ตะวันที่ลับขอบฟ้า
 
ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องแสงสีทองยามเย็นที่ช่วยปลอบโยนใจมนุษย์ให้รู้สึกอบอุ่นขึ้น รวมทั้งบ่งบอกเวลาว่าเวลาในชีวิตของพวกเรานั้นกำลังจะหดหายไปเกือบหนึ่งวันอีกครั้งแล้ว

หญิงสาวผมยาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังยืนอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ดวงตากลมโตของเธอจ้องมองไปที่ประกายแสงสีทองที่สะท้อนอยู่บนพื้นผิวน้ำที่กระเพื่อมอย่างเชื่องช้าด้านล่างเธอ

เธอละสายตาจากแสงสีทองที่ค่อยๆจางลงบนผืนน้ำมองไปยังเงาที่ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้เธอจากด้านหลังฝั่งเดียวกับที่เธอเดินขึ้นสะพาน

สาวตัวน้อยผมสั้นประบ่า ตาเรียวเล็กในชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกันกับเธอ ส่งยิ้มบางๆจากไกลๆ เธอยิ้มตอบ ทั้งสองคนยืนห่างกันเล็กน้อยบนสะพานพร้อมกับแสงดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆมอดลงไป แสงบนท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำเงิน

เวลาใกล้จะหมดลงแล้วสินะ
“สวยเนอะ” สาวผมยาวจ้องมองผืนน้ำอีกครั้ง ความมืดมิดค่อยๆคืบคลานเข้ามาจนรู้สึกว่าประกายแสงจากดวงอาทิตย์เริ่มจางหายไป

“อื้อ” มิ้นท์ตอบก่อนที่เธอจะค่อยๆขยับเข้ามาใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น “เป็นอะไร? ไม่เห็นต้องทำหน้าเศร้าอะไรขนาดนั้นเลยนี่ปิ่น”

“บ้า ใครเศร้า เพ้อเจ้อละ” ปิ่นหันมามองหน้ามิ้นท์ เม้มปากเล็กน้อยราวกับเด็กที่โดนจับได้ว่าโกหก มิ้นท์หัวเราะให้กับท่าทางนั้น

“แกนี่มัน โคตรปิ่นเลยว่ะ” มิ้นท์ยิ้มก่อนที่จะหันไปมองผืนน้ำที่แปรเปลี่ยนเป็นสีครามอมดำ เงาบนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแสงสียามราตรีของกรุงเทพฯ

“นี่... รู้ใช่มั้ย? ว่าทำไมเราถึงมาอยู่ตรงนี้” ปิ่นพูดในขณะที่กำลังพยายามแกะยางรัดผมออก

“มานี่ ฉันช่วย” มิ้นท์แตะไหล่ปิ่นทั้งสองข้าง หมุนตัวให้หลังของปิ่นหันเข้าหาเธอ ปิ่นค่อยๆผละมือออกจากผมของตัวเอง มิ้นท์เอื้อมมือไปที่ยางรัดผมและค่อยๆแกะมันออก ลมเย็นๆพัดผ่านนำพากลิ่นหอมบางๆที่คุ้นเคยจากสาวผมยาวตรงหน้าเธอ กลิ่นหวานๆคล้ายกับกลิ่นของเบอร์รี่ ทุกครั้งที่ได้กลิ่นเธอจะนึกไม่ออกว่ามันคือกลิ่นอะไรแบบนี้ทุกครั้ง

ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง พวกเขาไม่พูดอะไรกันสักคำก่อนที่มิ้นท์จะค่อยๆแกะยางรัดผมออกอย่างทะนุถนอมได้สำเร็จ ผมยาวสีดำขลับของปิ่นสยายออกตามแรงลมที่พัดผ่าน

“ผมยาวแบบนี้ไม่น่ารำคาญหรอ?” มิ้นท์เก็บยางรัดผมไว้กับข้อมือของตัวเอง มองสาวร่างสูงผมยาวที่กำลังจัดระเบียบทรงผมของเธออยู่

“ไม่อะ ฉันรักผมยาว ถึงมันจะร้อนบ้าง แต่ฉันก็เสียดายถ้าจะต้องตัดมันทิ้ง”

“ดีจังนะ ฉันไม่เคยไว้ผมได้ยาวขนาดนี้ได้เลย... เผลอตัดมันก่อนทุกที” มิ้นท์เกาะราวกั้นของสะพาน โน้มตัวลงไปยังด้านหน้า ปกติมันมืดเร็วขนาดนี้เลยหรือเนี่ย? เธอคิดพลางจ้องมองตรงไปยังสะพานอีกสะพานตรงหน้าที่ส่องแสงสว่างท่ามกลางความมืด

“ผมจะสั้นจะยาว มันก็แล้วแต่คนชอบ... แกไว้ผมสั้นประมาณนี้ก็เหมาะกับแกอยู่แล้วนี่” ปิ่นตอบ

“แอบชมฉันปะเนี่ย ขอบคุณนะคะ คุณปิ่นคนสวยชมฉันด้วยแหละ ดีใจจัง” มิ้นท์หัวเราะเริงร่าอีกครั้ง ปิ่นยิ้มตามไปกับเสียงหัวเราะของเธอ

“ไม่ได้แอบชมซะหน่อย” ปิ่นเบือนหน้าหนี


จริงๆทรงไหนก็น่ารักทั้งนั้นแหละ
 
“ฉันว่าฉันรู้นะ... แกมีอะไรจะบอกฉันใช่ไหม? การที่ฉันเดินมาเจอแกที่นี่...ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” มิ้นท์ตอบคำถามของปิ่น

ปิ่นอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่างแต่จู่ๆเธอก็ลืมคำนั้นไป เหมือนกับว่ามันหายไปกับน้ำลายที่เธอกลืนไปก่อนหน้านี้เสียแล้ว มิ้นท์หันมามองหน้าปิ่น แล้วยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ปิ่นรู้สึกว่าคุ้นเคย แต่ก็แตกต่าง เหมือนกับมิ้นท์ต้องการจะบอกอะไรเธอผ่านรอยยิ้มนั้น รอยยิ้มที่แฝงอะไรบางอย่าง...

มิ้นท์หัวเราะเบาๆ แล้วหันไปมองแม่น้ำเจ้าพระยา เธอกำลังคิดถึงคำสอนที่เธอเคยได้ยิน คำสอนที่บอกว่าเวลาและวารีไม่เคยคอยใคร มันไหลไปเรื่อยๆ และก็ไม่ย้อนกลับ เป็นสุภาษิตที่ฟังแล้วใจหายแต่มันก็เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องยอมรับ

“จะไปเรียนต่อเมกาจริงหรอ?” มิ้นท์พูดขึ้นมา ปิ่นชะงักไปพักหนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไป

“อื้อ ที่บ้านวางแผนไว้แล้วล่ะ ฉันเองก็อยากเรียน” มิ้นท์ไม่พูดอะไรหลังจากจบคำพูดนั้น เธอหันไปหาปิ่นก่อนที่จะล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบมือถือเคสสีฟ้าคู่ใจของปิ่นออกมาและเปิดไปที่กล้อง

“อ๊ะ! ทำอะไรเนี่ย?! ตกใจหมด” ปิ่นตกใจในท่าทางแปลกๆของมิ้นท์ มิ้นท์คิดจะทำอะไรกันแน่นะ? 
“ถ่ายรูปกัน” มิ้นท์ตอบเรียบๆ ก่อนจะยกขึ้นมากดเซลฟี่ รูปแรก รูปที่สอง รูปที่สาม รูปที่สี่ รูปที่ห้า... รูปที่สิบ มือของมิ้นท์สั่นเบาๆ

“มิ้นท์..แกเป็นอ--” ปิ่นสังเกตว่ามิ้นท์เริ่มไม่ปกติเท่าไหร่นักแต่มิ้นท์กลับแทรกขึ้นมาก่อน

“อะ ส่งให้ด้วยนะคืนนี้ อย่าลืม ห้ามลบด้วย เพราะไม่ได้ถ่ายไว้ในเครื่องฉัน” มิ้นท์ก้มหน้าลง ไหล่ของเธอเริ่มสั่นสะท้าน

“มิ้นท์...”

“คนใจร้าย!” มิ้นท์เงยหน้าขึ้นมาแล้วแผดเสียงดังใส่สาวผมยาว ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือใบหน้าของมิ้นท์เต็มไปด้วยน้ำตา ปิ่นนิ่ง ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรดี

“แก...มันไม่เคยทำอะไรเลย! ชอบเข้ามาอยู่ด้วย มาคอยดูแล มาทำให้รู้สึกดี แต่ไม่เคยบอกกับเราเลยว่าคิดยังไงกันแน่ บางทีก็ทำเหมือนว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน บางครั้งก็เป็นแค่คนรู้จักกัน ไม่ได้สนิทกัน...แกเป็นเพื่อนเราจริงเปล่าวะ... ฮึก... แล้ว...แล้ว แล้วแกจะทิ้งให้เราอยู่คนเดียวอีก... ทำไม... เคยสนใจอะไรเราบ้างไหมวะ? เคยเห็นเราเป็นเพื่อนไหม?” มิ้นท์พรั่งพรูคำพูดออกมา คำพูดที่เธอเก็บมันเอาไว้ คำพูดที่เธอไม่คิดจะพูดมันออกมา คำพูดที่แสนน่าอายของเธอ คำพูดที่ทำให้ตัวเธอสับสนตลอดกับคำว่าเพื่อนระหว่างเธอ...กับปิ่น

รสชาติของน้ำตาในครั้งนี้มันฝาดเสียเหลือเกิน
 
มิ้นท์หอบหายใจหมดแรง เธอหันไปเกาะขอบสะพาน น้ำตายังไหลลงมาไม่หยุด ความรู้สึกที่อัดแน่นระเบิดออกมา เธอรับมันไว้ไม่ไหวแล้ว น่าขันนักทั้งๆที่เธอเป็นคนถามปิ่นแท้ๆว่ามีอะไรจะพูดกับเธอไหม แต่กลายเป็นเธอที่พูดออกมาจนหมดเปลือกแทน

สัมผัสนุ่มๆอันอบอุ่นเข้ามากุมที่มือของมิ้นท์ สาวผมสั้น มองเจ้าของมือนั้นทั้งน้ำตา ปิ่นยืนอยู่ข้างๆเธอ เธอไม่พยายามพูดอะไร ไม่แก้ตัว ไม่ร้องไห้ ไม่ปลอบใจ แต่เธอยืนอยู่ข้างๆอย่างนั้น ด้วยความรู้สึกหลายๆอย่างทั้งเสียใจ ขอโทษ เป็นห่วง... มิ้นท์รับรู้ได้ผ่านสัมผัสนี้ ปิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนที่จะพูดออกมา

“ฉันชอบแกนะมิ้นท์” 

ปิ่นจับมือของมิ้นมากุมมือเอาไว้ ดึงมิ้นท์ให้หันหน้าเข้ามาหาเธอ มิ้นท์รู้สึกว่าน้ำตาของเธอกำลังจะไหลมาอีกระลอก

“ฉันชอบแกมาก ชอบแกมานานแล้ว... ขอโทษ ขอโทษที่ที่ผ่านมาไม่ได้ทำตัวให้ชัดเจน ฉันสับสนมาตลอด... ฉันกลัวว่าแกจะไม่ได้คิดกับฉันมากไปกว่าแค่เพื่อนกัน... ขอโทษนะ” ปิ่นยิ้มบางให้กับสาวตัวเล็กตรงหน้า รอยยิ้มนั้นทำให้มิ้นท์หายใจไม่สะดวกยิ่งกว่าเดิม

“ฮื่อ...ไอ้...บ้า” มิ้นท์ก้มหน้า ตอนนี้เธอหยุดร้องไห้ไม่ได้ แต่ความรู้สึกของเธอในตอนนี้เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

“ถ้าเป็นในหนังนี่ฉันต้องกอดแกไว้ใช่มั้ยวะ?” ปิ่นพูด มิ้นท์เงยหน้าและหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา

“บ้าหรือไง ฮึ่ก ดูหนังมาเยอะไปแล้ว คนก็เยอะแยะ... นี่...นี่บนสะพานนะยะ” มิ้นท์พูดไปสะอื้นไป ปิ่นยิ้มเอ็นดูให้กับท่าทางของมิ้นท์ เธอลูบหัวที่สั่นเทาเบาๆตรงหน้า จากนั้นจึงเลื่อนมือไปประสานมือกับหญิงสาวที่เธอชอบมากที่สุด คนที่เธอต้องการจะอยู่เคียงข้างมากที่สุด

และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือช่วงเวลานี้ พวกเธอไม่มีวันรู้หรอกว่าในอนาคตจะเจออะไรกันบ้าง แต่วินาทีที่พวกเธออยู่ด้วยกันในตอนนี้สำคัญที่สุดยิ่งกว่าอะไร

“ไปกันเถอะ ให้ฉันเลี้ยงข้าวเธอนะวันนี้” ปิ่นจูงมือมิ้นท์ให้ออกเดิน มิ้นท์เช็ดน้ำตาออกแล้วเดินตาม

“อะไรอะ อย่ามาทำตัวเป็นป๋าหน่อยเลยมีตังค์หรือเปล่าเราอะ?” มิ้นท์ยอกย้อนด้วยเสียงที่ยังคงสั่นอยู่ ปิ่นหัวเราะ

“งั้นแกเลี้ยง” ปิ่นตอบด้วยเสียงไม่ยี่หระ

“ได้ไงอะ!” มิ้นท์ทำแก้มป่อง

“เอ้า ก็ไม่อยากให้ฉันเลี้ยงนี่!” ปิ่นย้อน

“ไม่ได้ห้ามให้เลี้ยงซะหน่อย”

“นี่! นอกจากจะขี้แยแล้ว ยังเอาใจยากอีก ไว้ค่อยคิดละกัน ไม่งั้นก็ต่างคนต่างจ่ายไป”

“อะไรอะ! ไม่โรแมนติกเลย” มิ้นท์พูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง ทั้งสองคนหัวเราะกันให้กับเรื่องราวบ้าๆบอๆของพวกเธอ ทั้งสองคนตัดสินใจแล้ว ไม่รู้ว่ามันคือการตัดสินใจที่ถูกหรือไม่ แต่อย่างน้อยพวกเธอก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเธอ และจะช่วยเหลือกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันนั้น

แสงสีเหลืองอร่ามที่เกิดขึ้นจากไฟส่องถนนใหญ่ช่วยส่องแสงให้ทั้งสองคนเดินท่ามกลางความมืดมิดหลังอาทิตย์ตกดินได้ ชีวิตมันเปลี่ยนแปลงและพัฒนาหมุนเปลี่ยนไปตลอดเวลา ใจของคนเราก็เช่นเดียวกันไม่ต่างกัน

สิ่งที่บ่งบอกตัวเราได้ดีที่สุดไม่ใช่อดีตหรืออนาคต 
แต่เป็นปัจจุบันต่างหาก 
 

ปิ่นกับมิ้นท์เดินออกมาจากโรงภาพยนตร์พร้อมกัน พวกเขาเพิ่งตัดสินใจดูหนังผีที่เขาว่ากันว่าน่ากลัวที่สุดในปีนี้ทั้งๆที่ไม่มีใครพิศวาสหนังแนวนี้เลยสักนิด

“เป็นไงล่ะ... อย่ามาอ้างว่าปวดฉี่เลย กลัวจนอยากออกจากโรงฯแล้วก็บอกมาเหอะ ฉันไม่ว่าหรอก” ปิ่นพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

“แหม แม่คนไม่กลัวอะไรเลย อย่าให้รู้นะว่าใครที่กรี๊ดในโรงฯ 3 รอบ จนคนในโรงฯขำทั้งโรงฯ” มิ้นท์เอาคืนบ้าง ปิ่นกลอกตาแบบลุกลี้ลุกลน เถียงไม่ออกแฮะ

“เอาเถอะ! ดึกแล้ว... วันนี้สนุกมาก ขอบคุณนะที่...มาด้วยกัน” ปิ่นพูดพลางหันไปมองหน้ามิ้นท์ตรงๆ จับมือน้อยๆนั้นเอาไว้

“อื้อ... อยู่กับแกก็สนุกดี”

“งั้นย้ายมาอยู่ด้วยกันเลยไหมล่ะ” ปิ่นยิ้มเจ้าเล่ห์

“บ้า!” มิ้นท์สวนทันควัน ปิ่นหัวเราะ สองสาวในชุดนักเรียนจ้องมองหน้ากัน

“ฉันชอบแกนะ” ปิ่นพูดเบาๆ

“อื้อ... ฉันก็ชอบแกนะ...” มิ้นท์รู้สึกได้ว่าตัวเองหน้าแดง ทำไมมันสวยขนาดนี้ล่ะเนี่ย!?

ปิ่นยิ้มก่อนที่จะโน้มตัวเข้ามาจุ๊บแก้มของมิ้นท์ การกระทำนั้นทำเอามิ้นท์ตกใจยืนตัวแข็งไปชั่วขณะ ปิ่นยิ้มอย่างเอ็นดู เธอเอามือลูบหัวสาวตัวเล็ก

“ครั้งนี้แค่จุ๊บ คราวหน้า...จะไม่ใช่แค่นี้แน่ๆ” สาวผมยาวหัวเราะคิกคัก

“บ้า! เห็นไหมคนเยอะแยะเนี่ย!” มิ้นท์พูดในลำคอ พลางเอามือตีไหล่อีกฝ่ายเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ เธอก้มลงเหลือบมองมือขวาของเธอที่จับกับมือซ้ายของปิ่นด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน

ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่เนอะ
 
“กลับบ้านกันเถอะปิ่น”



ขอบคุณที่เข้ามาอ่านมากๆครับ
หากใครไม่ชอบขออภัยมา ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ

SHARE
Writer
SwimSZero
Anyone
Stay calm

Comments

daoThiem
2 years ago
เห็นภาพเลย :)
Reply
SwimSZero
2 years ago
ขอบคุณครับ