อย่าผลักภาระการอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นหน้าที่ของครูเพียงอย่างเดียว

ผมสั่งการบ้านให้นักเรียนไปอ่านล่วงหน้ามา 1 บท สำหรับครูคนอื่น การสั่งการบ้านให้อ่านหนังสือคงเป็นเรื่องง่ายๆ แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ง่ายเลย เพราะผมรู้ดีว่าการสั่งโดยที่ไม่มีการกำกับติดตามเด็กจะไม่อ่านมัน ผมก็เคยเป็นเด็กทำไมผมจะไม่รู้ ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมสั่งให้อ่านหนังสือมันไม่ได้หมายความว่าการบ้านวันนั้นสบาย แต่หมายความว่าจะต้องเหนื่อยยิ่งกว่าการบ้านปกติ เพราะคุณจะต้องอ่านมาหลายรอบเพื่อตอบคำถามของผม

การเรียนในห้องผมไม่เป็นไปตามตารางสอนหรอกผมยอมรับในจุดนี้ เพราะในชั่วโมงเเรกผมจะเรียกนักเรียนออกมาถามทีละคน แม้จะเสียเวลาหน่อยผมก็จะทำเพราะอย่างน้อยมันก็ฝึกความรับผิดชอบให้กับเด็ก [1]


มีนักเรียนบางคนที่ไม่ได้อ่านมา 1 ในนั้นคนที่สำคัญที่สุดคืออไรเบล เด็กหญิงที่พิการมือขาดข้างหนึ่ง โดยปกติแล้วเธอเป็นเด็กที่เรียนดีแต่พักหลังมานี้ผมสังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าเธอไม่ค่อยสนใจที่จะเรียน สมุดเธอเปียกเพื่อทิ้งกระเป๋าไว้ตากฝน

ผมสั่งให้เอาไปตากเเดดช่วงพักกลางวันเธอก็ไม่ยอมทำ ไม่ใส่ใจและลืมไป เมื่อให้โอกาสเเล้วไม่รับคนเราก็ย่อมโมโหเป็นธรรมดา วันนั้นผมห้ามเธอดื่มน้ำทั้งวัน บางคนอาจจะสงสารแต่สำหรับผมไม่ ผมจะปฏิบัติต่อเธอเฉกเช่นคนปกติ เพราะวันหนึ่งเมื่อเธอเจอโลกจริงๆมันจะไม่มีใครมาเมตตาหรือสงสารเธอ บทลงโทษเธอจะต้องเท่ากับคนอื่น

"อย่าขอให้ใครมาสงสาร" คือคำพูดที่เด็กท่องได้จนขึ้นใจจากคำพูดของผม ทุกๆเช้าที่ต้องเก็บขยะตามบริเวณที่รับผิดชอบครูห้องอื่นสงสารจะไม่ให้เธอลงไปเก็บ ให้มารออยู่บนห้องเมื่อผมมาเจอ ผมจึงตะคอกเธอว่า"ผมสั่งคุณก็ต้องเก็บคุณต้องเก็บเหมือนคนอื่นไม่มีสิทธิพิเศษใดใด ลงไป!!!"

ในความใจร้ายนั้นเธอไม่รู้หรอกว่าผมสงสารเธอแค่ไหนการที่ไม่ปฏิบัติต่อเธอเหมือนคนอื่นก็เหมือนกับการปฏิเสธการมีตัวตนของเธอ เพราะฉันมือขาดจึงทำไม่ได้เหมือนคนอื่น ซึ่งมันไม่ใช่สำหรับผม ความเจ็บปวดจากการโดนดุมันเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำกับความรู้สึกที่ว่า ฉันไม่มีค่าในสายตาใคร ผมไม่อยากให้วันหนึ่งเธอเป็นอย่างนั้น

ต่อในคอมเม้น
SHARE
Writer
Devaknov
Mutant
ใครบางคนอาจเดินทางมาแสนไกล เพียงเพื่อพบว่าปลายทางไม่มีใครเหลืออยู่

Comments

Devaknov
1 year ago
วันนี้อไรเบล ตอบคำถามไม่ได้ ผมจึงให้ไปคัดเรื่องที่อ่านแทน
เมื่อไม่อ่านคุณก็ต้องคัด ผมจะสอนให้เธอรู้ว่าการทำตามคำสั่งครูในครั้งแรกนั้นง่ายที่สุดแล้วและยิ่งฝ่าฝืนมันก็จะยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆผมให้ไปคัดเป็นการบ้าน ซึ่งวันต่อมาเธอก็คัดมาไม่เสร็จ

ผมไม่ได้ตีเธอทั้งที่ในใจอยากตี การตีจะเป็นวิธีสุดท้ายที่ผมจะทำ นอกจากไม่มีเวลาจริงๆเธอโชคดีที่ผมไม่ทำอย่างนั้น เพราะผมรู้ดีว่าเด็กบางคนยอมที่จะโดนตีเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถ้าตี 1 ครั้งแลกกับการคัดหนังสือทั้งบทก็ยอมโดนตีดีกว่าการลงโทษที่รุนแรงที่สุดจึงเป็นการลงโทษที่ผ่านไปยากที่สุด ไม่ใช่เจ็บปวดที่สุด

เวลาที่สั่งงานและเวลาที่ทำงานเสร็จผมจะให้ดาวนักเรียนเรียนเป็นรางวัลพร้อมกับลายเซ็นตามคุณภาพของงานดาวนั้นสามารถแลกสิทธิพิเศษต่างๆในห้องได้เช่น การไปดื่มน้ำหรือการแลกของที่โดนยึดคืน ในวันนี้ผมให้นักเรียนกลุ่มที่ไม่อ่านและคัดไม่เสร็จเอาดาวมาแลกกับการที่ผมจะให้โอกาสคัดต่อโดยไม่ทำโทษ

ทุกคนเอาดาวมาแลกและผมให้โอกาสคัดต่อในตอนเที่ยงและถ้าตอนเที่ยงไม่เสร็จผมจะไม่ให้กลับบ้านในตอนเย็นหลังเลิกเรียน นั่นคือข้อตกลงของเรา ทุกคนรู้ว่าผมพูดจริง เที่ยงของวันนั้น
นักเรียนที่ไม่อ่านมาคนอื่นคัดจนเสร็จเหลือเพียงอไรเบลคนเดียวที่ไม่ได้มาคัด

"คุณไปทำอะไร ถึงไม่ได้มาคัด"

"ไปเล่นกับลูกหมาค่ะ "นั่นคือคำพูดที่เธอบอกผม

ผมโกรธมากที่เธอปฏิเสธโอกาสครั้งที่ 3 จากผม เธอล้อเล่นกับความรู้สึกคนที่ไว้ใจเธอ เธอคือคนที่จะต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ จากสภาพร่างกายที่เป็น มีแต่คนจะดูถูกเธอที่ไม่สมประกอบและการที่ทำอย่างงี้อีกมันจะยิ่งทำให้ใครต่อใครรังเกียจเธอ

เย็นวันนั้นผมให้เธอคัดงานต่อ โดยไม่ยอมให้กลับบ้าน เธอไม่รู้หรอกว่าความไม่เอาไหนของเธอทำให้ครูต้องเหนื่อยแค่ไหน ครูก็มีชีวิต มีจิตใจเหนื่อยล้าเป็นเหมือนกัน ทำไมต้องมาเสียเวลารอมาทนกับชีวิตของคนอื่นที่แม้แต่เขาก็ไม่สนใจมันผมรอเธอคัดจนเกือบ 5 โมงเย็นป้าของเธอก็มารับ ทันทีที่พบหน้ากันผมก็พูดขึ้นว่า

"ผมไม่ให้กลับไม่ได้หรอกครับ "

Reply
Devaknov
1 year ago
"จนกว่างานในวันนี้จะเสร็จไม่ว่าอย่างไรผมก็จะไม่ให้กลับ

ผมมีทางให้เลือก 2 ทางคือ รอ หรือให้ผมไปส่ง ถ้าจะรอผมบอกได้แค่ว่าอาจจะมืดเพราะเขาคือคนเดียว ที่ทำร้ายความไว้ใจของผมและเป็นคนเดียวที่ทำงานไม่เสร็จในวันนี้"

"ครูเอาเลยครูจัดการเลย" ป้าของเธอเห็นดีเห็นงาม ซึ่งก็ดีเเล้ว
เพราะอารมณ์ผมในตอนนี้พร้อมจะระเบิดใส่ถ้ามีการประทะ

"ฉันมีเรื่องมาฟ้องเธอเหมือนกัน ลูกศิษย์เธอเอาแต่เล่นโทรศัพท์บอกยากมากช่วงนี้ พูดอะไรก็เดี๋ยวตลอด"

ในใจผมตอนนั้นรู้สึกว่า อ้าวเฮ้ย มาพูดแบบนี้ได้ไง ลูกศิษย์ผมแต่มันคือหลานแท้ๆของคุณไม่ใช่หรอ มาผลักภาระการอบรมสั่งสอนให้ครูคนเดียวได้ไง ครูเป็นพระเจ้าหรอที่แก้ไขได้ทุกพฤติกรรม ใครกันเป็นคนหาข้าวหาน้ำให้เขากิน ถ้าแม้แต่คนในครอบครัวบอกไม่ได้เเล้วใครจะบอกได้ใครจะอยู่กับเขาตลอด ทั้งเวลากินเวลานอน

การที่เขาเป็นแบบนี้ใใครกันละที่ยัดโทรศัพท์ใส่มือให้ ใครกันละที่ซื้อโทรศัพท์มา แล้วเงินใครที่เติมเน็ตให้เขาเล่น ผมแทบอยากจะตะโกนออกไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ยินว่าฝากครูหน่อย ให้ครูจัดการหน่อย ผมรู้ทันทีเลยว่า ผู้ปกครองคนนั้นมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เด็กเป็นแบบนี้ เมื่อสายเกินแก้ก็มาหวังลมๆแล้งว่าครูจะแก้ได้ กี่ปีต่อกี่ปีที่ผมได้ยินเหมือนเดิม บางอย่างมันก็ต้องช่วยกันจะมาหวังพึ่งแต่ครูไม่ได้ หลานเราคนเดียวเราดูแลไม่ไหวแล้วครูดูแลเด็กกว่า 30 ชีวิตมันจะเป็นคนดีได้ทั้งหมดเชียวหรือ

เลือดเนื้อเชื้อไขคุณแท้ๆ แต่กลับฝากความหวังฝากอนาคตไว้กับคนอื่น คนหนึ่งบอก อีกคนให้ท้ายมันก็เท่านั้น เวลาที่มีการบ้านแล้วเด็กไม่ทำ ก็จะเอาแต่โทษว่าเด็กไม่บอก ก็แน่ละสิเด็กต้องโกหกอยู่แล้วเพราะธรรมชาติเขาเป็นอย่างนั้น แล้วก็ไม่ใช่หน้าที่เขาด้วยที่ต้องบอกว่า มีการบ้านหรือไม่มี มันเป็นหน้าที่และความใส่ใจของผู้ปกครองที่ต้องคอยถามเขา


บางอย่างมันต้องทำร่วมกัน ถ้าครูบอกว่าให้กลับไปให้รีบทำการบ้าน

แต่พอถึงบ้านแม่บอกว่าทำหรือไม่ต้องทำก็ได้ มันก็เท่านั้นครูจะวิเศษแค่ไหนมันก็สอนไม่ได้
Reply
Devaknov
1 year ago
ทุกสิ่งทุกอย่างอัดอั้นอยู่ในใจของผมไม่ได้พูดออกไป

"อ่อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ได้โทรศัพท์ใหม่แล้วก็ให้หลานเล่นโดยไม่มีการควบคุมเรื่องนี้ไม่ถูกขัดใจ ทำให้พลอยคิดว่าเรื่องอื่นๆจะทำหรือไม่ทำก็ได้ไม่มีใครควบคุม หลานพิการไม่ใช่เหตุผลให้ต้องตามใจ เพราะคุณจะได้หลานที่อยู่กับคุณได้ แต่อยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมไม่ได้ ความจริงบนโลกนี้มันโหดร้ายนัก"

ผมได้แต่คิด แต่ไม่อาจพูด

"คุณกลับไปก่อนได้เลยครับ วันนี้ผมจะไปส่งเอง" ผมให้ป้าของเธอเลือก

ป้าของเธอกลับไปแล้วเหลือแต่ผมกับเธอที่อยู่ตรงนั้น
ผมอารมณ์ไม่ดีเอามากๆที่เธอล้อเล่นกับความรู้สึกผม เธอไม่เข้าใจหรอกว่าการมีคนที่ไม่รู้จักมาหวังดีต่อเราเป็นเรื่องที่น่ายินดีแค่ไหน จนกว่าจะถึงวันที่สูญเสียไปเธอจะไม่มีวันรู้ค่าของมัน ความห่วงใยที่เกิดจากหน้าที่
แม้มันจะมีผลตอบแทนเป็นเงิน แต่ความรู้สึกที่มีให้ก็เกินกว่าเงิน เพราะไม่อย่างนั้นผมควรกลับบ้านไปนอนเเล้ว เธอควรจะนึกขอบคุณบางอย่างที่มองไม่เห็นที่นำคนดีดีเข้ามาในชีวิตของเธอ ไม่ใช่ปฏิเสธมันไป

ผมรู้สึกเหมือนหมอที่รักษาคนไข้ไม่หาย ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่พยายามรักษามันแต่เป็นเพราะคนไข้ไม่ยอมที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง ความเครียดทุกอย่างจึงตกมาอยู่ที่ผม ทำให้ผมรู้สึกต่อตัวเองเหมือนคนไร้ความสามารถ ที่ทำอะไรไม่สำเร็จ ผมเคยผ่านกำแพงของความยากจนนั้นมาเเล้ว รู้ดีว่ามันยากลำบากแค่ไหน ผมจึงรับไม่ได้ ถ้าต้องเห็นใครคิดจะผ่านมันมาโดยที่ไม่ก้าวขาออกแรง และได้แต่น้อยใจตัวเองว่า ทำไมวันนั้นในอดีตไม่มีใครที่หวังดีกับเราบ้าง
Reply
Devaknov
1 year ago
[1] ผมใช่จิตวิทยาเล็กน้อยในการทุ่นแรงผมเวลาตรวจสอบว่าใครอ่านมาหรือไม่อ่านมา โดยสังเกตจากความมั่นใจในตัวเอง ผมจะให้นักเรียนเข้าแถวมาโดยไร้การควบคุมระหว่างนั้นผมจะสังเกตดู ถ้าผมไม่เห็นการตั้งแถว ผมจะให้นักเรียนกลับไปนั่งแล้วตั้งแถวใหม่ สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่ความเป็นระเบียบแต่ผมต้องการวัดว่า ใครรีบมาอยู่หัวแถวมากที่สุดเพราะหมายความว่านักเรียนคนนั้น ย่อมอ่านมามากพอและมันใจในความทรงจำของตัวเอง คนที่เอาแต่ให้เพื่อนแซงหน้าและถอยหลัง อาจหมายความว่าอ่านมาไม่ดีพอหรือไม่ได้อ่านมาก็ได้ ดังนั้นในแถวช่วงแรกจะปล่อยผ่านไปง่ายๆไม่ถามนาน
ส่วนคนท้ายๆจะถามนานและมักจับคนที่ไม่อ่านได้จากการจำแนกข้างต้น

นอกจากนี้ผมยังประยุกต์ใช้หลักการความพร้อมของจิตใจนี้ในเรื่องอื่น เช่นวันไหนที่นักเรียนถามว่าไม่ตรวจเล็บหรือ ไม่ตรวจการบ้านหรือแสดงว่า เขาต้องทำสิ่งนั้นมาแล้วอย่างดี ผมก็จะตรวจให้ ซึ่งครูไม่ควรเพิกเฉยเมื่อเด็กถามแบบนี้
แม้จะน่ารำคาญหน่อยก็เถอะ ถึงนักเรียนคนถามจะไม่ได้อะไรจากการตรวจแต่มันก็เป็นการยืนยันความถูกต้องในตัวตนของเขา ว่าทำดีแล้วมีคนเห็นเมื่อเขาทำมาครูจะรับรู้ ดังนั้นอย่าได้เพิกเฉยเมื่อนักเรียนถามว่า ครูไม่ตรวจเวร ตรวจแปรงฟัน ตรวจผมหรือครับจงอย่าได้เพิกเฉย เพราะถ้าคุณตรวจก็เท่ากับบอกเด็กคนที่ถามนั้นว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องแล้วควรทำต่อไป บางครั้งเรามีหลักการคิดที่ว่า เด็กจะทำดีควรทำดีจากข้างในไม่ต้องให้ใครมาบังคับ ใช่มันก็ถูก

แต่มีกี่คนละที่ทำอย่างนั้นได้ คนที่จิตใจเข้มเเข็งจริงๆ คุณทำได้ไหมละ ออกกำลังกายทุกวัน ไม่ต้องนอนดึก ลดน้ำหนัก ไม่กินของหวาน งดหมูกระทะ ส่งงานตรงเวลา ไม่ทำงานคืนก่อนส่ง เปลี่ยนเวลาอาบน้ำ คำตอบคือน้อยคนนักที่จะทำได้ เด็กก็เช่นกัน การหวังว่าเขาจะทำดีโดยที่ไม่มีการควบคุม ครูไม่ต้องตรวจ เพราะคิดว่าวันหนึ่งไม่มีคนตรวจเขาก็จะไม่ทำมันจึงเป็นความคิดที่ถูกต้องแค่เพียงครึ่งเดียว ที่ตอบได้ทั้งใช่และไม่ใช่

สำหรับผมเเล้วการรับรู้ในการมีตัวตนของเขา ย่อมดีกว่าการละเลย ตรวจไม่ตรวจ มีใครรู้หรือไม่รู้ก็ต้องทำ มันยากเกินไป บางอย่างจิตใจเราก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะบังคับมัน เราทุกคนต่างก็เคยรู้สึกทำดีแล้วอยากถูกเห็นกันทั้งนั้น อยากให้พ่อแม่ชม อยากให้ครูชม อยากให้เพื่อยยอมรับ

แม้จะเป็นการทำดีเอาหน้าก็เถอะ แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าทำเลวไม่เอาอะไรเลยจริงไหม
Reply