คุณค่าของเวลา
หลายวันมานี้ มีสิ่งให้ได้ครุ่นคิดอยู่สองเรื่อง
“เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตเราทั้งสิ้น
แต่คิดว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง เลยเลือกที่จะเล่าให้ฟัง”

เรื่องที่หนึ่ง เราจะปรับปรุงพัฒนาชีวิตอย่างไรได้บ้าง ภายใต้เงื่อนไขสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ จะทำอย่างไร ให้อยู่รอดปลอดภัยทั้งตัวเองและผู้อื่น เป็นไปอย่างสอดคล้องกับความปกติของที่นี่ และเกิดคุณประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นมากที่สุด

เรื่องที่สอง เราจะทำอย่างไรให้นักเรียนที่มีอยู่ รอดพ้นจากค่านิยมจอมปลอม เป็นคนดี ตระหนักถึงคุณค่าของความมีวินัยในตนเอง เห็นความสำคัญของคุณธรรมควบคู่ไปกับการแสวงหาความรู้ รู้และเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้องตรงตามจริง

สิ่งที่จะเป็นกุญแจไขปริศนา 2 ข้อนี้ได้ คือ
“การเห็นคุณค่าของเวลา”

หากสังเกตคนที่มีวินัย เขามักจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าของเวลา ใช้ 24 ชม. อย่างเกิดประโยชน์และมีคุณค่ามากที่สุด.. และเวลาไม่เคยพอสำหรับคนกลุ่มนี้เลย แต่ทำไมคนส่วนใหญ่จึงใช้เวลาราวกับว่าซื้อหามาได้ มีใช้อย่างไม่จำกัด..

ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อย เสพติดการใช้นิ้วเขี่ยหน้าจอ เลื่อนไปเลื่อนมา ที่เราทำอย่างนี้เพราะเราคิดว่า เวลาที่มีอยู่นั้นมากมาย เรารวยเวลา และไม่จำเป็นต้องให้คุณค่ามันมากนัก เพราะเรายังมี”พรุ่งนี้”เสมอ และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่คนส่วนใหญ่ผัดวันประกันพรุ่ง

แต่หากคำนวณดีๆแล้ว ยกตัวอย่างเราเอง ขณะนี้มีอายุ 26 ปี หากคิดเล่นๆว่า จะลาโลกไปตอนอายุ 75 ปี เราจะเหลือเวลาหายใจอยู่บนโลก ประมาณ 17,000 วัน... และแต่ละปีผ่านไปไวมาก 365 วัน จึงลดทอนลงไปอย่างรวดเร็ว
ถ้าคิดเป็นชั่วโมงเท่ากับว่าเรามีเวลาอยู่บนโลก 17,000 x 24 = 408,000 ชม. หักลบเวลานอนออกไปอีก วันละ 8 ชม. ก็เหลือเวลาเพียงแค่ 272,000 ชม. ไม่ได้มากมายเลย

นี่ยังไม่นับเวลาที่เราเอาไปใช้เล่นโทรศัพท์ ดูหนัง ฟังเพลง ฟังชาวบ้านนินทากัน โกรธเคือง คับแค้นใจ ร้องไห้เสียใจจากความผิดหวัง ใช้เวลากับงานจนลืมให้เวลาลูกน้อยที่รอคอยอยู่ที่บ้าน เดินห้างช๊อปปิ้ง หาสรรพคุณสินค้าเพื่อตัดสินใจ กินเหล้าเมายา ทะเลาะตบตี เสพสื่อรกรุงรัง ทุ่มเทการงานเพื่อหนีตัวเอง ละทิ้งครอบครัวเพื่อหาความสุข ฯลฯ

มีผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตไปในแนวทางนี้
ละเลยการทำความเข้าใจชีวิต
มองไม่เห็นความสำคัญของเวลาและคุณค่าของการพัฒนาตนเอง

มองเห็นวัตถุ เงินทอง ชื่อเสียง
เป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต

มีค่านิยมมองคนประสบความสำเร็จ หรือคนมีอำนาจ จากค่าของวัตถุและตัวเงิน และคนที่ไม่มีวัตถุเงินทองคือคนที่ล้มเหลวในชีวิต... เป็นความเชื่อที่ฝากความสุข(ที่เราเป็นเจ้าของแท้ๆ)ไปกับการยึดติดของที่รอวันเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ แขวนความสุขทุกข์ไว้กับชื่อเสียง วัตถุ เงินทอง...

===

การคิดทบทวนร่องรอยการใช้เวลาของเราเอง
ทำให้รู้ว่าเรายังใช้เวลาฟุ่มเฟือยอยู่มาก และพบว่าเราละทิ้งเวลาโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่ค่อยมีสติไคร่ครวญการกระทำในช่วงเวลานั้นๆ

- เราหมดเวลาไปกับการทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตา กลับมาก็ยังหอบงานมาทำด้วย รับทุกงานไม่เคยปฏิเสธ เพราะเรายังไม่เห็นคุณค่าของเวลา นั่นหมายความว่า เราทำงานเกิน 9 ชม.ต่อวัน
- เราใช้เวลาเขี่ยโทรศัพท์รวมแล้วที่ยกขึ้นมาแต่ละครั้ง เฉลี่ยประมาณ 42 นาทีต่อครั้ง วันละ ไม่ต่ำกว่า 3 ชม.ใช้ในเรื่องไร้สาระราว 2 ชม. เขียนไดอารี่ 1 ชม.
- ขาดสติล่องลอยตอนอาบน้ำประมาณ 20 นาที
- นอนขี้เซา 8 - 9 ชม.
- ทบทวนตัวเอง ชาร์จแบตชีวิต 1 ชม.

หมดแล้ว...24 ชม. ของเรา

แยกออกมาอย่างนี้ ทำให้พบว่า เราใช้เวลาได้คุ้มค่าแค่ 3 ชม. ต่อวัน (นับเวลานอกเหนือจากเวลาทำงาน ซึ่งจะมีเหลืออยู่ 15 ชม.)

จะทำอย่างไรจึงจะบริหารเวลาได้คุ้มค่าที่สุด...
คิดวางแผนวังจรชีวิตใหม่ สร้างความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆที่มีคุณค่า สัก 2 สิ่งต่อวัน เราเลือกการอ่านหนังสือวันละ 20 หน้า และวิ่งออกกำลังกาย (ยังคงการเขียนไดอารี่ไว้ เพราะคิด”เอาเอง”ว่ามันจะมีคุณค่า)


โดยตั้งเงื่อนไขกับตัวเองว่า...
1.เมื่อกลับถึงหอจะเปลี่ยนเสื้อผ้าและไปวิ่งทันที
2.เมื่อวิ่งเสร็จจะอาบน้ำและนั่งสมาธิทันที
4.ฟรี....(ให้รางวัลตัวเอง)
5.ก่อนนอนจะต้องอ่านหนังสือ 20 หน้า
6.เข้านอนไม่เกิน 4 ทุ่ม 
เอาแค่นี้ก่อน... รอดูว่าเราจะสร้างวงจรใหม่สำเร็จไหม ศัตรูที่อันตรายที่สุด คือตัวเราเองนี่แหละ

คงต้องฝึกตัวเองให้ได้คงที่ มีวินัยก่อน
จะได้สอนนักเรียนได้เต็มปาก
เพราะเราเชื่อว่าเมื่อเราเห็นคุณค่าสิ่งใด
การดำเนินชีวิตของเราจะสอดคล้องไปกับสิ่งที่เราเห็นคุณค่าด้วย ดังนั้นการถ่ายทอดตัวตน ผ่านการเป็นแบบอย่างที่ดี คือคำสอนที่ดีที่สุด

“เพราะเราเองก็มีครูซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีอยู่เช่นกัน”

SHARE
Writer
LOOKPAT_diary
เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์

Comments