ธรรมะเพียวๆ
คุณค่าของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ความหนา
จะมีหนังสือแค่บางเล่มที่เจาะเข้าไปในใจเรา
และสลายสิ่งสกปรกที่เคลือบจิตใจได้

มีหนังสือแค่บางเล่ม ที่เปลี่ยนชีวิตเรา
และเข้าใจเราจริงๆ

“ตัวอักษรเคลื่อนที่ได้ภายในจิต
จิตเคลื่อนที่ได้ในทางธรรม”

พระอาจารย์ผู้ชี้ทางสว่าง
ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด

จริงอยู่ ที่ทุกอย่างต้องมีปัจจัยหลายๆอย่าง
มาประกอบกัน จึงทำให้เกิดผลลัพธ์หนึ่งๆ
แต่เรามาอยู่ที่นี่ได้เพราะพระอาจารย์สกิดใจ
สกิดแค่ประโยคเดียว...และจะจำไปจนวันตาย

ประโยคนั้น คือ
“ประกอบอาชีพใดก็ได้ ที่สามารถรักษาคุณธรรม ศีล สมาธิ ปัญญาได้ ไม่ไปทางที่เสื่อม แล้วถ้าสอนคนให้รู้เห็นคุณค่าของธรรมะได้ด้วยยิ่งดี”
=====
****เน้น! ขอออกตัวก่อนว่า เรายังมีอะไรที่ไม่ดีอยู่เยอะมาก และยังมีเป็นส่วนมาก ไม่อยากให้คนอ่านเข้าใจผิดคิดว่าเราดี “เรายังเลวอยู่เยอะ” เราไม่ใช่พระ เป็นเพียงผู้ทดลอง ลองผิดลองถูก เป็นเพียงคนธรรมดา เป็นผู้ที่พยายามเดินให้ตรงทาง คลำหาเส้นที่อยู่ตรงกลาง ไม่ซ้าย ไม่ขวา และกำลังพยายามอยู่แต่ยังทำไม่ได้
=====

ประโยคด้านบนทำให้เราหันมาศรัทธาตัวเอง เชื่อมั่นในการสร้างเหตุที่ดี โดยไม่บีบค้นตัวเองหรือคาดหวังผล แต่วางแผน เตรียมไว้สำหรับการเดินทาง

จากนั้นก็ทำตามแผน
อีกประโยคที่เป็นกำลังใจตลอดการต่อสู้กับตัวเอง
คือ “จงเพียรสร้างเหตุที่ดี ผลเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ใช่หน้าที่เรา เรามีหน้าที่แค่สร้างเหตุ”

การปล่อยวาง ไม่ใช่การละทิ้งหน้าที่ แต่เป็นการกระทำสิ่งต่างๆ โดยปราศจากการคาดหวัง
เราวางแผนได้ เพราะระหว่างวางแผน เราจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน เป็นการใช้ปัญญา ไม่ได้ปล่อยใจให้ลอยไป

จากนั้นเราก็ทำตามแผนไปจนเกิดผลในที่สุด
“คือได้เป็นครูสมความตั้งใจ”
===
>>>>ส่วนต่อไปจะเป็นส่วนของการปฏิบัติเพียวๆ
ที่พิสูจน์ว่าจิตใจกับร่างกายไม่ใช่ส่วนเดียวกัน โดยมี”ผู้ดู”อีกตัวหนึ่งด้วย
===
ถ้าให้เล่าเรื่องแปลกที่สัมผัสเอง ก็มีอยู่บ้าง คนที่ศึกษาทางนี้บางคนก็ต้องเคยเจอ
ไม่ได้บอกให้เชื่อแต่อยากเล่า...
เพราะคิดอย่างรอบครอบแล้วว่าน่าจะมีประโยชน์

คืนหนึ่งขณะพระอาจารย์สอนกรรมฐาน
ในหัวข้อเวทนาทางกาย ปกติเรานั่งอย่างไรก็ไม่เคยเจ็บ ไม่เคยปวด มีแต่ขาชา

แต่คืนนี้ต่างจากที่ผ่านมา....
เจ็บปวดเหมือนขาจะขาด เจ็บสุดใจ จนต้องสู้กับตัวเอง จากที่ใจเคยจดจ่ออยู่กับลมได้ มันก็ทรงตัวไม่ได้ ดิ้นไปอยู่กับความเจ็บที่ขา ตั้งใจจะนั่งโดยไม่ยอมขยับ สู้แบบตายเป็นตาย ขาจะขาดให้มันขาดไป พยายามมองดูความเจ็บ ว่าเป็นเพียงสภาวะหนึ่ง ไม่ใช่เรา เพราะควบคุมไม่ได้ อดทนทำไป เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานจริงๆ ใจวางความเจ็บได้เพียงบางขณะ แล้วกลับไปจดจ้องใหม่ ทนไปจนพระอาจารย์บอกหมดเวลา จึงเริ่มขยับ “โอ้โห เจ็บมากๆ”

รุ่งเช้ามีการถามตอบธรรมะ
พระอาจารย์เปิดโอกาสให้ยกมือถาม
ปกติเราไม่ใช่คนช่างพูด
ไม่ใช่คนกล้าถาม แต่วันนั้นยังไงก็ต้องถามให้ได้...

ด้วยความสงสัย จึงถามออกไปแบบเก้ๆกังๆว่า...
(ก็พูดตามสเต็ป ลักจำจากคนถามก่อนหน้าเรา เขาว่าไงก็ว่าตาม เพราะไม่เคยพูดกับพระมาก่อน เอาง่ายๆ เรามือใหม่หัดขับมากๆ กลัวจะพูดอะไรผิดพลั้งไป)

(เสียงก็จะสั่นๆหน่อย...)
กราบนมัสการค่ะ พระอาจารย์ หนูเกิดเวทนามากๆตอนนั่งสมาธิเมื่อคืน ทำให้จดจ่อกับลมไม่ได้ หนูควรจะจดจ่อที่ลมหายใจหรือที่เวทนา(ความเจ็บ)ดีคะ

พระอาจารย์ตอบ : แล้วตอนเวทนาเกิด จิตมันอยู่กับลมได้มั้ยล่ะ ถ้าไม่ได้ก็ตามดูความเจ็บไป... ความเจ็บเบาลง จิตเริ่มอยู่กับลมได้ ก็ให้มันไปอยู่กับลม ชักเย่อดึงกันไปดึงกันมา อันไหนกำลังมากกว่าก็ไปจดจ่อกับตรงนั้น ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ขยับก็ได้

แต่ถ้าอยากเห็นธรรมเกิดปัญญาก็ทนดูมันต่อไป สู้กับมันไป ให้ตายไปข้างนึง สู้ให้เห็นการเกิดดับของเวทนา สู้ให้เห็นธรรมชาติของจิตที่เราควบคุมไม่ได้
สู้ให้เห็นว่ากายไม่ใช่ของเรา ถ้าเป็นของเราจริง เราต้องสั่งให้มันหายเจ็บได้

การสู้กับเวทนาทางกายจะง่าย เพราะมันเด่น มันเห็นชัด ถึงธรรมได้เหมือนกัน

===
การดูจิต “ลักจำเขามา”

วัตถุดิบ ประกอบไปด้วย...
1.”ผู้ดู”(ควบคุมให้ดูได้ ด้วยการมีสติ บางทีสติกับผู้ดูก็แยกกันไม่ออก เพราะหากไม่มีสติ ผู้ดูก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้ สติ คือการตั้งใจว่าจะดูอยู่ รู้อยู่(ตั้งมั่น)
2.ตัวจิต (ตัวอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก)
3.ร่างกาย,ลมหายใจ(สิ่งที่ถูกรู้)

อธิบายสั้นๆ : ตั้งหลักให้ดี (สร้างตัวผู้ดู) ดูการไหลผ่านของอารมณ์ ความรู้สึก เหมือนเป็นลมที่พัดมาให้เรารู้สึก แล้วก็จางไป ไม่เอาตัวเราไปอยู่ในเหตุการณ์ แค่รู้ๆ

ถ้าเห็นกระแสเกิดดับ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปได้อย่างแท้จริง จิตใจจะสลัดเปลือกออกไปได้เอง ความทุกข์จะเบาลง พึ่งพาของภายนอกน้อยลง เริ่มเห็นว่าของภายนอกเป็นสุขปลอม เป็นสุขที่รอวันทุกข์ เพราะได้มาสักวันก็ต้องเสียไป กลับมาเห็นสุขที่ละเอียดขึ้น

“สุขจากใจที่ปราศจากการครอบครอง”

===
ตอนแรกแค่จะมาบอกว่า “อ่านจนเปื่อย” 😅😅
แต่พอดีนึกย้อนเหตุการณ์เก่าๆได้ก็จัดซะยาวเลย

แต่เล่มบางแค่นี้ อ่านยังไม่จบเลย
เพราะอ่านเสร็จต้องลองเอาไปทำดู
พระอาจารย์นำเรื่องที่เป็นนามธรรมมาเล่าเป็นภาพ
ให้เราเห็นได้ง่าย ยิ่งตอนท่านอธิบายขณะนั้นนะ “โอ้โห ชัดเจน”

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต วัดป่าภูไม้ฮาว
==
เนื้อหาในนี้มาจากประสบการณ์เฉยๆ
ถ้าคำกล่าวของพระอาจารย์ที่อธิบายไว้อย่างดีแล้ว
ต้องลองไปอ่านในหนังสือเล่มนี้
หนังสือดีต้องบอกต่อ

โหลดได้เลย :
http://phraajahnkanchit.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%99/
SHARE
Writer
LOOKPAT_diary
เป็นทุกอย่าง
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์

Comments