::คนกังวลและซึมเศร้าคนหนึ่ง:: เอาชนะมันแล้วครั้งหนึ่ง
เหตุเกิดเมื่อวานนี้เอง 
เรารีบลุกขึ้นอาบน้ำ แต่งหน้า แต่งตัว เตรียมตัวไปทำงานช่วงบ่าย
แต่แล้วเกิดอาการ Breakdown ก่อนจะเริ่มเวลางาน 30 นาที เพราะมีปัญหาสื่อสารกับแม่ไม่เข้าใจ และเป็นช่วงที่จิตใจเราอ่อนแอมาก เพียงแค่คำพูดแรงๆของท่านไม่กี่ประโยค สะกิดใจเราหน่อย เราก็มีปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลันทันที เหมือนโดนลูกกระสุนยิงซ้ำเข้าที่เดิมหลายครั้ง มันเจ็บปวดลึกๆ "ทำไมคนที่รักเราที่สุด ไม่เข้าใจเราเลย" "ทำไม.." คำถามสารพัดผุดขึ้นในหัว 

นั่นล่ะ มันเลยทำให้เรารู้สึกท้อแท้กับสิ่งที่ทำและเป็นอยู่ ถึงขนาดตั้งใจว่าจะส่งข้อความ ไปแคนเซิลยกเลิกนัดที่ทำงานเลยทีเดียว คุณคิดดูละกัน ว่าอารมณ์ลบเหล่านี้มันพาเราดำดิ่งลึกลงไปได้ภายในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีพื้นฐานอารมณ์วิตกกังวล เครียด (ที่นำไปสู่ภาวะโรคซึมเศร้าได้)

ความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นนี้เอง ทำให้เราไม่อยากจะทำอะไรเลยเดี๋ยวนั้น อยากจะปล่อยทิ้งทุกสิ่งอย่าง ไม่อยากจะพบเจอใคร ไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่ ไม่มีความมั่นใจในสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เราเลยหันหลังเดินเข้าห้องตัวเอง วางเอกสารทุกอย่างลง บอกเป็นนัยว่าเรายอมแพ้แล้ว ไม่เอาแล้ว และยืนอยู่กับตัวเองในความเงียบ น้ำตามันจะคอยไหลออกมาตลอด เหมือนต้องการจะบอกว่า "ยัง..ยังไม่จบนะ"
จำได้ว่าเราใช้เวลาจัดการกับอารมณ์ตัวเองอยู่ในห้องอย่างนั้น ประมาณเกือบๆ 20 นาทีได้ แน่นอน งานของเราได้เลทไปแล้วประมาณ 20 นาทีเช่นกัน ในหัวเกิดความคิดที่ขัดแย้งกันระหว่าง
ความคิดด้านลบ(ที่มีอยู่แล้ว) คอยจะเหยียบย้ำซ้ำ ไม่ให้เราลุกขึ้นยืนขัดขืนต่อสู้ได้
กับ ความคิดฝ่ายจิตสำนึก ที่จะผุดขึ้นมาเป็นช่วงๆ เพื่อเตือนสติให้เรารู้ว่า.. 
เรายังมีหน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบอยู่นะ เราควรจะไป ควรจะไปทำซะเดี๋ยวนี้ 
อย่าได้รีรอ..
แล้วเราก็เลือกที่จะฝืน (ต้องบอกว่าฝืนตัวเองมากจริงๆ) บังคับตัวเอง ให้ก้าวขาเดินออกมาจากที่ตรงนั้น มือก็ปาดน้ำตาที่ยังซึมอยู่บริเวณขอบตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจคิด "เราจะออกไปให้คนอื่นเห็นในสภาพนี้ไม่ได้" เรากำลังจะเดินมุ่งหน้าออกไปสู่ประตูบ้าน แต่แล้ว เราหยุดเดินต่อ

ความคิดด้านลบเชิญชวนให้เราถอยกลับไป 
"ยังทันนะ แกจะแคนเซิลงานไปเลยก็ได้ แกจะได้ไม่
ต้องไปเผชิญหน้าไง แค่บอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ทำแล้ว ทุกอย่างก็จบ.."
ในใจลังเลอยู่พักใหญ่ หรือว่าเราจะเชื่อมันดี ก็จริงอย่างที่มันว่า ถ้าไม่อยากเจอใครก็ กลับเข้าไปหลบอยู่กับตัวเองดีกว่ามั้ย

เพียงไม่กี่วินาทีที่เหมือนจิตสำนึกมันผุดขึ้นมาเตือนสติขึ้นอีกครั้ง เรานึกถึงภาพสถานที่ทำงานและลูกค้าตัวน้อยที่กำลังนั่งรอเราอย่างใจจดจ่อ เขาอุตส่าห์มาหาเราแล้ว เราจะเห็นแก่ตัวบอกยกเลิกเขาไปอย่างนี้ไม่ได้ หน้าที่เราต้องทำต่อไป.. 
"เอาวะ ไปทำให้มันเสร็จๆไปเลย แปปเดียวก็สำเร็จแล้ว เพื่องาน! เพื่อเงิน! เพื่อตัวเอง!" พอคิดได้อย่างนี้ ภายในใจเกิดฮึดขึ้นมาชั่วขณะ
ในช่วงเวลานั้นเอง เรารีบก้าวเท้าออกไปไฟ้ว์กับสิ่งที่กำลังรออยู่ตรงหน้า จิตมันจะขมขื่น งอแงแค่ไหนก็ต้องฝืนทำเพราะเรายังไหว และมันจำเป็นกับเรา
มาจนถึงตอนนี้เราไม่รู้สึกเสียดายเลยที่เราเลือกที่จะก้าวเดินออกไปเผชิญกับสิ่งที่เราหวั่นกลัวและไม่มั่นใจในวันนั้น มีอยู่ข้อหนึ่งที่เราจะต้อง ฝืนทำในสิ่งที่ควรจะทำ เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ
สิ่งนี้ถูกยืนยันจาก คำแนะนำของคุณหมอฯ หรือแม้แต่ในหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา
ฝรั่งยังมีคำพูดหนึ่งที่ว่า Fake it 'till you make it. ฝืนทำจนคุณทำมันได้

นี่เป็นความสำเร็จเล็กๆ เพื่อยืนยันว่าเราทำได้ ให้เราได้ภาคภูมิใจในตัวเองบ้าง
SHARE
Written in this book
บันทึกพิเศษ
เมื่อเราพยายามจะอยู่และจัดการกับมันให้ได้
Writer
Yunyun
Archeress
My life is like clouds.

Comments