"การเดินทาง ข้าวต้ม และคุณ"

คุณรู้ตัวบ้างมั้ย ว่าคุณน่ะ อยู่ในทุกๆ ที่
ทุกสิ่งรอบตัวเรามันทำให้เรานึกถึงคุณหมดเลย

...ทำไมคุณถึงมีอิทธิพลกับเราขนาดนี้นะ...



      เรากำลังนั่งมองข้าวต้มจืดๆ ที่วางอยู่ตรงหน้า ควันร้อนๆ ของข้าวต้มลอยขึ้นมา โชยส่งกลิ่นหอมๆ เข้าจมูกเรา ทว่าในควันหมอกบางเบา มันเผลอทำให้เราเหม่อนึกถึง 'เรื่องระหว่างเรา' ขึ้นมา

      ในตอนนั้นเรากำลังนั่งรถไฟขากลับกัน หลังจากคุณมีความคิดว่าอยากนั่งรถไฟไปเที่ยว และเราอยากไปทะเล ช่วงเวลาเที่ยงคืนบนรถไฟช่างเงียบงันและหนาวเหน็บ ทว่าเสื้อกันหนาวที่เราใส่ และเสื้อกันหนาวของคุณที่วางห่มเราสองคนอีกชั้น ก็ป้องกันลมหนาวได้ดีเลยทีเดียว

      รถไฟที่เรานั่งเป็นรถไฟชั้นสาม มีเพียงพัดลมที่พัดระบายอากาศ ทว่าในเดือนใกล้ช่วงสิ้นปีแบบนี้ ลมหนาวที่พัดผ่านมาก็สร้างความหนาวได้มากกว่าพัดลมอยู่แล้ว

      พ่อค้าและแม่ค้ามักจะขึ้นมาขายอาหารและเครื่องดื่มตามสถานีต่างๆ มันเป็นเรื่องที่น่ารักมาก เวลานั่งอยู่กับคุณแล้วเฝ้ารอว่าสถานีต่อไปจะมีอะไรอร่อยๆ ขึ้นมาขายให้เรากิน

      เวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนแล้ว ตาเราเริ่มปรือลงช้าๆ ทว่าคุณกลับยังตื่นเต็มตา เพื่อเฝ้ารอจะทานอาหารมื้อดึก หลังจากที่ผ่านมื้อเย็นมาหลายชั่วโมงแล้ว พ่อค้าหิ้วข้าวต้มขึ้นมาขาย สอบถามได้ว่าเป็นข้าวต้มไก่ร้อนๆ ควันฉุยๆ ช่างเหมาะกับอากาศที่สุด แต่เรากลับไม่รู้สึกหิวเลย อาจจะเพราะความง่วงด้วย เราจึงไม่รู้สึกอยากกินอะไร จึงบอกให้คุณซื้อข้าวต้มมาเพียงถ้วยเดียว คุณมองเราแล้วเอ่ยปากพูดขึ้น

      "อะ ข้าวต้ม กินหน่อยนะ"

      "ไม่อะ ไม่กิน" เราปฏิเสธและพยายามยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง "มันมีผัก"

      คุณมองตามสายตาเราไปยังเศษผักชีใบเล็กๆ และกระเทียมที่มีอยู่น้อยนิดบนถ้วย ยกมือขึ้นมาช้อนเศษผักเล็กๆ น้อยๆ ในข้าวต้มแล้วกินมันลงไป แล้วยื่นถ้วยข้าวต้มมาตรงหน้าเราอีกครั้ง

      "กินผักให้แล้ว กินข้าวหน่อยเถอะนะ"

      "ไม่อะ มันร้อน" เราเริ่มรวนคุณ ด้วยความไม่อยากกิน อยากจะนอนอย่างเดียวแล้ว

      คุณดึงชามกลับไปแล้วนั่งคน นั่งเป่าข้าวต้มจนมันเริ่มเย็นขึ้นเล็กน้อย แล้วส่งข้าวต้มให้เราอีกครั้ง

      "เป่าให้แล้ว"

      "ไม่ชอบกินข้าวต้มอะ"

      "กินซักนิดก็ยังดี ให้มันมีอะไรรองท้อง"

      "กินสามคำได้มั้ย?"

      "ไม่ได้ ครึ่งถ้วย กินไปเลย"

      เราเบะปากเมื่อการต่อรองไม่เป็นผล แล้วรับถ้วยข้าวต้มมานั่งคนเล่น ในใจไม่มีอาการอยากอาหารแม้แต่นิดเดียว เราอยากนอน อยากนอนนน

      "กิน"

      คุณมองเรานั่งคนข้าวต้มไปมาแต่ไม่ยอมกิน แล้วใช้น้ำเสียงดุเล็กน้อย เพื่อให้เรากินข้าวต้ม

      "ไม่อะ ไม่กิน"

      เราเริ่มงอแง ก็คนมันง่วงนี่นา

      คุณมองเราด้วยสายตาแบบ 'จะกินดีๆ มั้ย' ซึ่งนั่นมันทำให้เรารู้สึกเหมือนเด็กกำลังถูกผู้ใหญ่บังคับให้กินผัก

      ...แต่ตอนนี้ก็ถูกบังคับให้กินข้าวอยู่นี่นา...

      "หงึ ไม่เอา ไม่กิน"

      เราเริ่มงอแง ความง่วงที่ถาโถมเข้ามา ทำให้เราอยากจะทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับไป ไม่อยากจะกินอะไรทั้งนั้น จึงเริ่มงอแงใส่คุณ

      "กินไป" คุณยัดข้าวต้มใส่มือเรา

      "..." เราส่งข้าวต้มคืนคุณ พลางส่ายหน้า

      "..." คุณมองเราด้วยสายตากดดัน

      "..."

      ...เรายอมแพ้ก็ได้...

      เราตักข้าวต้มเข้าปาก พลางช้อนตามองหน้าคุณ รอยยิ้มที่แสดงอยู่บนริมฝีปากของคุณ แววตาที่ดูพึงพอใจในตอนที่เรายอมกินข้าวต้มในที่สุด มันเหมือนความรู้สึกเวลาเรายังเป็นเด็กที่ทำความดีแล้วมีผู้ใหญ่ชม

      "ดีมาก" คุณพูดพร้อมลูบผมเรา

      "..."

      ...อ่า ทำแบบนี้ เราเขินนะคุณ...

      อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าข้าวต้มถ้วยนี้อร่อยมากๆ ขึ้นมา จนต้องตักเข้าปากอีกสาม สี่ ห้าและหกคำ แล้วส่งข้าวต้มคืนคุณ พลางบอกว่าเราอิ่มแล้ว

      คุณส่งขวดน้ำให้เราดื่ม ก่อนจะตักข้าวต้มเข้าปากตัวเอง อาจจะเป็นเพราะเป็นคุณ แม้กระทั่งตอนตักข้าวต้มกินยังดูน่ามอง

      เราหลงคุณสุดๆ ไปเลยล่ะ

      เมื่อคุณกินเสร็จ คุณจัดการเก็บถ้วยและขวดน้ำเปล่าใส่ถุงเพื่อเตรียมทิ้งไว้ในถุงขยะที่วางไว้ เราหันหน้ามาแอบหาวเล็กน้อย เพราะเมื่ออิ่ม แน่นอนว่าเราก็ง่วงทันที

      อยู่ง่าย กินง่าย นอนง่ายน่ะ เข้าใจมั้ย

      "นอนตักมั้ย?"

      อยู่ๆ คุณก็ถามประโยคนี้ขึ้นมา เราตกใจมาก เอายังไงดีล่ะ เราก็ง่วงอยู่พอดีนะ

      "คิดก่อน" เราตอบ แล้วขมวดคิ้วพลางคิด

      ...ถ้าได้นอนตักคุณมันก็จะดีมากๆ เลยนะ

      ...แต่ถ้าเราตอบตกลงเร็วไป มันจะดูไม่ดีมั้ยนะ

      ...แต่ถ้าเราไม่ตกลง โอกาสแบบนี้มันหายากนะ

      ...แย่ล่ะสิ เราคิดนานไปแล้ว...

      เราควรจะตอบคุณยังไงดีเนี่ย!?!

      "คิดมากทำไมเนี่ย" คุณหัวเราะเบาๆ แล้วดึงเราลงมานอนที่ตักคุณทันที

      "...!!"

      แต่ด้วยความเป็นกุลสตรีที่ยังหลงเหลืออยู่(?) เราจึงขยับอิดออดเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย แต่ไม่ลุกหนีจากตักคุณไปไหน

      จะหนีทำไมล่ะ โอกาสแบบนี้หายากนะ :)

      คุณคลี่กางเสื้อกันหนาวมาห่มตัวเราไว้ เสื้อกันหนาวของคุณมันใหญ่จนคลุมเรามิดทั้งตัวเลย

      ตักของคุณนุ่มจริงๆ นะ เราชอบมากเลย

      มือเรียวยาวเกลี่ยผมที่ปิดหน้าเราออกมาทัดหูให้ พลางเริ่มลูบผมเราเบาๆ เรานึกถึงแมวที่ชอบมาอ้อน มาคลอเคลียให้เราลูบหัว มันต้องรู้สึกดีแบบนี้เหมือนเราแน่ๆ

      คุณลูบผมเราไปเรื่อยๆ ซักพักก็สลับมาเกาหลังให้เราบ้าง เหมือนกล่อมเด็กน้อยให้นอนหลับ

      ...แต่ขอโทษทีเถอะ เราเขินจนหายง่วงแล้ว...

      ...แต่ก็นะ มันสบายจริงๆ นั่นแหละ...

      ...ใครง่่วงน่ะ...

      ...ใครง่วง...

      ...ใคร...

      ...ใครง่วง ไม่มีหรอก...

      ...

      ..

      .

      แล้วเราก็เผลอหลับไป รู้ตัวอีกทีตอนตีสามเกือบตีสี่ นี่เราเผลอหลับนานขนาดนี้เลยเหรอ เหลือบตามองมือของคุณที่ยังวางพาดไว้ที่เอวเรา แล้วเงยหน้ามองคุณที่หลับด้วยท่าที่น่าจะปวดคอเอามากๆ เราเลยค่อยๆ ยันตัวขึ้นมาจากตักคุณ ไม่คิดว่าจะทำให้คุณตื่นขึ้นมา

      อะไรดลใจก็ไม่ทราบได้ นาทีนั้นเรารวบรวมความกล้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามกับคุณว่า

"นอนตักเรามั้ย?"

      คุณพยักหน้าด้วยสีหน้างัวเงีย แล้วทิ้งตัวลงบนตักเราทันที เราขยับตัวเล็กน้อยให้คุณนอนได้สบายยิ่งขึ้น แล้วกางเสื้อกันหนาวห่มให้คุณ แล้วเริ่มยกมือขึ้นมาลูบผมคุณช้าๆ

      คุณจับมือเราเข้าไปกอดไว้ แล้วแนบแก้มลงมากับฝ่ามือของเรา หน้าเราร้อนผ่าน ขอบคุณที่ตอนนี้คุณหลับตาลงไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณต้องรู้แน่ๆ ว่าเราหน้าแดงมากแค่ไหน

      เรายกฝ่ามืออีกข้างขึ้นมาลูบผมคุณอีกครั้ง หวังจะให้อุณหภูมิอุ่นๆ จากฝ่ามือของเรา ช่วยคลายความหนาวจากสายลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างแล้วกรีดลมเย็นยะเยือกผ่านใบหน้า ใบหูและลำคอของคุณ จนกระทั่งลมหายใจของคุณเริ่มสม่ำเสมอ

      เราจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของคุณ แพขนตายาว จมูกโด่ง ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นคุณ ล้วนแต่น่ามองทั้งสิ้น

      ...แล้วเราก็มองหน้าคุณจนเผลอหลับไป...



พระบิดาเจ้า

หากช่วงเวลานี้มีเพียงหนึ่งวัน
ลูกปรารถนาให้มันยาวนานตราบนิรันดร์กาล

หากช่วงเวลานี้เป็นเพียงความฝัน
ลูกปรารถนาจะโลดแล่นในนั้น ไม่ลืมตาตื่นขึ้นมา...



      ...ไม่มีงานเลี้ยงใด ไม่มีวันเลิกรา...

      ...ไม่ว่าฝันจะดีสักเท่าไร สุดท้ายเราก็ต้องตื่น...

      สุดท้ายแล้วเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง

      เสียงประกาศถึงสถานีปลายทาง เราเก็บของแล้วก้าวลงจากรถไฟที่เราใช้เวลาหลายชั่วโมงการนั่งมา รู้สึกใจหายน้อยๆ ที่เวลาของเราสองคนได้จบลงแล้ว

      เสียงหวูดของรถไฟดังขึ้นมา พร้อมกับภาพขบวนรถไฟที่แล่นจากไปช้าๆ ทำให้เรารู้ว่าเวลาของเราหมดลงแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ความทรงจำในครั้งนี้ จะอยู่ในใจของเราตลอดไป



...ถึงแม้ว่าในวันนี้จะไม่มีคุณแล้วก็ตาม...
SHARE
Writer
Leslie_R
Lost Stars
Even though we're no longer together, I still love only you...

Comments