- Le Temps D’Une Chanson -

<หมายเหตุ: มีการสปอย The Shape of Water
แต่ไม่ใช่รีวิว เป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดหลังจากดูหนังมากกว่า>



ความรักคืออะไรกันแน่?

ยิ่งดูหนังจบกลับยิ่งสงสัย แม้ว่าหนังจะสื่อถึงความรักที่เชื่อมโยงระหว่างสองตัวละครโดยไม่จำกัดรูปลักษณ์ภายนอก แต่รายละเอียดบางส่วนกลับทำให้ฉันรู้สึกขัดแย้ง อย่างเช่นดีไซน์ของมนุษย์ปลา ที่ถึงจะดูไม่เหมือนมนุษย์ แต่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ พอจะมีสีหน้า ภาษากายทำให้รู้สึกเห็นใจได้บ้าง

ถ้าเปลี่ยนมนุษย์ปลาเป็นเอเลี่ยนหน้าตาเหมือนแมงกะพรุน ถึงจะบอกว่ามีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ แต่จะยังมีใครมอบความรักให้อยู่ไหมนะ ถ้าเป็นในเชิงโรแมนติกก็คงยากใช่ไหมล่ะ 
หรือว่าถ้าเกิดมนุษย์ปลาเป็นผู้หญิง เรื่องจะต่างไปจากเดิมมากแค่ไหน อาจจะโดนปล่อยทิ้งไว้ให้ตายก็ได้เพราะนางเอกไม่รัก แต่ถ้าถอยออกมามองทั้งเรื่องว่าเป็นการเล่าเชิงเปรียบเทียบ มันก็จะดูแล้วเครียดน้อยลงหน่อย 

(ในกรณีนี้เราจะไม่เปลี่ยนมนุษย์ปลาเป็นแมวน้ำ เพราะจะดูน่ารักเกินไป)

ในโลกที่แปลกประหลาดใบนี้
ผู้คนสับสนระหว่างความรักกับความปรารถนา
หรือว่าทั้งสองอย่างนั้นไม่อาจแยกจากกันได้?
ปล่อยให้การตัดสินคำตอบเป็นเรื่องส่วนบุคคลจะดีกว่า


นึกไปถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้
ฉันเคยตกหลุมรักใครคนหนึ่ง
เราสื่อสารกันด้วยภาษาที่ฉันเคยคิดว่ามันคือความลับระหว่างเราสองคนเท่านั้น
และเสียงเพลงเป็นราวความทรงจำที่มีชีวิต ล่องลอยผ่านกาลเวลา
ในโลกเล็กๆแห่งหนึ่งที่ความเป็นจริงภายนอกไม่อาจสัมผัส ความแตกต่างคือสิ่งที่ทำให้เราทั้งสองเหมือนกัน ในเวลาที่สองมือประสานและดวงตาสบกัน ความรักไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่เป็นเศษเสี้ยวแตกหักที่กลับเชื่อมต่อกันอย่างลงตัว...
...ซะที่ไหนล่ะ 555

สุดท้ายแล้ว เอไลซ่าในชีวิตจริงก็มอบหัวใจให้ใครคนหนึ่ง มนุษย์ที่เป็นมนุษย์จริงๆให้เธอได้
ส่วนฉัน มนุษย์ปลาในชีวิตจริง ก็ยังถูกขังอยู่ในห้องแห่งนั้นต่อไป ยังคงถูกรัดคอด้วยโซ่เหล็กหนา ว่ายวนอยู่ในบ่อแคบๆที่ไม่มีทางออก รอเวลาที่จะถูกเอาไปผ่าวิจัย แล้วก็โยนซากศพทิ้งในกองขยะที่ไม่มีใครจดจำ

มันก็จะประมาณนั้นแหละ
สงสัยฉันจะมีความเป็นมนุษย์ไม่มากพอล่ะมั้ง XD

"เป็นตัวเองสิ" ใครหลายๆคนเคยบอกฉัน
แต่เป็นแค่ตัวเองคงไม่พอ
เพราะถังขยะก็เป็นตัวเองเหมือนกัน
ถึงได้โดนแต่เรื่องแย่ๆแบบนั้นไง

บทสรุปของเรื่องราวนี้ เมื่อมองครั้งแรก มันคือการที่ความรักสามารถเอาชนะอุปสรรคและความโหดร้ายของโลกใบนี้ เพื่อมาอยู่ร่วมกันได้ในท้ายที่สุด แต่สำหรับตัวละครอื่นๆในฉากหลัง กลับกลายเป็นเส้นทางไปสู่ความลำบากที่ยากจะหาทางออก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสภาพสังคมในยุคอดีตที่หนังต้องการจะสื่อถึง แต่ขณะเดียวกัน ปัญหาเหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่ในสังคมสมัยนี้เช่นกัน ถึงจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม

ยามที่ฉากสุดท้ายได้ปิดม่านลง ฉันกลับมีความสงสัยค้างคาใจ ชีวิตของตัวละครที่เหลือจะเป็นอย่างไรต่อไปกันนะ เมื่อเหตุการณ์อันเป็นเหมือนฝันนี้ได้ผ่านมาและผ่านไป และวันเวลาอันแสนธรรมดากลับมาเยือนอีกครั้ง ไม่ต่างจากสายฝนพรำในยามค่ำคืนที่เลือนหายเมื่อตะวันพ้นขอบฟ้า เหลือแค่น้ำนองแฉะๆสองฟากฝั่งถนนที่ปราศจากความโรแมนติกใดๆ


ครอบครัวของสตริคแลนด์ เด็กน้อยที่พบว่าพ่อไม่มีวันได้กลับบ้านอีกแล้ว จะเติบโตมาเป็นคนอย่างไรกันนะ (ชวนให้นึกถึงตัวละครหลักในหนังเรื่องอื่นๆของ เดล โตโร ที่ส่วนมากจะเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีความบกพร่องบางประการ ซึ่งตัวละครเหล่านี้ก็มักจะมีปมในอดีตเสมอ)

ไจลส์ ผู้ถูกสังคมปฏิเสธทั้งด้านการงานและความสัมพันธ์ เคยมีเพียงเอไลซ่าเป็นเพื่อนมาตลอด หลังจากนี้คงต้องใช้ชีวิตในวัยชราที่เหลืออย่างโดดเดี่ยว (หรือถ้ามองในแง่ดีหน่อยก็อยู่กับแมว) ส่วนเรื่องราวของเซลดา เพื่อนของนางเอก เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันถูกย้ำเตือนว่าการมีความรักเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ และในปลายทางนั้น อนาคตอาจไม่ใช่สิ่งสวยหรูเสมอไป ในขณะที่เอไลซ่ากลายเป็นเจ้าหญิงผู้งดงามในห้วงแห่งความรัก เซลดา หรือแม้แต่สตริคแลนด์ที่มีครอบครัวอยู่แล้ว กลับไม่ได้แลดูแตกต่างจากใครๆ

การมีคนรัก ≠ การมีความรัก


และบทสุดท้ายของ ดิมิทรี นักวิทยาศาสตร์ผู้ทรยศพรรคพวกของตัวเองเพื่ออุดมการณ์และความเมตตา สิ่งเหล่านั้นมีคุณค่าก็จริง แต่มันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องลงเอยด้วยการต้องกลายเป็นศพอยู่ริมท่าเรือ สุดท้ายแล้วองค์กรที่อยู่เบื้องหลังก็จะยังคงทำงานต่อไป ผู้คนอีกมากมายจะยังต้องตายในสงครามเย็น และสงครามอื่นๆอยู่ดี

ความรักของเอไลซ่ากับมนุษย์ปลา จะไปกันได้รอดหรือเปล่านะ จะทะเลาะกันไหม จะโดนใครจับไปทดลองอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอไลซ่าจะคิดถึงโลกบนแผ่นดินหรือเปล่านะ แล้วถ้าอยากฟังเพลงอีกจะไปหาแผ่นเสียงมาจากที่ไหนล่ะเนี่ย

บางทีสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในเทพนิยายอาจไม่ใช่เวทมนต์
แต่เป็นตอนจบที่ทุกคนมีความสุขตลอดไป

Nous nous aimions
Le temps d’une chanson


พอได้มาเปิดดูเนื้อเพลงประกอบ
กลายเป็นว่าท่อนสุดท้ายยิ่งทำให้รู้สึกแปลกๆเข้าไปใหญ่
เพราะจะตีความว่า "ในขณะที่เรารักกัน เป็นดั่งเวลาของเสียงเพลง"
หรือ "เราจะรักกัน จนกว่าเสียงเพลงนี้จะจบลง" ก็ได้
อันหลังมันฟังดูไม่ forever after เท่าไหร่ใช่ไหมล่ะ
(คำเตือน: ผู้เขียนไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส อาจจะแปลผิดก็ได้)

จะว่าไปแล้ว
ความรักนั้นช่างเปราะบางและสูญสลายได้ง่ายดายเหลือเกิน
แต่ก็ยังคงทำให้เรายิ้มได้เสมอทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น
เหมือนกับเสียงเพลงที่จบและเริ่มต้นใหม่นั่นแหละ

เช่นเดียวกับที่แต่ละความรักล้วนมีรูปแบบของตัวเอง
ฉันเชื่อว่าความรักก็มีเวลาของมันเองเช่นกัน
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และจบลงเมื่อไหร่ คงไม่มีใครกำหนดได้
คล้ายสายฝนที่ไม่ได้โปรยปรายลงมาเพื่อใคร
แต่เมื่อใดที่ปรากฏขึ้นแล้ว
ช่างงดงาม


💙

SHARE
Writer
Noetta
Stranger in the Night
★ โจรสลัดแห่งหมู่เกาะนับพัน ★ www.facebook.com/ytnos

Comments

Lilothian
1 year ago
เราชอบเพลงและสีของหนังเรื่องนี้มาก
แต่กลับฉุกคิดได้เหมือนกันว่าแล้วหลังจากนั้นตัวละครที่เหลือจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวเอกทั้งคู่นั้นจะรักกันตลอดไปหรือไม่

ชีวิตจริงก็คงเหมือนกับการพบเพียงผ่านของคนมากมายบนโลกใบนี้ และความรักก็อาจะไม่ได้ยั่งยืน ตอนจบจริงๆ ของทุกตัวละครเราไม่มีทางทราบได้เลยว่าจะเป็นยังไง
Reply