10 บทเรียนจากการฝึกงานของนิสิตตคนหนึ่ง
หน้าหนังสือบทใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น จากเด็กมัธยมในวันวานสู่วัยของนิสิตมหาวิทยาลัยที่กำลังก้าวออกไปสู่โลกภายนอก หรือที่เราๆเรียกกันว่า “โลกแห่งความเป็นจริง” นึกๆดูแล้วก็ใจหายไม่น้อยเลย ที่จะต้องโตไปเป็นผู้ใหญ่จริงๆ มีภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ตื่นเช้าตรู่เพื่อเผื่อเวลารถติด ใส่รองเท้าคัชชูไปทำงาน กินกาแฟเพียงแก้วเดียว รับผิดชอบที่ต่องานที่เพิ่มมากขึ้น และจิตใจที่ต้องคอยประคับประคอง เป็นเหมือนกราฟหุ้นที่ขึ้นๆลงๆอยู่ตลอดเวลาหาความแน่นอนไม่ได้ 

อย่างไรก็ดี การฝึกงานเป็นก้าวแรกที่ดีที่จะทำให้เราได้รู้จักโลกของผู้ใหญ่มากขึ้น

ในที่สุดเราก็ตัดสินใจฝึกงานโดยที่ไม่สนคำพูดของผู้คนรอบข้างที่บอกว่า ฝึกไปก็ไม่ได้อะไรถ้าไม่ตรงสายงาน และลงเอยด้วยการไปฝึกงานทั้งๆที่ภาคบอกว่าจะฝึกหรือไม่ฝึกก็ได้แล้วแต่ตัวนิสิตเอง เหตุที่ตัดสินใจสมัครเพราะ เรารู้สึกว่า ‘เราแม่*ยังเด็กมาก’ หลายๆเรื่องที่เรายังรู้สึกอ่อนไหวทำอะไรยังไม่ได้เต็มร้อย ยังกล้าๆกลัวๆเหมือนลูกนกที่โตเต็มวัยแล้วแต่ยังไม่กล้าออกจากรัง อาจจะเพราะไม่กล้าที่จะออกจากรังที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดในโลกนี้สักครั้ง และกลัวว่าพละกำลังปีกของตัวเองจะพาไปสู่จุดหมายไม่ไหวและตกลงระหว่างทาง

เราได้มีโอกาสไปฝึกงานที่บริษัทสายการบินแห่งหนึ่งย่านชานเมืองกรุงเทพ ซึ่งรถติดแบบแน่นอนแทบไม่ต้องสงสัย เป็นสายการบินที่พูดเมื่อไหร่ ใครๆก็ต้องรู้จัก และ 2 อาทิตย์แรกของการฝึกงาน มันแทบจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เกิดความรู้สึกที่ว่า พื้นที่ความสบายของเรา (Comfort Zone) ได้หดตัวเล็กลงกว่าที่มันเคยเป็น เกิดความรู้สึกที่ว่า เราพร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเจ็บปวดอีกเสียเท่าไหร่

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุดแล้ว
การฝึกงานในครั้งนี้ เราได้รับบทเรียนอะไรหลายอย่าง ทั้งจากพี่ๆที่ฝึกงาน ทั้งจากหัวหน้างาน หรือแม้กระทั่งจากการที่สังเกตสิ่งรอบๆตัวภายในองค์กร และมันก็เปลี่ยนทัศนคติของเราเข้าไปสิ้นเชิง ในระดับที่ๆเราเองก็มีความกลัวว่าโลกของผู้ใหญ่นี้จะกลืนกินอัตลักษณ์ของเรา แต่อย่างว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นแน่นอนที่สุดอยู่แล้ว

1. อย่าคิดว่าตัวเองพิเศษ

ทำไมถึงอย่าคิดว่าตัวเองพิเศษล่ะ? มีแรงผลักดันมันไม่ดีเหรอ?

การมีแรงผลักดันมันดีนะ มีไฟนี่ทำให้เราขับเคลื่อนไปได้ไกลมากๆเลยนะ แต่การที่เราเปรียบตัวเองเป็นเหมือนคนพิเศษ คนที่อยู่สูงกว่าทุกคน เก่งกว่า โลกทั้งใบและจักรวาลต้องหมุนรอบตัวเรานี่ต้องคิดใหม่ ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้บริษัทหรือองค์กรอยู่ต่อไปได้ เพราะเมื่อถึงวันที่เราต้องออกจากงานจริงๆ ยังไงเขาก็หาคนใหม่มาแทนที่เรา หรือมิหนำซ้ำ คนใหม่ที่ว่านี้อาจจะดีกว่าเราก็เป็นได้นะ ที่สำคัญ ไฟที่เหมือนเป็นแรงผลักดันในตอนแรก ขอให้มันเป็นไฟแห่งแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ไฟแห่งการอิจฉาริษยา เพราะถ้ามันไฟแบบที่สอง ไฟที่ว่าจะเผาตัวเราเสียเอง

ความธรรมดาและคุณค่าในตัวเรานี่แหละที่จะทำให้เราพิเศษ
ฉะนั้น คิดว่าตัวเองเป็นคนปกติ ธรรมดาๆคนนึงที่พยายามจะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ รักษาระดับอารมณ์ให้คงที่ แค่นี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว

2. เรื่องไหนช่างได้ ช่างมัน

ช่างได้ ช่างมัน พูดง่ายๆเลยก็คือเลือกที่จะแคร์ เลือกที่จะช่างนั่นเอง การที่เราใจจดใจจ่อหรือแบกเรื่องทุกๆเรื่องไว้ที่เราคนเดียวตลอดเวลา จะทำให้เรายิ่งเครียด สำหรับใครหลายคนอาจจะระบายกับเพื่อนได้ ก็เป็นทางออกทางหนึ่งที่จะทำให้ความเครียดเบาบางลง แต่การระบายกับเพื่อนบ่อยๆ เพื่อนไม่ได้มานั่งรับฟังปัญหาเรา 24/7 เป็นพี่อ้อยพี่ฉอดหรอก เพราะเขาเองก็มีปัญหาของเขาที่ต้องแก้เหมือนกัน ในโลกนี้ ทุกคนมีปัญหาเป็นของตัวเอง และคนที่จะแก้มันได้ก็คือตัวของเขาเอง ปัญหาไหนแก้ได้ เราแก้ แต่ปัญหาไหนที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา ให้ปล่อยมัน เพราะมันสุดความสามารถของเราแล้ว สิ่งที่คุณกำลังแบกอยู่มันหนักนะ เราเข้าใจ แต่ไม่มีใครแบกปัญหาทั้งหมดในชีวิตแล้วยังยิ้มได้อย่างเต็มปากหรอกนะ เรื่องเล็กๆน้อยๆ วางบางสิ่งบางอย่างลงบ้างก็ได้ หรือถ้าวางไม่ได้จริงๆ ลองทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความสุข และที่สำคัญมันไม่เดือดร้อนคนอื่นก็เพียงพอ

ปล่อยได้ปล่อย ช่างได้ก็ช่างมันเถอะ.

การเลือกที่จะแคร์ควรจัดอยู่ในวิชาการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3. การอ่อนน้อมถ่อมตนคือหัวใจ

การอ่อนน้อมถ่อมตนมันดียังไงล่ะ? ประเทศไทยเองมีระบบผู้อาวุโสอยู่สูงมาก การมีมารยาทจึงจัดว่าเป็นหนึ่งในจารีตประเพณีอันดีงามไปโดยปริยาย อาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมไทยเดิมเองที่ส่งผลต่อสังคไทยด้วยแหละ และอย่างว่า ไม่มีใครหรอกที่ชอบคนห้าวๆ พูดกระโชกโฮกฮาก สุดโต่งจริงไหม? ยิ่งจะทำให้คนมองเราไปในด้านลบ พอถึงเวลาจะแก้บุคลิกพวกนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว แต่กลับกัน การประจบสอพลอก็ไม่ทำให้ชีวิตดีเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เราพูดเพื่อชักจูงเขามันขัดกับความเป็นจริง มันเป็นแค่คำชมปลอมๆที่ไม่มีค่าอะไรเลย คำว่าไม่ซื่อสัตย์น่าจะพออธิบายแทนได้นะ การอ่อนน้อมถ่อมตนจะพาเราไปได้ไกลตราบใดที่เรารู้จักการวางตัวอย่างเหมาะสม และหาความพอดีตรงนั้นให้เจอ

จงอยู่ให้เป็น ในโลกที่ทุกคนพร้อมที่จะเหยียบย่ำคุณเมื่อคุณล้ม
4. จงขีดเส้นแบ่งเพื่อนกับคนรู้จักให้ดี

ในที่ทำงานเราจะพบผู้คนมากมาย หลากหลายรูปแบบ จากหลายถิ่นหลายที่ และที่สำคัญเราจะมีเพื่อนใหม่ แต่อย่าคาดหวังว่าจะให้ทุกคนมาเป็นเพื่อนสนิทหรือเพื่อนแท้ บางคนอาจจะเหมาะที่จะเป็นเพื่อน หรือบางคนเหมาะที่จะเป็นแค่คนรู้จัก ขึ้นอยู่แล้วแต่กับตัวคุณเองที่จะเลือกคบคนประเภทไหน และในอนาคต เพื่อนในมหาวิทยาลัยอาจจะทำให้เราหัวร้อนก็จริง แต่เมื่อออกไปโลกข้างนอก คนในที่ทำงานอาจจะทำให้เราหัวร้อนยิ่งกว่า มันเลยมีสำนวนภาษาอังกฤษขึ้นมาว่า “Quality over quantity” “คุณภาพมากกว่าจำนวน” ในที่นี้คือเพื่อนน้อยแต่มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้เราเจ็บน้อยลงเมื่อเจอเรื่องผิดหวังจากคนเหล่านี้ และจะทำให้เรารู้ว่าความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพมันมีค่ามากขนาดไหน มากกว่าการที่มีเพื่อนในทุกๆวงการ แต่ก็มารู้ทีหลังว่าคนเหล่านั้นมองไม่เห็นเราเลย ในยามที่เราตกทุกข์ได้ยาก

5. หนักเอา เบาสู้

เด็กจบใหม่ ยิ่งมากจากม.รัฐบาลมักจะโดนตราหน้าอยู่เสมอว่า หนักไม่เอาเบาไม่สู้ งานน้อยๆแต่เงินเดือนเยอะๆ เพราะอุตส่าห์เรียนมาก็ยากแล้ว จะให้งานยากอีกเหรอ มันก็ถูกแต่มันไม่ใช่ความจริง ความจริงคือทุกคนต้องเหนื่อย เพราะเงินจู่ๆมันจะมาหาเราเลยมันไม่ใช่ เงินจะมาได้ต้องผ่านงานเสมอ

และอย่าบ่นกับงานง่ายๆ งานอะไรก็ได้ เล็กๆน้อยๆขอให้ทำ และทำให้ดี เก็บประสบการณ์ ครูพักลักจำ ก็เหมือนกับเงิน 1 บาทที่มารวมกันมากๆก็เป็นล้านได้ มันดูเหนื่อยก็จริง แต่เราก็ไม่ได้เหนื่อยคนเดียวเหมือนกันนะ พ่อแม่เรา ท่านอาจจะผ่านตรงจุดนี้มาแล้ว ผ่านจุดที่ว่าเหนื่อยแบบสุดๆมาแล้วเพื่อเรา คราวนี้ก็ถึงตาเราแล้วที่จะทำหน้าที่แทนพวกท่าน

6. การขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองจะทำให้เราไปไกลมากกว่าคนที่งอมืองอเท้า รอคนอื่นมาสอน

ถ้าเรามัวแต่รอให้คนมาสอน รอให้คนอื่นมาป้อนวิชาความรู้ให้ถึงที่ เราก็จะช้ากว่าคนอื่น และในที่สุด ก็จะวิ่งตามคนอื่นไม่ทัน เพราะในโลกที่ทุกคนต่างแข่งขันกันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า การเรียนรู้ด้วยตัวเองจะทำให้เราไปได้ไวมากๆ และการเรียนรู้ควรจะเป็นความสามารถขอทุกคนๆ เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาที่จะเรียนรู้ การหยุดเรียนรู้ นั่นหมายความว่าเราปฏิเสธการพัฒนาตัวเอง และถ้าเราปฏิเสธการพัฒนาตัวเอง นั่นหมายความว่าเราหยุดอยู่กับที่ ก็เหมือนกับวินโดวที่ไม่มีการอัพเดตนั่นแหละ

7. เงินอาจซื้อบ้านได้ เงินอาจซื้อรถได้ และเงินอาจซื้อความสุขได้ แต่เงินซื้อสุขภาพคืนมาไม่ได้

สุขภาพสำคัญมากนะ ในยุคที่อาหารเกือบทุกที่มีสารปนเปื้อนหรือมีสารที่ทำร้ายร่างกายเรา อาหารทุกยี่ห้อผ่าน อ.ย.ก็จริง แต่น้อยรายที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ การเลือกกินจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด (อาจจะดูเรื่องมาก แต่มันดีนะ)

ดูแลร่างกายเราให้ดี ทำงานมาเหนื่อยๆอย่างน้อยเราก็ต้องการสิ่งที่ดีที่ให้สุดให้กับร่างกายเรา อาจจะหันมาออกกำลังกาย มาฟิตเนส วิ่ง หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้สุขภาพเราดี การที่เรามีเงินซัก 100 ล้าน ก็หาเงินมารักษาโรคหรือเรียกคืนสุขภาพดีไม่ได้หรอกนะ ยิ่งแก่ตัวไปร่างกายจะตามเช็คบิลในภายหลัง.

8. จงรับผิดชอบทุกๆอย่างในชีวิตให้ได้ 100%

ในโลกของความเป็นจริงนั้น บทบาทพ่อแม่ของเราจะเริ่มลดลงซึ่งต่างจากช่วงที่เรามีเงินค่าขนมซื้อของซื้อข้าวโดยที่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอะไรมากมายสักเท่าไหร่ และนั่น เมื่อเรามาถึงจุดที่พวกท่านมีบทบาทน้อยลง แต่บทบาทของเรานั้นมากขึ้น เมื่อคุณมีเรื่องทุกข์ใจ มีเรื่องเสียใจการที่เรารับผิดชอบสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ใช่ไหมที่จะคิดว่าชีวิตเราแย่ ถ้าคุณคิดว่าชีวิตคุณแย่ อยากให้คุณลองมองเรื่องราวของผู้ชายคนนี้ดู 

มีผู้ชายคนหนึ่ง นาม “William James” ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องของตระกูล เกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่มีความสุขเลยคือสุขภาพและร่างกายที่เจ็บป่วยออดๆแอดๆของเขา ทั้งขาที่เดินได้ไม่เต็มที่ ดวงตาที่เกือบบอดสนิทในวันเด็ก อาการปวดท้องเรื้อรังที่ทำให้ต้องคุมอาหารอย่างเข้มงวด ปัญทางการได้ยิน และอาการกล้ามเนื้อหลังกระตุกทำให้จะลุกจะนั่งยังยาก

เจมส์ไม่มีเพื่อนเยอะ และมันจะถูกผู้เป็นพ่อดุอยู่บ่อยๆว่าขี้เกียจ ทำอะไรไม่เป็น และดูท่าน่าจะไม่เก่งซักอย่าง แต่สิ่งที่เขาค้นพบว่าเขาชอบและทำได้ดีคือ การวาดรูปนั่นเอง ดังนั้นเมื่อโตขึ้น เขาจึงหาเลี้ยงประทังชีวิตไปวันๆในฐานะจิตรกรคนหนึ่ง ปรากฏว่าพ่อของเขาเห็นท่าไม่ดีเพราะการเป็นจิตรกรนั้นเงินเดือนน้อย จึงฝากตัวเจมส์เข้าไปใน Harvard Medical School ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายที่จะให้เจมส์จบมามีหน้าที่การงานที่มั่นคง ทั้งๆที่เจมส์เองก็รู้ดีว่าไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบเลย สุดท้ายเรียนได้อยู่สองปีก็ต้องลาออก  นอกจากจะทำให้ผู้เป็นพ่อของเขาขายหน้าแล้ว ยังทำให้ตระกูลอับอายเป็นที่ครหาอีก เรื่องผู้หญิงนี่คงไม่ต้องพูดถึงเลย

เจมส์ ผู้ล้มเหลวในแทบทุกเรื่อง ตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง และเดินทางไปยังป่าอเมซอนเพื่อค้นหาตนเอง (เปิดเพลง “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” - แม็คซ์ เจนมานะ) ร่วมกับคณะของเขารวม 10 คน แต่ระหว่างนั้นเขาเจ็บป่วยออดๆแอดๆมาตลอดทาง ถึงขั้นที่ว่าเป็นไข้ป่านอนซมตลอดทั้งวัน แต่เรื่องที่น่าตกใจที่สุดก็คือ คณะที่เดินทางมาด้วยกัน ตัดสินใจที่จะทิ้งเขาไว้กลางทาง ปล่อยเขาเอาไว้อย่างนั้นรอวันตาย เขาไม่ลดละและไม่ย่อท้อต่อความตายที่กำลังมาหาตัวเขา ออกตามหาความช่วยเหลือและรอดชีวิตออกมาได้ในที่สุด

เมื่อสุดท้ายเขาค้นพบว่า ชีวิตเกิดมาแม่*ไม่มีห่*อะไรดีเลยสักอย่าง เขาเลยตัดสินใจคิดสั้น แต่ก่อนที่จะทำ เขาได้อ่านงานเขียนของนักปรัชญาท่านหนึ่ง ชาร์ล เพิร์ซ และลองทดลองทฤษฏีบางอย่างดู เขาลองจะรับผิดชอบทุกๆอย่างในชีวิตแบบเต็มศักยภาพ 100% ดู ทุกๆสิ่งที่เกิดกับตัวเขา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา และถ้าไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาจึงตัดสินใจจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยน้ำมือของตัวเอง

ผลลัพธ์นะเหรอ? เขาทำอย่างนั้นจริงๆเหรอ? 10 เดือนให้หลัง “William James” ได้ถูกขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิทยาอเมริกา และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการจิตวิทยาโดยสิ้นเชิง เขาได้มีโอกาสไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และส่วนมากเขามักจะให้เครดิตงานตัวเองที่ว่า “จงรับผิดชอบทุกๆอย่าง 100%”

ถ้าคุณรู้สึกว่าชีวิตแย่ ให้มองดูคนที่อยู่ต่ำกว่าคุณเพราะมีใครหลายคนอยากเป็นคุณ
สรุปง่ายๆ ลองหันมาสนใจสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัวมากขึ้น และเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องถึง 100% ก็ได้ แค่ 80% ก็ยังดี ขอให้แค่รู้จักตัวเอง

9. จงอยู่กับความจริง

หลายๆอย่างที่เด็กตัวเล็กอย่างเราๆจะจินตนาการโลกของเราเอาไว้ และคาดหวังสิ่งที่บางทีมันขัดกับความจริง สุดท้าย เมื่อมันไม่สมหวัง คนที่กลับมาเจ็บร้องไห้ทุรนทุรายกลับเป็นตัวเราแต่เพียงผู้เดียว

ถูกที่ว่าความจริงมันโหดร้าย แต่เชื่อเถอะ ในความโหดร้ายเหล่านี้ก็ยังไม่สิ่งดีๆอยู่บ้าง การที่เรายึดติดกับความจริงจะทำให้เราเข้าใจชีวิตและเห็นอะไรหลายๆชัดมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ บนพื้นฐานความจริง จะไม่มีความคาดหวังเกิดขึ้น แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆก็จะเบาบางกว่าโลกในหัวของเรา

ความคาดหวังแทงเจ็บกว่าดาบทุกเล่มในสนามรบ
อารมณ์ของความผิดหวังให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับการถูกหักหลังและถูกปฏิเสธ ฉะนั้นจึงไม่แปลก ที่คนที่ผิดหวังจะรู้สึกเจ็บปวด

10. ความสามารถในการที่คุณสามารถหาความสุขได้ทั้งๆที่รู้ว่าโลกใบนี้มีแต่อะไรแย่ๆ คือสัญญาณของความเป็นผู้ใหญ่

ในโลกที่เต็มไปด้วยคนแย่ๆ หัวหน้าหัวร้อน เพื่อนร่วมงานที่คอยแต่จะติฉินนินทา ลูกค้าขี้วีน ในหลายสิ่งที่สร้างบาดแผล ในหลายๆสิ่งที่ทำให้โลกนี้ไม่เคยน่าอยู่ แต่ถ้าลองมองดูให้ดี ในทุกๆความทุกข์ย่อมมีความสุข และในความสุขย่อมมีความทุกข์ เหมือนหยินและหยางที่โคจรซึ่งกันและกัน เพราะจริงๆแล้ว ส่วนประกอบของชีวิตมันประกอบไปด้วยสิ่งหลักๆสองสิ่งคือ ความสุข กับ ความทุกข์ ในโลกนี้ไม่มีใครทุกข์แบบ 100% และไม่มีใครสุขแบบ 100% ฉะนั้น เรียนรู้ที่จะยอมรับมัน เข้าใจมัน วันนี้อาจจะแย่ แต่มันก็ไม่ได้แย่ทุกวัน วันนี้สุข แต่ก็ให้รู้ไว้ว่ามันก็ไม่ได้สุขทุกวัน แต่ให้รู้ไว้เสมอว่าของขวัญที่ดีที่สุดที่ชีวิตประทานให้แก่คุณคือ การที่คุณได้มีชีวิตต่อไปในแต่ละวัน

คำจำกัดความของความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่ได้กลับบ้านต่างจังหวัดไปหาพ่อแม่ก็เป็นความสุข การได้อยู่กับคนที่เรารักก็เป็นความสุข การได้อยู่คนเดียวทำในสิ่งที่เราชอบ ก็เป็นความสุข ฉะนั้น เราต้องรู้ให้ได้ว่า ความสุขของเราคืออะไร แล้วเราจะหาได้จากไหน ความสุขนั้นมันขึ้นอยู่กับตัวเรา และอย่าตัดสินความสุขของคนอื่นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ความสุขมีสองแบบ อย่างแรกคือความสุขชั่วคราว สิ่งที่เรากำลังอินกับช่วงเวลานั้นๆ สักพักมันก็จะหายไปไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ มีเพียงแค่ความทรงจำ เป็นเพียงน้ำเสียงจากข้างในตัวเรา ‘เออ รู้สึกดีจัง’ แต่กลับกัน ความสุขอย่างที่สองคือความสุขระยะยาว ความสุขระยะยาวที่ว่านี้จะเกิดได้ยากกว่าอย่างแรกเพราะมันคือความสุขที่เราต้องพยายามขวนขวายและสร้างมันขึ้นมาเอง และมันเป็นไปไม่ได้ที่จู่ๆก็เกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ยกตัวอย่างเช่นบ้าน กว่าจะเก็บหอมรอมริดเพื่อที่จะซื้อบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง เมื่อได้มาแล้ว นี่ก็จัดเป็นความสุขระยะยาว เพราะมาจากความพยายามความยากลำบากของเรา และมันไม่เสียเปล่าที่อุตส่าห์พยายาม

อะไรก็ได้ที่คุณทำแล้วมีความสุข และมันไม่เดือดร้อนคนอื่น :)

ขอบคุณนะที่เข้มแข็ง.
SHARE
Writer
snupphat
An incomplete sentence
บุคคลผู้ล้มเหลวในทุกความสัมพันธ์

Comments