่สุดสักอย่าง แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่าแต่ละอย่างมีรสชาติประมาณไหน ก็ดีนะ ทำให้หายสงสัย ตอนนี้อยากเลี้ยงแมวมาก แต่ทำไม่ได้เพราะปัญหาสุขภาพของคนที่บ้าน

Comments

Ptpm
6 months ago
บางทีเราก็ค้นหาตัวเอง จากการลองทำนู้น นั่น นี่ ทิ้งหลายๆอย่างที่เคยคิดว่าใช่ลงไป เพราะผิดหวังกับมันแค่ครั้งเดียว หนักแน่นเข้าไว้นะคะ เราเชื่อในการฝึกฝนไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม สู้ๆนะคะ  
Reply
Asamask92
6 months ago
ขอบคุณค่า มาพยายามด้วยกันนะคะ
nongmon
6 months ago
คิดเหมือนกันเลยค่ะ
Reply
Asamask92
6 months ago
;)
Rei
6 months ago
:)
Reply
Asamask92
6 months ago
>3<

Pattee
6 months ago
สู้ๆค่ะ งานเขียนของคุณไม่ด้อยกว่าใครเลย เราว่าแต่ละคนมีสไตล์งานเขียนเป็นของตัวเอง เราอ่านงานเขียนของคุณยังรู้สึกสนุกเลยค่ะ สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ :)
Reply
Asamask92
6 months ago
ขอบคุณมากๆ ค่า อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจ 555 ต้องแก้เรื่องความมั่นใจในตัวเองอีกเยอะเลย

Pavatipatill
6 months ago
เหมือนอ่านชีวิตตัวเองเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ เราเองก็คงต้องหันกลับไปมองความฝันของตัวเองเหมือนกัน หนีมานานเกินไปแล้วเนอะ
Reply
Asamask92
6 months ago
เชื่อว่าถึงจะยังไม่ได้ทำความฝัน ระหว่างนั้นเราก็เพิ่มทักษะด้านอื่นให้กับชีวิตของตัวเองเหมือนกัน ไม่มีอะไรสูญเปล่าจากสิ่งที่เราเลือกทำแน่นอนค่ะ อยู่ที่ว่าเราจะนำประสบการณ์ต่างๆ ไปประยุกต์ใช้อย่างไรในอนาคตเท่านั้น