ความรู้คือ " อ ะ ไ ร "
#ความรู้คืออะไร...
ผมว่าเรายังคงแสวงหาคำตอบให้กับคำๆนี้อยู่
นิยาม ความหมายอันกว้าง 
บางครั้งชวนปวดหัวยิ่งนัก

และเคยมีนักเรียนถามผมเช่นนี้ 
" #ความรู้คืออะไรคะครู"?
(ปกติเด็กจะเรียกผมว่า อาจารย์ 
บางครั้งก็ครูบ้างสลับกันไป) 

อาจจะด้วยความไร้เดียงสาของเด็กคนนั้น
หรือเขาอาจจะต้องการรับรู้จริงๆในความหมาย

เป็นคำถามที่ดูง่าย
แต่ในการตอบนั้นไม่ง่ายเสียเลย...

ผมก็ตอบไปแบบขวางผ่าซาก...
ตอบด้วยลักษณะขอไปทีเพื่อเอาตัวรอด

ความรู้ในปรัชญาที่เคยศึกษาเรียนรู้มันเข้ากรุ 
และคืนสู่ตำราไปหมดเสียแล้ว

วันนี้เลยต้องมานั่งศึกษารื้อฝืนใหม่
เพื่อเป็นประโยชน์ในการตอบคำถาม

และเพื่อคืนความทรงจำที่กำลังค่อยๆ
เลือนลางห่างหายไปก่อนที่จะถูกลบหมดสิ้น

และจริงๆมันมีความหมายเช่นไร...?
ในทางความหมายของปรัชญา 
ก็คงต้องกล่าวถึงในแง่ของ "ญาณวิทยา"

#ญาณวิทยา (Epiststemology)
ก็คือ ทฤษฎีความรู้ 
ที่ต้องศึกษาว่าเรารู้ความจริงได้อย่างไร
มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับอภิปรัชญา 
ให้คำตอบในปัญหาว่าด้วยบ่อเกิดความรู้
และมาตรการสำหรับตัดสินความถูกผิดของความรู้

#ญาณวิทยาในความหมายของตะวันตก
กล่าวถึงที่มาและบ่อเกิดของความรู้ไว้ ๓ ทางคือ

1.ผัสสาการ (Sensation) พูดภาษาชาวบ้านก็คือความรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้งห้า อันได้แก่
การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น 
 การรู้รส การสัมผัส

2. เหตุผล (Reason) คือความรู้ที่เกิดจากการคิดตามหลักเหตุผลในใจ

3.อัชฌัตติกญาณ (Intuition) คือ ความรู้ผุดขึ้นในใจโดยตรง ถ้าเป็นความรู้จากญาณวิเศษเรียกว่า "การตรัสรู้" ถ้าเป็นความรู้ที่ได้จากการดลใจของพระเจ้าเรียกว่า "วิวรณ์"
............................................

#แล้วบ่อเกิดของความรู้ทางไหนเล่า
จึงให้ความรู้ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง 
ในเรื่องนี้ นักปรัชญามีความเห็นแตกกันเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ๆ

1.ลัทธิประสบการณ์นิยม ( Empiricism) ถือว่าประสาทสัมผัสเป็นมาตรการการตัดสินใจ

2.ลัทธิเหตุผลนิยม (Rationalism) ถือว่าเหตุผลเป็นมาตรการตัดสินใจความจริง

3.ลัทธิอัชฌัตติกญาณนิยม (Intuitionism) ถือว่าอัชฌัตติกญาณเป็นมาตรการตัดสินใจ

คงต้องพักทฤษฎีในแง่ของตะวันตกแค่นี้ก่อน
มันจะชวนปวดขมองยิ่งกว่านี้นัก 
หากล้วงลึกถึงตับ ไต ใส้ พุง
หัวใจ ปวด และลูกกระตา
............................................

#เรามาดูในแง่ของพุทธปรัชญากันดีกว่า

ญาณวิทยา
หรือทฤษฎีความรู้ในพุทธปรัชญาเถรวาท
เป็นระบบความคิดที่มุ่งทำลายความไม่รู้ 
นั่นคือ อวิชชา 

ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเวียนว่าย ตาย เกิด และทำความรู้แจ้ง หรือวิชชา ให้เกิดขึ้น
โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงความเห็น ก็คือทิฏฐิ
และพัฒนาไปจนเป็นความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริงในที่สุด

ธรรมชาติความรู้ของพุทธปรัชญาเถรวาท มุ่งหมายในทุกอย่างตามเป็นจริง ชี้ให้เห็นลักษณะที่แท้จริงตามหลักไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง    และไร้ตัวตน และเข้าใจว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดขึ้นเอง

ฉะนั้น เมื่อไร้เหตุปัจจัย ทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ รวมทั้งเข้าใจสมมติฐาน ที่ถูกบัญญัติขึ้นแทนความรู้ที่อธิบายถึงความจริงในแง่ต่างๆ เพื่อไม่ให้ยึดติดกับหลักการจนกลายเป็นความงมงาย แต่ต้องอาศัยการแยกแยะด้วยปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนอบรม
ตามวิธีการพัฒนาจิตที่เรียกว่า "สมถะ" และพัฒนาปัญญาที่เรียกว่า"วิปัสสนา"

สมถะสามารถนำไปสู่การละกิเลส เช่น ราคะ เป็นต้นได้ ในขณะที่วิปัสสนาสามารถทำให้ละอวิชชา คือ
ความไม่รู้เสียได้

ฉะนั้น วิปัสสนาถือว่าเป็นการสร้างปัญญาตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท มีลักษณะคือมองทุกอย่างตามจริง
....................................

#การพัฒนาความรู้เบื้องต้นนั้น
พุทธปรัชญาเถรวาทเริ่มด้วยการสร้างความเห็นให้ถูกต้อง เพราะความเห็นถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการทำความรู้ให้เกิดขึ้น หากความเห็นถูกต้อง หรือสัมมาทิฏฐิ ความรู้ที่ได้ย่อมถูกต้องตามไปด้วย หากความเห็นผิด หรือมิจฉาทิฏฐิ ความรู้ที่ได้ย่อมผิดไปด้วย วิธีการทำความเห็นให้ถูกนั้นอาศัยการฟัง การศึกษาจากผู้อื่น แล้วจึงพิจารณาโดยแยบคาย

กล่าวคือ การฟังผู้อื่น เป็นความรู้แบบสุตามยปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง 
แล้วจึงคิดด้วยตนเอง เป็นความรู้แบบ 
จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จจากการคิด 
แต่ที่จะขาดไม่ได้คือการนำสิ่งที่ถูกต้องตามหลักเหตุผลนั้นไปอบรมต่อเพื่อเข้าใจทุกอย่างได้ตามจริง
เพราะสอดคล้องกับการปฏิบัติ เป็นความรู้แบบ
ภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการเจริญ อันได้แก่ วิปัสสนาปัญญา
............................................

#ส่วนการตัดสินความรู้
พุทธปรัชญาเถรวาทได้วางหลักไว้ด้วยการใช้ปัญญาพิจารณาด้วยหลักการคิดแบบเหตุผล ก็คือเหตุปัจจัย และประสบการณ์ได้จากการปฏิบัติ
หากความรู้ที่ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัตินี้แล้วเกิดเข้าใจความจริงอย่างที่ไม่ปรุงแต่ง เป็นไปตามเหตุปัจจัย มีความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่มีตัวตน จนหลุดพ้นจากสมมติทั้งปวง จึงจัดเป็นความรู้ที่ถูกต้อง และเป็นความจริงสูงสุด คือ "นิพพาน"

#ญาณวิทยาในพุทธศาสนาเถรวาทมีธรรมชาติเพื่อดับอวิชชา เข้าใจความจริงแท้ โดยมีบ่อเกิดจากการผัสสะ และดำเนินไปตามขบวนการแห่งสัญญา วิญญาณ ปัญญา เหมือนกระบวนการเกิดความรู้ของแนวคิดปรัชญาประสบการณ์นิยมและเหตุผลนิยม

แต่ที่เหนือกว่านั้นก็คือเมื่อถึงที่สุดความรู้นั้นต้องเป็นไปเพื่อปล่อยวาง คือปล่อยวางแม้แต่ความเห็นชอบ หรือสัมมาทิฏฐิด้วย

"สุดท้ายการตัดสินทั้งหมด ท่านเน้นไปที่กุศลและอกุศลเป็นสำคัญ"

"เน้นไปที่ผลที่เกิดขึ้น แม้จะมีเหตุปัจจัยที่หลากหลาย"

"หากความรู้ที่ได้นั้นเป็นกุศลหรือสร้างความเข้าใจต่อความจริงได้ ความรู้นั้นก็เชื่อถือได้"

แล้วเราศึกษาความรู้เพื่ออะไร
ต้นต่อ วัตถุ หรือเพื่อหนทางดับทุกข์โดยปริยาย

#ก็คงจะต้องสรุปสั้นๆง่ายๆในการแสวงหาเป้าหมายของความรู้

" ก็คือ รู้ เกิดปัญญา กำจัดกิเลสให้สิ้นไปเพื่อเกื้อกูลในหนทางพ้นทุกข์..."
............................................
จากการศึกษาค้นคว้าโดยคร่าวๆ
เนื้อหาโดยสังเขปคงจะพอแค่นี้ก่อน
ผมคงจะพอมีคำตอบให้แก่ตัวเอง
และมีตอบคำถามให้กับความสงสัย
ของเด็กนักเรียนคนนั้นได้บ้าง
ไม่มากก็น้อย..............

ขอขอบคุณข้อมูล 
และบทความจากเว็บไซต์ต่างๆ

#นักเล่านิทาน


SHARE
Writer
Najabokhai
แล้วฉันจะเล่านิทานให้ฟัง
ร้านขายของเก่า...มีความทรงจำและความรู้สึกดีๆเก่าๆขายไหม ?

Comments