วันที่ฉันก้าวออกมา วันที่ฉันชนะตัวเอง วันที่ฉันไม่มีตัวตน และสุขแสนเบาสบาย
- 1 -
ก่อนออกวิ่ง

นานมาแล้วที่เราไม่เข้าใจว่าวิ่งไปเพื่ออะไร
นานมาแล้วที่เราสงสัยว่าทำไมพวกเขาเหล่านั้นจึงวิ่งกัน 

ตอนมัธยม โรงเรียนเคยจัดวิ่งมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร เพื่อนักเรียนได้วิ่ง ตอนนั้นรู้สึกเป็นอะไรที่ไกล และหนักหน่วงมาก เราวิ่งได้แค่สัก 500 เมตรได้ละมั้ง แล้วก็ไม่รอด เดินหอบเหนื่อย แต่ก็ฝืนจนจบได้ 

พอมามัธยมปลาย ยิ่งแล้วใหญ่ ช่วงวัยรุ่นที่ไม่ค่อยคิดจะออกกำลังกายอะไร แถมเรื่องแอลกอฮอล์มาเต็ม ทำลายสุขภาพตัวเองเสมอๆนั่นแหละ ไหนจะเรื่องผิดหวัง เสียใจ อกหัก ทำให้เด็กมัธยมอย่างเราหลงทาง ไม่ได้รักตัวเอง เสียสุขภาพ พอวันหนึ่งโรงเรียนจัดวิ่งมินิมาราธอนอีกครั้ง เด็กมัธยมปลายคนนั้น หรือฉันคนเก่า กำลังเมาก่อนจะวิ่งไม่กี่ชั่วโมงต่อมา พอถึงเวลาวิ่งจริงก็ไม่ไหว ไม่ได้วิ่ง เยาะๆแหยะๆไปได้แค่ไม่กี่นาที ไม่กี่ร้อยเมตร ก็ถอดใจ โบกรถกลับบ้าน กลับไปนอนหลับเอาเสียดื้อๆ น่าจะเป็นช่วงที่แย่ที่สุดในชีวิต ที่ชอบทำลาย ทำร้ายตัวเองอย่างจริงจัง 

พอเวลาผ่านไป เลิกดื่มหนักๆ มาผ่อนเบาลงเรื่อยๆ ก็ดีน่ะ แต่ก็ยังไม่เคยคิดจะวิ่งจริงจังซักที จนกระทั่งปีที่แล้ว ปี 2017 เจออุบัติเหตุ อย่างที่ย้ำแล้วย้ำอีกกับตัวเองนี่แหละ ถึงได้รู้ว่าชีวิตมันสั้นแค่ไหน มันไม่มีใครสนใจรักคุณ รักตัวเราได้เท่ากับที่เราจะรักตัวเองอีกแล้ว 
ปีที่แล้วเลยเลิกดื่มอย่างจริงจัง หันมารักสุขภาพอย่างแท้จริง

ปี 2018 ย่างเข้ามาในเดือนแรก เราเลยคิดว่าจะไม่รีรออีก ทันทีที่ฟื้นตัวได้ จะออกวิ่ง นั่นคือความตั้งใจตั้งแต่ตอนบาดเจ็บ และเราก็เริ่มซ้อมทันทีที่ทำได้ ซ้อมอยู่เกือบเดือน พอเข้ากุมภาพันธ์เลยคิดว่า จะลองทดสอบตัวเองด้วยสนามมินิมาราธอนนี้สักหน่อย แต่ปรากฏว่าเกิดบาดเจ็บซะก่อนวิ่งเลย อุปสรรคมาแล้ว สิ่งที่ต้องตัดสินใจต่อมาคือจะเอาไงต่อ จะวิ่ง หรือ ถอนตัว?

แล้วฉันก็ออกวิ่ง
ผมคิดถึงตอนสมัยเด็กมากๆ 
ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนเด็กๆเล็กๆชอบวิ่งขนาดไหน 
เคยวิ่งกับเพื่อนและเร็วมาก จนเพื่อนตามไม่ทัน แต่พอตั้งใจวิ่งอีกทีวิ่งไม่ออกเอ๊ะยังไงน่ะ? เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง และอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงกันนะ ครั้งหนึ่งตอนประถมเคยหนีออกโรงเรียน จนครูและรุ่นพี่หลายคนต้องวิ่งไล่จับ ปรากฏว่าเรามันไอ้หนูลมกรดที่วิ่งฉิวจนครูและรุ่นพี่หลายๆคนวิ่งตามไม่ทัน พอเป็นแบบนั้นต่อๆมาเลยถูกจับลงวิ่งแข่งหลายครั้ง แต่ก็ค่อยๆความเร็วตกเรื่อยๆเมื่อโตขึ้น และสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าทิ้งการวิ่งไปตั้งแต่เมื่อไหร่ 
ความคิดเหล่านั้นโลดแล่นในระยะเริ่มต้นของการวิ่ง มินิมาราธอนรายการแรกของปี 2018 ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตั้งใจไว้ว่าจะลงวิ่งเพื่อมอบให้เป็นของขวัญของตัวเอง แล้วก็วิ่งไปในระยะทาง 10 กิโลเมตรตรงหน้านั้น...

05.02.2018


- 2 -
เกร็ดความรู้สึกที่ได้รับระหว่างวิ่งระยะไกล

วิ่งจบไปหนึ่งรายการแล้วสำหรับปีนี้ ถือว่าสำเร็จไปหนึ่งอย่าง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ภายใต้ความรู้สึกดีๆมากมายขณะวิ่งอยู่บนถนนพร้อมกับคนเหล่านั้น ตรงนั้น ได้รู้จักโลกอีกใบที่เป็นความสุขของนักวิ่ง ได้รู้ว่าความสุขเหล่านั้นคืออะไร ได้รับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นด้วยตัวเอง แม้จะแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บแต่ก็คุ้มค่าที่ได้ลงวิ่ง
 .
มีเรื่องราวมากมายตั้งแต่ก่อนวิ่ง ความท้าทาย ขีดจำกัดและการเอาชนะตัวเองตรงนั้น ความตั้งใจแรกที่อยากเอาชนะความขี้เกียจ เอาชนะความอ่อนแอของตนเอง ด้วยตัวเอง ทุกอย่าง รวมไปถึงวันวิ่งจริงที่ต้องตื่นแต่เช้าท่ามกลางความหนาวเย็น แถมการบาดเจ็บยังไม่หายสักนิด แค่ลุกยืนก็เจฺ็บแล้ว ตอนนั้นคิดว่า "จะไหวมั้ย ถอนตัวดีมั้ย" แต่พอคิดแบบนั้นก็มีชุดความคิดอีกตัวแทรกเข้ามา "มึงจะแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งเลยเหรอ" แล้วก็ฝืนลุกขึ้น ออกไปยังจุดเริ่มต้นจนได้ เราเอาชนะอุปสรรคแรกมายืนเหนือจุดเริ่มวิ่ง และออกวิ่งตามกำหนดการไปพร้อมกับคนอีกหลายร้อยคนตรงนั้น ขณะวิ่งก็แบกรับความเจ็บปวดไปด้วย เจ็บปวดตรงเข่าทุกครั้งที่ก้าวเท้าไปกระทบพื้นไม่รู้เป็นตรงไหน เข่า ข้อ กล้ามเนื้อ เอ็น เราไม่รู้เลย แต่ก็ฝืนก้าว วิ่งไปตามจังหวะที่ทุกคนวิ่ง ช่วงแรกๆ ถือว่ายังฝืนได้นิดนึง แต่พอระยะ 500 เมตรแทบทรงตัวไม่ได้ ก็ยังบอกกับตัวเองว่า "ต้องไปให้ได้ แกซ้อมมาเพื่อวันนี้น่ะ"
.
แบกความเจ็บนั้นย่ำเท้าวิ่งต่อไป วิ่งช้ากว่าปกติมาก แทบเป็นจังหวะเดิน ช้าอีกนิดคุณยายคงเดินแซงได้แหล่ะ เพซ 9-10 ดูแล้วก็ไม่พอใจ คนมากมายวิ่งแซงไป "นี่เราจะอยู่คนสุดท้ายของขบวนเลยเหรอ" พอคิดแบบนั้นเริ่มทนได้เพราะชินกับการกระแทกซ้ำๆไปแล้ว เอาเป็นว่าถ้ามันไม่ล้มพับลงไปก็อย่าหยุดวิ่ง วิ่งกระเพกก็ยังดีจนผ่านไปถึงกิโลเมตรที่สองเริ่มรู้สึกชินและเริ่มวิ่งเร็วขึ้น ไต่มาระดับเพซ 8-7 ได้ เลยมองดูรอบตัว เห็นว่ายังไม่รั้งท้ายนะ อยู่ประมาณ 3 ส่วน 4 ของขบวนอยู่ แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียส อะไรนิ แค่ลงวิ่งและได้วิ่งจนจบรายการก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงแล้วนะ พอคิดแบบนั้นก็เลยสนุกไปกับการวิ่ง เสพบรรยากาศข้างทาง เก็บบรรยาการตอนวิ่งแซงคนอื่นได้บ้าง โดนคนอื่นแซงบ้าง วิ่งไปข้างคนที่เหนื่อยหอบแล้วบอก "ฮึดวิ่งอีกสักยกครับ" แล้วทุกคนก็จะบอกว่า "มะ เอาก็เอา" พร้อมกับรอยยิ้ม เสียงหัวเราะเป็นความสนุกสนานกันและวิ่งไปพร้อมกับกลุ่มนั้นจนผ่านกิโลเมตรที่ 3 ที่ 4 ไปได้
.
ตอนนั้นนึกถึงคำแนะนำพี่วิก (คุณ วิกรานต์ ปอแก้ว - เจ้าของหนังสือความโดดเดี่ยวของนักวิ่งระยะไกล) ด้วย ที่ว่า "ถึงจุดรับน้ำแล้วเดินร้อยก้าวค่อยวิ่งต่อ เสพบรรยากาศไปด้วยสบายๆ" ก็ทำแบบนั้น จนถึงกิโลเมตรที่ 5 พอก้าวเดินจากจุดให้น้ำไม่กี่ก้าวเห็นช่างภาพเก็บภาพข้างหน้าไกลๆโน่นเลยวิ่งเยาะๆต่อเลย อาการเจ็บหนักก็มาเป็นระยะๆ และแถมมันมาในขณะที่จะผ่านหน้ากล้อง คุณน้าท่านหนึ่งวิ่งมาใกล้ตอนนั้นก็พูดขึ้น "เจ็บเข่าเหรอ" เราตอบ "ครับ เจ็บข้างซ้ายตั้งแต่ก่อนวิ่งละครับ" น้าพูดต่อ "อ๋อ น้าก็เจ็บเหมือนกัน แต่จะผ่านกล้องแล้ว ฝืนหน่อย ขออนุญาติวิ่งแซงก่อนนะ ภาพจะได้สวยๆ" ซะอย่างนั้น เราต่างยิ้มและหัวเราะไปกัน เราวิ่งกระเพกๆผ่านหน้ากล้องไป ช่างภาพก็หัวเราะ ยิ้ม และบอก "สู้ๆครับ" สิ่งเหล่านี้คือความสุขของการได้วิ่ง ที่ทำให้คนมากมายที่ไม่รู้จักกันยิ้มให้กัน หัวเราะ คุย และชักชวนกันวิ่งต่อไปอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเหล่านี้คือความสุขที่นักวิ่งสมัครเล่นอย่างเราได้เห็น ได้สัมผัส และเชื่อว่านักวิ่งทุกท่านก็คงรู้สึกไม่ต่างกันนัก เราว่ามันคุ้มมากแล้วละสำหรับรายการแรกของเราในปีนี้ หลังจากนั้นอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายก็ไม่มีอะไรมากแล้ว กลายเป็นความสุขสนุกๆแบบ Fun Run จริงๆ แม้จะเป็น Mini Marathon ที่ระยะทาง 10 กิโลเมตร ก็ตาม
.
และสุดท้ายที่คิดได้ตอนพาตัวเองมาถึงเส้นชัย แม้จะทำเวลาได้เพซเฉลี่ยที่ 8 นาทีต่อหนึ่งกิโลเมตร แต่รู้สึกได้ว่าเราเอาชนะตัวเองในขั้นแรกได้แล้วและได้รับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการวิ่งตรงนี้และแน่นอน

จุดหมายไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง 
 
ทั้งหมดนี้คือรายการแรก ของปี 2018 และทั้งนี้ก็ตั้งใจไว้ว่าจะมอบการวิ่งนี้เป็นของขวัญวันเกิดให้กับตัวเอง เมื่อวันที่ 1 ที่ผ่านมาด้วย บอกขอบคุณตัวเองที่ทำได้จนถึงตอนนี้ แม้ขณะที่เขียนทั้งหมดนี้จะอยู่ โรงพยาบาลเพื่อมาตรวจสภาพร่างกายที่เจ็บปวดก็ตาม หมอก็ยืนยันคำเดิมว่า พักวิ่ง พักการเดิน ไม่จำเป็นอย่าเดินจนกว่าอาการจะดีขึ้น นั่นแหละ คราวนี้ต้องเชื่อฟังหมอสักหน่อยละ เพื่อจะได้ฟื้นฟูตัวเองเพื่อรายการต่อไป รอก่อนนะ แล้วเจอกันอีกสัก 10k ที่จะทำเวลาให้ดีขึ้น ต้องสนุกและมีความสุขกว่านี้อีกหลายเท่าแน่ๆ
.
พอผ่านจังหวะนี้ไปได้ ก็คิดว่าไม่มีอะไรยากเกินกว่าความพยายามของเราแล้วละ ต่อไปไม่ว่าอะไร เราจะทำมัน ฝืนมัน แบกรับความเจ็บปวดท้าทายเหล่านั้นไปพร้อมกับการทำทุกสิ่งอย่าง อย่างตั้งใจและเต็มที่แน่นอน 
"การวิ่งของอีกคน กระเพื่อมถึงคนอีกหลายๆคนเสมอ 
เหมือนดั่งการปาหินลงน้ำย่อมทำให้น้ำกระเพื่อมทุกครั้งไป"...  
 
06.02.2018



- 3 -
 
Resolution 2018
 
เป้าหมายปีนี้คงไม่มีอะไรใหญ่โตนัก การมีชีวิตที่ดี อาจไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนพร้อมอะไร แต่แค่การได้ใช้ชีวิตอย่าง สนุก และมีความสุขในทุกวัน ปลายปีที่แล้วเพื่อนคนหนึ่งบอกเราให้มีความสุขในทุกวัน และเราก็สัญญากับตัวเองว่าจะเปฺ็นแบบนั้นเหมือนกัน

หลังจากการวิ่งจบรายการแรกเราก็สนุกกับมันมาก และคิดว่ามาถูกทางแล้ว จะว่าไปก็เหมือนพร้อมเทได้ทุกอย่างและไม่ยี่หระกับชีวิตอีกแล้วละนะ จะใช้ชีวิตให้สนุก เป้าหมายสำคัญปีนี้ไม่ยากเกินไปคือการได้บริจาคทรัพย์ การวิ่งจบในหลายๆรายการ แบบมินิมาราธอน แล้วมีสัก 1 รายการที่เป็น ฮาร์ฟมาราธอน จะจบหรือไม่ขอให้ได้ลงวิ่งก่อนก็พอ

นอกจากวิ่งก็คือการจบโครงการดีๆสัก 1 โครงการ แล้วอีกอย่างคือ การตั้งหน้าตั้งตาลุยกับท้องทุ่งและสวนของตัวเองสักครั้งในปีนี้ ก่อนที่จะเดินทางพบปะกับอีกหลายคนที่ต้องพบให้ได้เพื่อประสบการณ์ และเพื่อก้าวต่อไป การเดินทางคือเป้าหมายปลายปีที่จะทำสำหรับปี 2018 และนี่คือเป้าหมายและสิ่งที่จะทำทั้งหมดในปีนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ไม่คัญว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ ขอแค่ได้ทำ ได้พยายามก่อน แค่นั้นก็พอแล้ว

07.02.2018



"...การเอาชนะตัวเอง ก็ต้องขยันซ้อม ซ้อมหนัก
เพราะซ้อมไปเพื่อสลายตัวตนหนาเตอะที่เรามี...
ทิ้งไปก่อน ฉันจะอย่างโน้น ฉันจะอย่างนี้
พอไม่มีตัวตนพวกนั้น
ชีวิตก็เบาสบายดี มีเวลาคิดถึงคนอื่น..."
-ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์-
.
.
.

แม้ใครจะหมดศรัทธาในตัวเรา 
แต่เราอย่าหมดศรัทธาในตัวเอง  

SHARE
Written in this book
ศรัทธาและความหวัง (Believe Faith Hope)
เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม หนทางที่แสนมืดมน เพียงแค่ยัง "ศรัทธา" จะก่อเกิด "ความหวัง" ให้เห็นแสงสว่างในหัวใจ แม้ว่าบางคนจะไม่เข้าใจเธอ จะมองเธอว่าไร้เดียงสาแค่ไหน แค่เพียงเชื่อและศรัทธาในตัวเธอเอง สิ่งที่เธอทำจะไม่สูญเปล่า #Believe_Hope
Writer
ELThanaphat
writer
ข้าพเจ้าว่า ชีวิตมันมีอะไรมากมายนะ เล่าได้ไม่รู้จบ ทั้งดีร้าย แต่บางทีเรื่องเหล่านั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น มากกว่าที่คิดไว้ก็ได้

Comments

niji
2 years ago
เก่งมากค่ะ อดทนคือชัยชนะ
Reply
ELThanaphat
2 years ago
เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บปวดและคุ้นชินกับมันจะทำให้เราก้าวได้ไกลกว่าเดิม ^^
Awaymessage
2 years ago
สู้ๆนะคะ จากคนที่หลงรักการวิ่ง : )
Reply
ELThanaphat
2 years ago
ขอบคุณครับ
สู้ๆเช่นกันนะ
วิ่งไปด้วยกันครับ ^^