AI , Neurolink และอนาคตของมนุษยชาติ
หลังจากได้อ่านดีเบตระหว่าง แจ็ค หม่า กับ Elon Musk จากในงานประชุม World AI ไป ( https://www.facebook.com/113397052526245/posts/613487129183899/ )

ส่วนตัวคิดว่า เป็นมุมมองที่ถูกต้องทั้งคู่ แต่ฝั่ง Elon Musk ดูจะ Safety และมีการต่อสู้เพื่ออนาคตของมนุษยชาติมากกว่า

.
เห็นด้วยและมีมุมมองที่คล้ายกันในทุกความคิดของ Elon ในเรื่องความน่ากังวลของ AI ในอนาคต ถ้ายังพัฒนากันต่อไป จนทำให้AI มีความเป็นปัจเจก, มีความคิดเป็นของตัวเอง ,มีการขับดันการกระทำด้วยNeed ,จำลองอารมณ์ อันนี้ไม่รอดแน่ๆ อารยธรรมมนุษย์ แค่ 70,000 ปี จะเอาอะไรไปสู้กับ AI speed 1วิ ประมาณมากกว่า100ปี(ประมาณแบบคิดลดในควอนตั้มปัจจุบันถ้าเสถียร ซึ่งทุกวันนี้หรืออนาคตอาจมากกว่านี้ได้) ความจุสมองมากกว่า จำลองตัวเองเพิ่มได้ ลิ้งเชื่อมโยงกันได้ ระยะยาวทั้งLogic และจินตนาการน่าจะเหนือกว่ามนุษย์มาก(เพราะมีเวลาเรียนรู้นาน(ในแง่ Speed) โดยไม่มีเหนื่อย ไม่มีเบื่อ) แน่นอนว่า ถ้าควบคุม AI ระดับนี้ได้ ทุกอย่างที่เป็นไปได้ คือ เป็นไปได้หมด(เช่นถ้า การเปลี่ยนแสงเป็นอาหาร เป็นไปได้ หรือ ย้อนวัยยันระดับเซลล์ โดยที่ความทรงจำและสติยังปกติ เป็นไปได้ AI ก็น่าจะคิดได้ในเวลาไม่นาน และทำให้เป็นไปได้ในทางรูปธรรมจริงๆ) อารยธรรมระดับ 70,000 ปี จะถูกก้าวกระโดดไประดับหลายล้านปีได้ในพริบตา จนอาจจะใกล้เคียงขีดจำกัดของเทคโนโลยีได้จริงๆ แน่นอนว่าโดยส่วนตัว ไม่คิดว่ามนุษย์จะคุม AI ระดับนี้ได้แน่ๆ(Speed มันเหนือกว่ากันเกินไปจนเทียบไม่ได้) ซึ่งดูแล้วมีโอกาสไปฝั่งจุดจบของมนุษย์ชาติมากกว่า*-*

.
แต่จริงๆเรื่อง Neurolink ของ Elon อาจจะทำให้ไปถึงจุดจบเร็วขึ้น เพราะการที่ AI จะมีความเป็นปัจเจก, มีความคิดเป็นของตัวเอง , ขับดันการกระทำด้วย Need ,จำลองอารมณ์จนสมจริงเกินไป พวกนี้จุดเริ่มต้นคือ มนุษย์ต้องเป็นคนใส่เข้าไป(หรือใส่ข้อห้ามของการเรียนรู้เข้าไปในบางกรณี) ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลทั้งหมดนี้ มนุษย์มีอยู่แล้วในตัว เราจะสามารถแน่ใจได้ยังไงว่า คนที่ได้รับเลือกให้เชื่อมต่อกับAI , หรือควอนตั้มคอมพิวเตอร์ที่มีพลังในการประมวลผลสูง จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะความสามารถ โดยเฉพาะด้านSpeed มันต่างกันเกินไปจริงๆ แค่ขั้นต้น หากสามารถปล่อยคลื่นเสียงความถี่ต่ำมากๆใส่มนุษย์พร้อมกันทั้งโลกได้ ก็น่าจะเป็นจุดจบของมนุษย์ชาติแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงวิธีที่ล้ำกว่านี้ ซึ่งวิทยาการปัจจุบันเรายังไปไม่ถึง ไม่มีทางไปเทียบกันได้เลยจริงๆ อาจจะยิ่งกว่า เอาดาบไม้ไปเทียบกับนิวเคลียร์ ระยะเวลามันต่างกันเกินไปมาก ไม่แน่ใจว่าตรงนี้ Elon จะได้คิดถึงผลกระทบไปบ้างแล้วรึเปล่า*-*

.
ในส่วนของแจ๊ค หม่า อาจจะปลงแล้วหรือเปล่าไม่แน่ใจ เพราะเมื่อก่อน ความคิดและความกังวลในเรื่อง AI รวมถึงวิสัยทัศน์ ยังค่อนข้างไปในทางเดียวกับ Elon แต่ล่าสุดนี้พูดเหมือนปลงๆแล้ว พยายามพูดและมองในแง่ดี ระยะค่อนข้างสั้น และพูดใน Wayที่เราน่าจะควบคุมAIได้ ซึ่งในความเป็นจริงมีโอกาสเป็นไปได้ทั้ง2ทาง ถ้าเหรียญครั้งนี้ ไม่ได้ออกในด้านที่ดี และไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้ อันนี้แย่แน่ๆ

.
พิมพ์ไป อาจรู้สึกเหมือนอ่านนิยายแนวไซไฟ แต่เอาจริงๆปัจจัยที่จะเกิดเรื่องข้างบนมันแค่

1.AI ที่สามารถเรียนรู้ทุกเรื่องด้วยตนเองจาก0ได้ (แนวโน้มน่าจะต้องจำลองการขับเคลื่อนด้วย NEED หรืออะไรซักอย่าง ให้อยากเรียนรู้เรื่องต่างๆเพิ่มด้วยตนเองได้) ฟิวลิ่งประมาณทารก (ซึ่งจะเป็นทารกที่ระดับ IQ ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆขั้นต้น หรือจินตนาการ ต่ำกว่ามนุษย์ปกติมากๆก็ยังได้ ไม่จำเป็นต้องฉลาดเท่าทารกมนุษย์เลยซักนิด เพราะมีSpeedมากกว่า)

2.เอา AI ตัวด้านบน รันใน ควอนตั้มคอมพิวเตอร์ ที่เสถียรแล้ว(ทุกวันนี้ยังไม่เสถียร) อาจจะ 50 Qubit (ทุกวันนี้ผลิตได้จริงแล้ว) Speed เทียบกับคอมปัจจุบันของ50 Qubit แปลงเป็นbitคือ 2^50 = ประมาณ 1พันล้านล้าน Bit (คอมบ้านทุกวันนี้ 64 bit ก็เร็วมากแล้ว)

3.Ai ตัวด้านบน มีความคิด ตรรกะ หรือแรงขับเคลื่อนเป็นของตนเอง อาจจะจากกระบวนการเรียนรู้ หรือมนุษย์ใส่เข้าไปเอง จริงๆเพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้เอง อาจจะถูกใส่ไปตั้งแต่สร้างข้อ1แล้ว

2-3ข้อครบถ้วนแล้ว ที่เรื่องข้างต้นจะกลายเป็นเรื่องจริง
ไม่แน่ใจว่าอาจจะอีก 1ปี กี่สิบหรือ 100ปี แต่ถ้ายังมีการแข่งขันพัฒนา AI กันต่อไป โดยเฉพาะเพื่อผลในทาง พาณิชย์ หรือ ทางการทหาร Ai จะพัฒนาไปถึงจุดนั้นแน่นอน

สรุปแล้วถ้าปลงก็สามารถคิดเหมือนแจ็คหม่าได้ว่า ใช้ชีวิตทุกวันนี้ให้สนุกมีความสุขดีกว่า

แต่ก็ยินดีมากที่ยังมีคนอย่าง Elon Musk ถ้ามีคนแบบนี้เยอะๆ เราอาจรอดไปถึง ยุคที่มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรแล้วจริงๆ ไม่มีป่วย ไม่มีตาย(หรือตายยาก) อยากได้อะไรก็เสก(แปรสภาพ)จากแสงเอา ถ้าไปถึงจุดนั้นกันได้ก็คงดีครับ ^_^

Jarunpat Boonyang
SHARE
Written in this book
AI/ ML

Comments