เรื่องสั้น : Before Valentine... ก่อนจะถึงวาเลนไทน์
   สมัย ม.ปลาย ประมาณ ม.6 เห็นจะได้...
   ตอนนั้นผมเคยตั้งใจที่จะสารภาพรักกับผู้หญิงคนหนึ่งในวันวาเลนไทน์ แต่สุดท้ายแผนก็ล่มไม่เป็นท่า เพราะเธอดันไปสารภาพรักกับรุ่นพี่หนุ่มมหาฯลัยซะก่อน เพราะงั้นผมเลยต้องกินน้ำใบบัวบกแก้ช้ำตามระเบียบ...

   สมัยเรียนมหาฯลัย ตอนอยู่ปี 2...
   ด้วยความที่ผมเรียนคณะที่เกี่ยวกับสายวิทย์สุขภาพ ผมเลยเอาแต่นั่งอ่านตำรากายวิภาคศาสตร์เงียบ ๆ คนเดียวในห้องสมุดมหาฯลัยไปวัน ๆ ผมจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นใกล้จะวันวาเลนไทน์พอดิบพอดี ซึ่งมักจะมีร้านดอกไม้เข้ามาขายดอกกุหลาบในมหาฯลัยอยู่เกือบทุกปี แถมคิทแคทในร้านสะดวกซื้อก็ลดราคาลงเพื่อเทศกาลนี้เป็นพิเศษ ถึงอย่างงั้นก็ตาม สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดคือการนั่งอ่านตำราสุดที่รักของผมไปเรื่อย ๆ เหมือนเดิม
   ...อย่างน้อยตำรามันก็ไม่ได้หักอกเราเหมือนผู้หญิงนี่หว่า!

   เพราะถูกผู้หญิงหักอกเมื่อสมัยเรียน ม.ปลาย ตอนนั้น เลยทำให้ผมมีอาการของโรคกลัวความรักอยู่หน่อย ๆ โดยปริยาย ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำตอบให้ไม่ได้สักทีว่าจะมีสารเคมีหรือยาตัวไหนได้บ้างที่จะแก้โรคนี้ให้หายขาดได้สักที ...อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การไล่ให้ผมกลับไปกินน้ำใบบัวบกอีกครั้งเป็นแก้วที่สอง

   "หวืด... หวืด..." จู่ ๆ โทรศัพท์ของผมก็สั่น พร้อมกับขึ้นหน้าจอที่มีเบอร์โทรศัพท์ที่คุ้นตา ผมเลยออกจากห้องสมุดเพื่อไปรับสายข้างนอกอาคาร
   ...
   "ฮัลโหล?"
   "ฮัลโหล กฤษณ์ นี่... ตรีเองนะ"
   "ตรี? เอ่อ... ตรีไหนครับ?" ใครก็ได้ช่วยบอกผมทีว่าไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น...
   "กฤษณ์... ฮึก! เรา... คือเราขอไปหากฤษณ์ได้มั้ย?"
   "เอ่อ ขอโทษนะครับ โทร.ผิดหรือเปล่าครับ?" เนียนไว้ ๆ มันไม่มีทางจบแค่มาหาแน่นอน
   "กฤษณ์... เรากับพี่ผาเลิกกันแล้ว ฮึก! ฮือ ๆ..."
   
   ใจหนึ่งก็แอบดีใจนิด ๆ ที่ผมมีโอกาสที่จะได้ดูแลตรีอีกครั้ง แต่อีกใจหนึ่ง...

   ...ว่าแล้ว! ถ้าไม่มีเรื่องอะไรคงไม่มีทางโทร.มาหาแบบนี้หรอก
ถึงคุณผู้ชายทั้งหลาย...
หากคุณสามารถเข้าจิตเข้าใจผู้หญิงได้เกือบทุกเรื่อง...
...ขอให้ภูมิใจไว้นะครับ เพราะนั่นคือความสามารถพิเศษที่หายากที่สุดในโลกแล้ว
สำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ ครับ... 
   หน้ามหาฯลัยที่ผมเรียนจะมีร้านกาแฟอยู่ฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าพอดี เราสองคนนัดเจอกันที่นั่น แล้วสั่งของหวานมาทานกันเหมือนสมัยเรียน ม.ปลาย ไม่มีผิด เธอยังคงสั่งบลูเบอรี่ชีสพายของโปรดคู่กับน้ำพั้นช์เหมือนเดิม ส่วนผมเองก็สั่งลาเต้เย็นเหมือนเดิมเช่นกัน   ในวันนั้น ตลอดทั้งบทสนทนาของเราคือการระบายความในใจของตรี สาวสวยคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เพิ่งเลิกกับรุ่นพี่ผู้เป็นแฟนหนุ่มที่เป็นถึงเดือนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เธอสงสัยว่าแฟนรุ่นพี่ของเธอจะนอกใจ และเธอเองก็ขี้หึงเกินไปด้วยส่วนหนึ่ง
   ตอนจบของความรักของเขาและเธอเลยกลายเป็นการแยกกัน ...เหมือนกับเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวกันแบบ Meiosis ในระยะ Anaphase I ที่โครโมโซมคู่เหมือนจะเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน แล้วเคลื่อนที่ไปยังขั้วตรงข้ามของเซลล์...
   อา... คิดนอกเรื่องอีกแล้วสินะเรา
   ...
   "พาเราไปกินเหล้าหน่อย!"
   "ฮะ?"
   "พาเราไปเมาที ที่ไหนก็ได้" บางครั้งผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่เหล้าเกิดจากสารเคมีอินทรีย์ที่เรียกว่า Ethyl alcohol หรือเอทานอลแท้ ๆ... แถมยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตับแข็งอีกต่างหาก แต่ทุกครั้งที่อกหัก เราก็ชอบที่จะหันหน้าเข้าหาเหล้าเกือบทุกครั้งไป
   "ตรี คือเรา..."
   "แกชอบเราใช่มะ?"
   "ฮะ?"
   "เรารู้นะ... ว่าแกชอบเรา ตอนนั้นอะ"
   "..." ผมไม่รู้หรอกนะว่าตอนนั้นเธอรู้ได้ยังไง แต่ถ้าเธอรู้แบบนั้นแล้ว ผมคงไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วล่ะ
   "อืม ชอบมา 3 ปีแล้วน่ะ ตอนนั้น"
   "แล้วตอนนี้ล่ะ? แกยังชอบเราอยู่หรือเปล่า?"
   "...ตรี" สายตาของเธอที่มองผมในขณะนั้น คือสายตาที่กำลังขอร้องว่าให้ผมอยู่กับเธอ แต่จู่ ๆ ในสมองของผมก็ฉายสไลด์ที่แสดงทฤษฎีของ Pavlov ขึ้นมา..

   'ถ้าหากเปรียบเทียบความรักกับทฤษฎีของ Pavlov แล้ว... การที่ผู้ชายซื้อของให้ผู้หญิงก็เหมือนกับการวางเงื่อนไขตามทฤษฎีของเขา ก็จะกลายเป็นว่า ถ้าผู้หญิงมาหาผู้ชาย เธอจะได้ดอกไม้ทุกครั้ง แล้วถ้าหากเธอมาหาแต่ไม่มีดอกไม้ให้เธอ เธออาจจะรู้สึกโมโหนิดหน่อย หรือรู้สึกหัวเสียอย่างแรงจนเดินกลับบ้านไปและไม่มาหาคุณในที่สุด ความรู้สึกของผู้หญิงจะประมาณนั้น ฉะนั้น... อย่าคาดหวังกับความรักมากเกินไป...'

   ผมเรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นเลคเชอร์วิชาจิตวิทยาที่เรียนไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เท่าที่จำความได้ก็ประมาณนี้ พอผมนึกแบบนั้นแล้ว สมองก็เริ่มประมวลสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเพื่อแปลงผลออกมาในรูปแบบของทฤษฎี Pavlov
   ...ซึ่งผลที่ได้คือ ผมเอง ที่เป็นสุนัขของ Pavlov
   "กฤษณ์... เรามาลองคบกันดูมั้ย?"
   "ตรี... เราชอบตรีนะ" สีหน้าที่เศร้าหมองของเธอเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง ก่อนที่ผมจะพูดประโยคต่อจากนั้นจนเธอหน้าถอดสีในทันที

   "เราชอบตรีมา 3 ปี แค่ตอนนั้น ส่วนตอนนี้... เราไม่ได้คิดอะไรกับตรีเหมือนตอนนั้นแล้ว" ผมลุกจากที่นั่งแล้วไปจ่ายเงินก่อนที่จะหยิบกระเป๋าเดินออกไปจากร้าน

   "ถ้าตรีจะคบกับเราเพื่อประชดพี่คนนั้นน่ะ เราว่าเรายอมโดนตริีปฏิเสธหลังจากที่เราบอกรักยังจะดีกว่า ...และหัวใจมันเป็นอวัยวะที่สำคัญกับชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่ของเล่นที่จะเอามาเล่นแล้วโยนทิ้งขวางได้นะ"
   ...

   พรุ่งนี้ก็วันวาเลนไทน์ สำหรับคนอื่นคงใกล้ถึงวันพิเศษ แต่สำหรับผมแล้ว ไม่สำคัญเท่ากับวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่มีเรียนและสอบควิซก่อนเรียนเหมือนเคย เพราะงั้นทุกครั้งที่ก่อนจะเข้าไปสอบควิซ ผมเลยซื้อช็อกโกแลตจากร้านสะดวกซื้อมาทานก่อนสอบเสมอ ซึ่งหลังจากคิดเงิน ผมก็หยิบถุงที่ใส่ช็อกโกแลตที่ซื้อเมื่อครู่ มาทานที่ใต้ตึกคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นตึกที่ผมต้องมาเรียนเลคเชอร์วิชาชีววิทยาวันนี้ แต่ว่า...
  "เฮ้ย! ถุงใครวะเนี่ย!?" ภายในถุงที่ผมหยิบมา เป็นช็อกโกแลตยี่ห้อ Cadbury Dairy Milk รสมิลค์ช็อกโกแลต ขนาด 24 บาท ซึ่งมีอยู่ 2 อัน ทั้ง ๆ ที่ในถุงควรจะเป็นคิทแคทอันละ 12 บาทแท้ ๆ...
   แล้วจะรู้มั้ยวะเนี่ยว่าใครเป็นเจ้าของ!? แถมอีก 15 นาทีก็จะสอบควิซแล้วอีกต่างหาก! โชคดีที่วันวาเลนไทน์เป็นวันพรุ่งนี้ ไม่งั้นผมคงได้เกลียดวันพิเศษนี้ไปสักพักใหญ่ ๆ แน่!
   ...
   ขณะเดียวกัน ที่หน้าร้านขายเครื่อมดื่มใต้ตึกเดียวกัน...
   "แก... ดูดิ!"
   "มีอะไรอะวิว?"
   "คือเราซื้อช็อกโกแลตมาจากร้านสะดวกซื้อ แต่เราหยิบของใครก็ไม่รู้มาอะ!"
   "เฮ้ย? จริงดิ?"
   "เนี่ย ทำไงดีอะแก ป่านนี้เจ้าของคงหงุดหงิดแล้วแน่อะ"
   "เฮ้ยเดี๋ยวก่อนแก... ถุงที่พี่คนนั้นถือนั่นก็ถุงเดียวกับแกเลยนี่ ลองไปถามเขามะ?"
   "แก! นั่นพี่กฤษณ์เลยนะ ไม่กล้าอะ พี่เขาดูน่ากลัวอะ"
   "เฮ้ยแก เชื่อเรา พี่กฤษณ์ก็พี่กฤษณ์เถอะ!"
   ...
   อีก 15 นาที
   อีก 15 นาทีเท่านั้นที่ผมจะต้องขึ้นลิฟท์ไปห้องเลคเชอร์ให้ทันให้ได้ ส่วนช็อกโกแลตถุงนี้ผมจะต้องไปที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อไปถามพนักงานที่ร้านว่าใครเป็นเจ้าของ จะได้ตามหาถูก ...แต่ลูกค้าก็เข้าออกตลอดนี่หว่า แล้วเขาจะจำได้เหรอวะ?
   "กิ๊ง!" ลิฟท์มาทันเวลาพอดี อาจารย์อย่าเพิ่งรีบสอบนะครับ ผมเพิ่งขึ้นลิฟท์!   "รอด้วยค่ะ!" จู่ ๆ รุ่นน้องผู้หญิง 2 คนก็มาขอขึ้นลิฟท์ ผมเลยเปิดลิฟท์ค้างไว้ให้ทั้งคู่ หลังจากที่ลิฟท์ปิดลง รุ่นน้องผู้หญิงทั้งสองต่างกระซิบกระซาบและมองมาทางผมเป็นระยะ จนผมอดสงสัยไม่ได้เลยตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ
   "เอ่อ น้องครับ น้องมีปัญหาอะไรกับพี่ก็บอกตรง ๆ ได้เลยนะครับ"
   "เอ่อคือ... คือ..."
   "โอ้ย! มัวแต่คือ ๆ อยู่นั่นแหละไอ้วิว! เอ่อ พี่กฤษณ์คะ คืองี้ค่ะ ไอ้วิวมันสงสัยว่าจะสลับถุงช็อกโกแลตกับพี่น่ะค่ะเพราะเห็นถือถุงอยู่"

   "ถุงช็อกโกแลต? งั้น... ถุงนั้นมีคิทแคทขนาด 12 บาทอยู่ใช่มั้ยครับ? เพราะของพี่มีแต่ Cadbury อยู่ 2 อัน"
   "ใช่ค่ะ ๆ ! ของวิวเองค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ขอโทษพี่กฤษณ์ด้วยนะคะ"
   "ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ ขอโทษด้วยนะ" เราแลกถุงช็อกโกแลตคืนให้กันก่อนที่ลิฟท์จะหยุดที่ชั้นที่ผมจะออกพอดี
   "งั้นพี่ขอตัวก่อนนะครับ มีสอบควิซน่ะ"
   "โชคดีนะคะพี่กฤษณ์"
   "สู้ ๆ นะคะ" ทั้งคู่อวยพรการสอบให้ผม แต่ที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่งคือ... ชีพจรของผมมีอัตราการเต้นที่เร็วขึ้น หลังจากที่เผลอสบตากับรุ่นน้องที่ชื่อ "วิว"
   "ขอบคุณครับ" ผมมองรุ่นน้องทั้งคู่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ลิฟท์จะปิดลง

   รุ่นน้องคนที่ชื่อวิว... ตอนยิ้มนี่น่ารักดีเหมือนกันนะ
ผมเพิ่งรู้ ณ วินาทีนั้น...
...ว่า "รอยยิ้ม" จากใครสักคน
สามารถเปลี่ยนเป็น "ยา" ที่ใช้รักษาใจได้ด้วยเหมือนกัน...
   ...
   "แล้วหลังจากนั้นเป็นไงต่ออะพี่?" ผู้ช่วยงานประจำตัวผมถามถึงเรื่องราวหลังจากนั้น...
   "ตอนนั้นน่ะเหรอ?... อย่ารู้เลย"
   "โหพี่! เก็บเงียบทำไมอะ? เล่ามาขนาดนี้แล้ว"
   "ฮ่า ๆ เก็บไว้บ้างเถอะ ขืนเล่าหมดก็ไม่ลุ้นน่ะสิ!"
   "พี่กฤษณ์แกล้งดิวอีกแล้วเหรอคะ?" วิวทักผมพลางจัดจานอาหารวางไว้บนโต๊ะ
   "เปล่า พี่เปล่าแกล้งนะ ก็ดิวมันถามพี่น่ะว่าหลังจากนั้นเรื่องราวของเรามันเป็นยังไงต่อ"
   "อ๋อ! ที่พี่กฤษณ์มาสารภาพรักกับวิววันต่อมาเลยน่ะเหรอคะ?"
   "เฮ้ยเดี๋ยวเถอะ ๆ! อย่าแกล้งพี่แบบนี้ดิ!"
   "ฮ่า ๆๆๆ! พี่กฤษณ์แดงทั้งหน้าทั้งหูแล้วนะครับนั่นน่ะ!"
   "พอเลย ๆ!!! แกน่ะกินหมูกระทะไปเลย จะได้เงียบ ๆ"
   "อย่าแกล้งดิวสิคะพี่กฤษณ์"
   "..." ผมเกลียดนะ บางที แค่วิวยิ้มมาผมก็แพ้แล้วจริง ๆ ไม่เคยจะชนะได้สักครั้งเลย

   เราจัดงานฉลองครบรอบการแต่งงาน 3 ปีของเรา...
   ครบรอบวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่เราได้พบกันครั้งแรก วันสารภาพรัก และวันแต่งงาน...
   ...เป็นวันก่อนจะถึงวันวาเลนไทน์พอดี.

(End.)

SHARE
Writer
Midnight_Cat
Always in rain.
นึกอะไรออกก็พิมพ์ได้เรื่อย ๆ เก่งพิมพ์มากกว่าพูด

Comments