เที่ยงคืน27นาทีของวันที่10ตุลาคม
       ผมนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง
สภาพแวดล้อมของห้องใหม่ที่ตอนนี้เริ่มกลายเป็นของเก่าไป
ความรู้สึกคุ้นเคยเริ่มทวีมากขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่กลับมานอนพักผ่อน
ผมสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าต่างตามปกติของทุกวัน ต่างไปตรงบรรยกาศนอกหน้าต่าง
ที่เคยเป็นที่รกร้างต้นไม้ขึ้นหนาแน่น รกราวกับป่าขนาดย่อม 
ไม่มีอีกแล้ว บัดนี้มันกลายเป็นที่ว่างเปล่า
มีบ่อน้ำรองน้ำฝนที่มักตกประจำในฤดูฝนอยู่เสมอ
ป่าที่เคยคิดว่ากว้างขวางกว่าที่ผมเห็น
หลังจากถูกถางออกไปแล้ว..ทำให้ทราบว่ามันเป็นพื้นที่เล็กน้อย ที่เชื่อว่าในอนาคตคงเป็นที่อยู่อาศัยของคนไป
       มันเงียบสงบเหมือนทุกๆคืน นอกหน้าต่างผมเห็นแสงไฟเล็กๆสองดวงลอยไปมาในความมืดแสนอ้างว้าง มันคือหิ่งห้อย
แสงของ หิ่งห้อย แม้เพียงเล็กน้อยเพียงใดกลับปรากฏให้เห็นเด่นชัดในความืดของยามราตรี อาจเป็นเพราะแสงจันทร์ของค่ำคืนนี้โดน เมฆบดบัง

เ กิ ด ค ว า ม รู้ สึ ก บ า ง อ ย่ า ง . . .
ไม่อยากให้บรรยกาศของคืนนี้หายไป
ทำได้แค่หวังว่าจะเห็นแสงเล็กๆนั่นไปอีกนานกว่านี้
หวังแค่ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หวังเพียงแค่ให้แสงเล็กของหิงห้อยคงอยู่ยามค่ำคืนตลอดไป   





2 กุมภาพันธ์ ร.ศ.237
พวกเขาเอารถสีเหลืองคันใหญ่มาตักทรายถมที่แล้ว...
ไม่มีหิงห้อย ไม่มีเสียงจั๊กจั่น...
มีแต่เสียงดังจากหอเหล็กนั้น
เขาเรียก หอเหล็ก นั่นว่าปั้นจั่น 
SHARE
Written in this book
บันทึกไร้แก่นสาร
เรื่องสั้นๆที่ ไม่มีแก่นสารใดๆแต่ก็มีความหมายลึกๆ
Writer
Avril-Erewhon
เด็กช่าง | ฝัน |
ฉ. กังวาลวงษ์ ชาตะ | ๖ มิถุนายน ร.ศ.๒๒๐ มรณะ | เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

Comments