ความรัก 3 มิติ
ในนามของชมรมนักจิตบำบัดแห่งประเทศไทย ขอส่งความปรารถนาดีมายังท่านผู้ที่ให้ความสนใจกับเรื่องของวิชาจิตบำบัดและติดตามเรื่องราวต่างๆ ของชมรม เนื่องในโอกาสที่จะถึงวันแห่งความรักในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเราได้รับเอาวัฒนธรรมของฝรั่งมา ยึดถือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกๆ ปีเป็นวันแห่งความรัก ผมผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของชมรมฯจึงได้ถือโอกาสนี้พูดถึงเรื่องความรัก ซึ่งเป็นเรื่องที่คนในสมัยนี้ให้ความสำคัญอย่างมาก ทุกๆ คนมีมุมมองในเรื่องความรักแตกต่างกันไป ตามความรู้และประสบการณ์ที่มี จากประสบการณ์ของผม ในครั้งนี้ขอแบ่งประเภทของบุคคลไว้ 3 ประเภทในการพูดถึงเรื่องความรักในครั้งนี้ 1.ผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว 2.ผู้ที่ผ่านชีวิตการครองเรือน 3.นักวิชาการที่สนใจในเรื่องความรัก
วัยหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์
แต่ประสบการณ์น้อย
 ผู้คนในวัยหนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเรียน กีฬา การคบเพื่อน กิจกรรมต่างๆ ที่ทำเป็นประจำ เช่น การเล่นเกมส์ และรวมไปถึงเรื่องความรัก โดยส่วนใหญ่มักจะมองโลกเป็นสีชมพู การมองโลกเช่นนี้ทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์และมีจินตนาการในเชิงบวกค่อนข้างเกินความเป็นจริง บางครั้งก็ดูเหมือนเป็นความฝัน(ที่ไม่อาจะเป็นจริงได้เลย) ส่วนผู้คนในวัยนี้ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในชีวิตมากเท่าที่ควรและยังมีความผิดหวังในเรื่องของความรักที่ผิดหวังในความรัก มักจะมีแนวโน้มมองทุกอย่างในชีวิตในด้านลบ หมดความหวังในชีวิต มีความเศร้าเสียใจรุนแรงเกินกว่าที่ควร กินไม่ได้ นอนไม่หลับ รู้สึกว่าชีวิตหมดหวัง ใช้ชีวิตในทางที่ไม่สร้างสรรค์ ในบางรายที่แย่มากๆ อาจจะแสดงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตนเอง โดยเฉพาะในผู้หญิง เช่น ชอบเที่ยวกลางคืนและหลับนอนกับผู้ชายที่ไม่ได้มีความผูกพันธุ์ลึกซึ้งได้อย่างง่ายดาย บางรายถึงกับฆ่าตัวตายและทำร้ายผู้อื่น 
 
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากบุคคลในวัยนี้ยังอ่อนประสบการณ์มากนัก ไม่อาจเข้าใจข้อเท็จจริงของชีวิตว่าไม่มีสิ่งใดคงที่แน่นอน พอผิดหวังก็มักจะเสียใจมาก เสียใจที่สูญเสียของรัก และเสียใจที่มันไม่เป็นดั่งใจเรา ความเป็นจริงในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีมาก่อนที่มนุษย์เราจะเกิดเสียอีกและเป็นกฎตามธรรมชาติด้วย ซึ่งการจะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้และชัดเจนในกลุ่มคนทั่วไปหรือในปุถุชนนั้นจะต้องอาศัยประสบการณ์ชีวิตมากพอสมควร ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำหรับคนในวัยหนุ่มสาวส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิตน้อยและเข้าใจความจริงข้อนี้ได้ไม่ลึกซึ้งพอ
ผู้ผ่านชีวิตการครองเรือน  มีประสบการณ์ตามสมควร
เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ
 สำหรับผู้ที่ผ่านชีวิตการครองเรือนก็จะมีประสบการณ์ชีวิตมากพอสมควรย่อมจะเข้าใจเรื่องความไม่แน่นอนซึ่งเป็นความจริงตามธรรมชาติ และเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของความรักด้วย หากเข้าใจเรื่องนี้ได้ลึกซึ้งพอ ก็จะรู้และยอมรับได้ว่าความรักไม่ได้มีเพียงด้านดีเพียงอย่างเดียว ในวันที่ผิดหวังและเจ็บปวดจากความรัก จิตใจก็จะไม่บอบช้ำมากเกินไป สามารถ Recover ได้ในเวลาที่ไม่นานนัก “ก็ยังเจ็บปวดอยู่นั่นแหละแต่ก็หายเจ็บได้ในไม่นาน”
 
เมื่ออายุและประสบการณ์รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตที่มากขึ้น หลายๆ ท่านย่อมเห็นได้ว่าในเรื่องของความรักนั้นนอกจากจะเป็นเรื่องของความรู้สึก การดูแลเอาใจใส่ ความโรแมนติก ยังมีเรื่องของการเคารพให้เกียรติ ความเข้าอกเข้าใจกัน และความรับผิดชอบซึ่งกันและกันร่วมมาด้วย เพราะความรักนั้นนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เรียกว่าแฟน สามีภรรยา หรือคู่ชีวิต เมื่อทำความรู้จักกันมากพอจนเกิดเป็นความผูกพันและความต้องการที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน ก็จะแต่งงานกันเป็นสามี ภรรยากัน หรือที่คนรุ่นเก่าเรียกว่าชีวิตคู่(ที่แท้จริง) ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้หากเป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบและมีจิตสำนึกที่ดีตามสมควรมักจะมีความกดดันติดตามมาด้วย เพราะอยู่ในภาวะที่จะต้อง “รับผิดชอบ” และต้องประคับประคองให้ความสัมพันธ์และความรักให้มีความยั่งยืนมั่นคง

ความรักที่ยั่งยืน หมายถึง มีทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อกัน ต้องเรียนรู้ทั้งข้อดีข้อเสียของทั้งสองฝ่าย ว่าจะยอมรับกันได้หรือไม่ เมื่อมีบุตรจะเลี้ยงดูและรับผิดชอบเขาอย่างไร ฯลฯ หากไม่นับเรื่องมีบุตรแล้ว การที่เราและเขามีความรู้สึกเช่นนี้ คบกันในความสัมพันธ์แบบนี้ ด้วยความเป็นตัวเองเช่นนี้ ยังเป็นวาระโอกาสที่ยังถอนตัวได้หากไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมด้วยกันได้จริง แต่เมื่อมีบุตรแล้วมันไม่สามารถจะคิดได้ระยะสั้นๆ แบบนี้ เพราะเราจะต้องรับผิดชอบลูกของเราด้วย และคนที่เป็นพ่อคนแม่คนมักจะคำนึงเสมอว่าลูกจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไรนั้น ขอตอบไว้ ณ ที่นี้เลยว่า จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานที่ดีซึ่งก็คือการเลี้ยงดูในวัยเด็กนั้นเอง

ลูกมนุษย์ค่อนข้างมีความอ่อนแอ เพราะไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ด้วยตนเอง หลังจากเกิดมาจะได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อ แม่ เป็นเวลานานซักช่วงหนึ่งถึงจะยืนได้ด้วยขาของตนเองได้ ซึ่งเด็กนั้นจะกินได้อิ่ม นอนได้หลับ รู้จักความรักมีความอบอุ่นภายในจิตใจ มีความมั่นคงในการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ สิ่งเหล่านี้เด็กจะต้องพึ่งพาและได้รับจากพ่อแม่หรือไม่ก็ผู้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดู อย่างไรก็ตามพ่อแม่จะเป็นตัวหลักที่ให้การดูแลใกล้ชิดแก่ลูกเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กได้เลียนแบบหากเด็กได้รับความรัก ความอบอุ่น และการอบรมสั่งสอนที่ถูกต้อง มีพ่อแม่ผู้ซึ่งทำตัวเป็นตนแบบที่ดี เด็กก็เติบโตมาเป็นคนที่สุขภาพจิตดีและมีพฤติกรรมที่ดี

ด้วยปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน พ่อแม่ต้องออกทำงานนอกบ้านเพราะหากมีทุนทรัพย์ไม่มากพอ พ่อแม่เองอาจจะวิตกกังวลไปว่าลูกตนเองนั้นจะลำบาก และไม่ได้รับการศึกษาที่ดี สิ่งที่ตามมาก็คือเด็กจะได้รับการดูแลจากพี่เลี้ยง ซึ่งแน่นอนว่าเด็กก็จะเลียนแบบพฤติกรรมจากพี่เลี้ยงมา ยิ่งมีความสัมพันธ์ดีต่อกันเท่าไหร่ การเลียนแบบนี้จะยิ่งถูกใช้มาก ทำให้เด็กมีความคล้ายกับพี่เลี้ยงสูง ในรายที่ไปได้ดีมักจะมีปู่ ยา ตา ยายช่วยกำกับดูแลอีกทางหนึ่งทำให้เด็กนั้นมีลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมไม่แตกต่างจากครอบครัวและเครือญาติไปมาก แต่ก็ต้องเน้นย้ำว่าญาติที่คอยช่วยดูแลนี้จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี มอบความรักให้ความอบอุ่นแกเด็กด้วย เด็กถึงจะเลียนแบบเอาอย่างและเชื่อฟังคำสั่งสอน ถ้าเป็นรายที่พี่เลี้ยงเป็นชาวต่างชาติ เด็กจะซึมซับภาษา วัฒนธรรม ค่านิยมจากพี่เลี้ยง สร้างความประหลาดใจแก่พ่อแม่ที่เห็นลูกของตนสามารถสื่อสารกับพี่เลี้ยงได้ดีกว่าตนเอง ถ้าพี่เลี้ยงมีวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่พ่อแม่ยังพอรับได้และไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไรก็ไม่นับว่ามีปัญหาด้านพฤติกรรม หากวัฒนธรรมของพี่เลี้ยงมีความแตกต่างจากพ่อแม่ และพ่อแม่ไม่เห็นชอบด้วย ความลำบากที่เกิดขึ้นจะไปตกอยู่ที่เด็ก เพราะจะถูกพ่อแม่บังคับให้เปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรมเมื่อโตขึ้น ซึ่งหากพ่อแม่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีพอกับเด็กแต่ต้นแล้ว ยากนักที่เด็กจะเปลี่ยนตาม หนำซ้ำอาจนำมาซึ่งกระทะเลาะกันในครอบครัว และความเจ็บปวดทางจิตใจด้วย
ความรักในทัศนะของนักวิชาการ
 ในมุมมองของนักวิชาการ ความรักเป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดขึ้นมา เพื่อให้สิ่งมีชีวิตต้องธำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองไว้และยังช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ถ้าทำไม่ได้ สิ่งมีชีวิตก็จะสูญพันธุ์ไป
 
การที่มนุษย์มีความรักต่อกันนั้นทำให้เรารู้จักการมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาต่อกันและกัน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น คิดถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย ทำให้เราไม่เห็นแก่ตัว หากไม่มีความรักในจิตใจมนุษย์เลย ความก้าวร้าว ความเห็นแก่ตัวในมนุษย์ก็จะรุนแรงขึ้น จนในที่สุดก็ฆ่าฟันกันจนตายและสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไป

เมื่อมีความรักในจิตใจทั้งต่อตนเองและผู้อื่นแล้ว มนุษย์เรานั้นย่อมจะต้องการที่จะได้รับความรักจากผู้อื่นเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์ก็จะเกิดการแสวงหาวิธีการที่จะได้รับความรัก และวิธีการเหล่านี้จะทำให้มนุษย์เข้าใจสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม หรือความรู้สึกของคนรอบข้างมากขึ้น จนในที่สุดก็จะกลายเป็นทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ขึ้นมานั่นเอง

อนึ่ง ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าการสืบพันธุ์ การตั้งครรภ์ คลอดบุตร เลี้ยงบุตรเป็นงานหนัก บางรายอาจถึงกับตาย เพราะฉะนั้นธรรมชาติจึงให้รางวัลตอบแทนด้วยการทำให้เกิดความรัก ผูกพัน สร้างวัฒนธรรมที่เรียกว่าการเลี้ยงดูขึ้น โดยสร้างฮอร์โมนให้เกิดความรู้สึกทางเพศและความรู้สึกรักใคร่ดูแลบุตร หากปราศจากความรักที่เป็นรางวัลนี้แล้ว การเลี้ยงดูบุตรก็เป็นงานหนักชิ้นหนึ่ง ที่ต้องทุ่มเทแรงกายพลังใจมหาศาล ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่ เพราะไม่ได้เลี้ยงดูบุตรด้วยความรัก !!! แต่ถ้าพ่อแม่มีความรักต่อบุตร งานหนักชิ้นนี้ก็เป็นงานที่ให้ความสุขได้ตลอดที่ท่านทุ่มเทไปกับมัน


 ขอให้ทุกท่านได้เข้าใจธรรมชาติของความรัก อยู่กับความรักด้วยความรับผิดชอบ เพื่อความสุขของตัวท่านเองและคนรอบข้างที่ท่านและเขาต่างมอบความรักให้ซึ่งกันและกัน

วันเฉลิม คงคาหลวง เรียบเรียง
จิตแพทย์อาวุโสให้ข้อมูล
ชมรมนักจิตบำบัดแห่งประเทศไทย 

Contact
FB : Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา
Line ID : trust.counseling
SHARE
Writer
Wanchalrem
นักจิตวิทยาการปรึกษา
อธิบายชีวิตผ่านมุมมองจิตวิทยาการปรึกษา : รับปรึกษาปัญหาชีวิตผ่านกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

Comments