มหาลัยรัฐ VS มหาลัยเอกชน
ฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสังคมที่รุนแรงมากอย่างหนึ่งในไทย เพราะความรักสถาบันหรือเหยียดกันก็ดี วันนี้ก็มาขอบอกเล่ากันเสียหน่อยละกัน!

   เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เด็กยุคใหม่ต้องเจอ

   รัฐ หรือ เอกชน ?

   อยากให้ทุกคนตัดพ่อแม่ ครู เพื่อน และป้าๆ ข้างบ้านออกไปจากสมองแล้วเริ่มอ่านนะคะ ผ่อนคลายสติแล้วมาเสพแนวคิดของฉันกัน

   สวัสดีๆ เริ่มจากฉัน ซึ่งเกิดมาในครอบครัวธรรมดาฐานะก็สามัญชน แต่ตอนนี้กำลังจะเรียนมหาลัยเอกชนค่ะ

   ไม่ใช่เพราะบ้านรวย ไม่ใช่เพราะไม่มีปัญญาสอบมหาลัยรัฐแน่นอน รับประกันด้วยเกรด 3.5 ขึ้น แต่เพราะความชอบและพอใจล้วนๆ พ่วงด้วยทุนค่ะ

   ฉันรู้ดีว่าอนาคตประเทศต้องเปิดกว้าง ภาษาเป็นตัวสำคัญที่สุด จะเอาความรู้งูๆ ปลาๆ ตอนนี้ก็เกรงจะไม่ทันการ ฉันจึงตั้งเป้าหมายเอาไว้ นั่นคือ "ได้ภาษาระดับเชี่ยวชาญ + เรียนจบในคณะที่ชอบ" โดยที่ได้แบบ 2 in 1 เลยค่ะ ไม่คิดจะเอาเวลาไปเรียนพิเศษ เพราะฉันวางแผนอนาคตว่าจะทำอะไรไว้หมดแล้ว ตั้งแต่เรียนต่อยันทำงานจนแก่ ฉันพยายามจะให้มันลงล็อกตามที่คิดไว้

   มหาลัยที่ฉันเลือกเด่นด้านนานาชาติ รวมถึงมีคณะและสาขาที่ฉันชอบจึงตัดสินใจเอาหัวโค้งสุดท้ายตอนม.6 จากรัฐบาลมาเป็นเอกชนทันที

   สำหรับฉันรัฐหรือเอกชนพอๆ กัน ข้อดีข้อเสียต่างกันไป แต่จะรับได้หรือไม่ก็แล้วแต่คน

   เอกชนมีแน่นอนล่ะคนอวดรวย เอาอำนาจมาข่มกัน แต่ข้อดีคือเขาจะเป็นแบบนานาชาติ นั่นคือสอนแบบเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้ทำ ได้ตัดสินใจ เป็นการดัดนิสัยด้วยบางครั้ง เพราะเราต้องต่อเวลา มีความรับผิดชอบ และต้องตั้งใจเรียนมากกว่าคนมหาลัยอื่นเป็นสิบๆ เท่าเพราะเราเรียนต่างภาษาล้วนๆ เวลาจะหายใจแทบไม่มี

   มหาลัยรัฐบาลก็แล้วแต่ที่ค่ะ เท่าที่เคยไปผจญภัยมาก็มีทั้งที่น่ารักและอบอุ่น รวมถึงบางที่ก็น่ากดดันและน่าอึดอัดใจด้วย

   เริ่มที่มหาลัยอันดับหนึ่ง (อะแฮ่ม ขอพื้นที่แสดงความคิดเห็นส่วนตัว วอนอย่าด่าแรงค่ะ) เป็นสถานที่ที่เราอึดอัดในระดับหนึ่งกับสังคมเขา คนที่นี่ก็ออกแนวภาคภูมิใจอยู่แล้ว ส่วนมากคนที่นี่จะเป็นพวกหน้ายิ้ม แววตาเชือดเฉือนค่ะ แนวฉลาดจนน่ากลัวอะไรทำนองนั้น และความโอ้อวดตนเองก็ไม่ได้ด้อยกว่ามหาลัยเอกชนเลย แต่เอกชนอวดรวย ส่วนเขาจะอวดภูมิตนเองข่มคนอื่นค่ะ

   ปล. คนดีๆ ก็มีค่ะ รุ่นพี่คนสนิทเราก็เรียนที่นี่ เราแค่พูดวงกว้างนะคะ ขออภัย (กราบ)

   ที่นี่การแข่งขันสูง เพราะคนส่วนมากก็จะไม่สนใจใคร พยายามถีบตัวเองให้ได้มากกว่าใคร ดังนั้นพวกเขาจะภาคภูมิใจมากกับความรู้และชื่อเสียงสถาบันตนเอง บางครั้งก็แทบจะไม่เห็นหัวใคร ที่กล้าออกมาพูดเนื่องจากอาจารย์เป็นคนมหาลัยนี้คนหนึ่งค่ะ จะว่าไปก็มีอาจารย์จากม.รัฐดังๆ หลายคนเลยล่ะนะเลยกล้าเอามาพูดเพราะซึมซับและเจอมากับตัว

   ฉันไม่ปฏิเสธหรอกนะคะว่ารัฐมีชื่อเสียงมากกว่า แต่การเอามาข่มผู้อื่นทำให้ฉันอดรู้สึกแย่ไม่ได้

   อาจารย์เขามีความรู้จริงน่าชื่นชมมาก แต่นิสัยบางอย่างฉันก็เมินๆ เอา เขาว่าเอกชนมันไม่มีอนาคตหรอกต่างๆ นานา ฉันเมิน แต่เพื่อนฉันเก็บไปคิดมากจนร้องไห้ตาบวมหลายครั้ง

   กระทั่งเพื่อนอาจารย์ก็ยังใช้ถ้อยคำรุนแรงและบ่งบอกว่าเขามีนิสัยไม่น่าคบตอบกลับมาว่าคนเรียนเอกชนมันพวกองุ่นเปรี้ยว (อยากสบายเลยเรียนเอกชน ไม่อดทนสอบเข้ารัฐ) คะแนนสอบก็สู้ใครไม่ได้ ไม่มีใครเขารับเข้าทำงานหรอก ม.เอกชนอาจารย์ดังๆ ที่ไหนเขาจะไปสอน

   ถ้าเรียนม.นี้แล้วเป็นแบบนี้ ฉันยอมเรียนเอกชนเพื่อพิสูจน์ตัวเองดีกว่าค่ะ เพราะฉันเชื่อว่าคนทุกคนมีคุณค่าและความสามารถของตนเอง จะอยู่ที่ไหนถ้าพร้อมเรียนรู้ก็ต้องได้ดี แค่รู้จักอดทนและไม่อคติต่อผู้อื่น ยกตนข่มท่านก็พอแล้ว เชื่อว่าถ้าเรารู้จักยินดีคบหาผู้อื่น ใช้อำนาจบารมีตามจำเป็น ยังไงก็ต้องลืมตาอ้าปากได้แน่นอน

   มหาลัยรัฐที่รองๆ ลงมาหลายแห่งก็ดีค่ะ พวกเขาน่ารักและอบอุ่นมาก อาจารย์ก็น่ารัก รุ่นพี่ทุกคนเฮฮาและสนุกสนาน ดูแลเราดีทุกอย่าง เราสามารถเปรียบเทียบสองมหาลัยนี้ได้ชัดเจนเลยค่ะว่าบรรยากาศมันต่างกันมาก เหมือนหนึ่งคือสังคมชนชั้นสูง ส่วนอีกหนึ่งคือสังคมชาวบ้าน ทั้งที่ก็เป็นมหาลัยรัฐเหมือนกันแท้ๆ

   สำหรับเรื่องอาจารย์ เทียบกับม.รัฐที่อาจารย์ค่อนข้างสูงอายุซะส่วนใหญ่ ม.เอกชนที่มีเงินย่อมต้องจ้างคนเก่งได้เหมือนกัน อาจารย์ติวเตอร์ดังๆบางคนก็เคยสอนในม.เอกชนด้วยซ้ำนะ ดังนั้นเรื่องอาจารย์น่ะไม่ต้องห่วง

   อาจารย์บางคนเก่งก็จริง แต่เขาสอนใครไม่เป็น ความเก่งที่มีก็แค่ชื่อเสียงประดับเท่านั้นแหละ ดังนั้นไม่ต้องซีเรียสกับอาจารย์ดังไม่ดังหรอก (เพื่อนเล่ามาว่าอาจารย์ท่านหนึ่งในม.รัฐอันดับหนึ่งสอนเคมีนางไม่รู้เรื่อง แค่บรรยายว่าอะตอมปล่อยพลังงานรูปแบบแสง นางอธิบายด้วยศัพท์ทางวิชาการไปสามสี่บรรทัด ทั้งที่ใจความไม่ถึงครึ่งบรรทัดด้วยซ้ำ ต้องตั้งสติฟัง)

   ส่วนเรื่องอาจารย์ดีๆ จบจากต่างประเทศเขามาสอนม.รัฐอันดับต้นๆ กันหมด...โนค่ะ ผิดแล้ว พอดีเห็นอาจารย์หลายท่านที่จบจากต่างประเทศก็พากันมาสอนเอกชนบ้าง เป็นติวเตอร์บ้าง ล่าสุดรู้จักอาจารย์คนหนึ่งจบศิลปะจากเกาหลีด้วยทุนที่ทางนั้นเสนอให้ (เรียนม.เอกชนค่ะ) กลับมาก็สอนที่ราชภัฏค่ะ...

   สุดท้าย...เรื่องการทำงาน ต้องบอกก่อนนะคะว่าทุกคนมีสิทธิทำงานพอๆ กัน เด็กรัฐมีจำนวนมากกว่าเอกชนเยอะก็ตกงานกันเป็นแถว พอเอกชนตกงานบ้างดันเด่นซะงั้น เอาล่ะ มาฝอยเรื่องที่ทำงานกัน

   บางบริษัทแน่นอนว่ารู้ๆ กันภายในว่าไม่รับราชภัฏหรือเอกชน สอบตกมาไม่ต้องเสียใจค่ะ เด็กรัฐที่ไปสอบก็ต้องแข่งกัน สุดท้ายถ้าเขาโปรไฟล์ดีหรือเส้นใหญ่กว่าชนะ เด็กรัฐคนอื่นก็ต้องตกงานไปกับเรา ยินดีด้วยค่ะ คุณจะไม่เดียวดายตามลำพัง (หัวเราะ)

   สำหรับเราเด็กเอกชน พวกเราหมายตาบริษัทนานาชาติมากกว่าบริษัทที่คนไทยทำงานกันส่วนมากค่ะ เพราะพวกเขามองคนที่การทำงานและไม่มีอคติมากนัก อีกทั้งพวกเราที่เด่นด้านภาษาจะได้เปรียบม.รัฐมากกว่าด้วย มีโอกาสสูงกว่าน่ะค่ะ



   ทั้งนี่ทั้งนั้น บทความนี้คือความเห็นส่วนตัวและประสบการณ์ที่เคยพบเจอ ไม่ได้เจตนาจะต่อว่าฝ่ายไหนเป็นพิเศษ แค่ว่ากันตามที่เคยพบเห็นและได้ยินมา อยากจะให้ทุกคนได้มองในอีกมุมว่าชื่อเสียงไม่ได้เป็นทุกอย่าง สิ่งที่พวกเรานักศึกษาต้องการจริงๆ คือสังคมที่เราอยู่ได้และเรียนได้อย่างมีความสุข บางคนชอบสังคมที่กดดัน บางคนก็ชอบแบบอิสระ ดังนั้นถ้าจะเลือกก็ต้องคิดให้ดี ลองไปสัมผัสบรรยากาศมหาลัยที่สนใจสักครั้ง คุณอาจจะพบว่ามันไม่ใช่อย่างที่ฝันหรืออาจเป็นอย่างที่คิดก็ได้

   สำหรับเด็กเอกชนอย่างเราก็ต้องอดทนกับสายตาคนอื่นและความดูถูกจากคนอื่น แต่เราเลือกแล้วเราจะเสียใจไม่ได้ มีแต่ต้องสู้ต่อไปจนสำเร็จด้วยดี เด็กรัฐเองก็ต้องสู้ในแบบของเขา เรามีเพื่อนหลายแบบ และเราไม่เคยปิดกั้นมองคนจากแค่มหาลัยแน่นอน นั่นจึงทำให้เรามีเครือข่ายที่ดีและหลากหลายในอนาคตยังไงล่ะคะ (ยิ้ม)

   ปล. ถ้าอาจารย์เขาบอกให้เราทิ้งเงินสามสี่หมื่นที่จ่ายค่าเทอมมหาลัย ดึงชื่อกลับเข้าระบบสอบ เพื่อไปสอบมหาลัยชื่อดังกว่า โดยไม่สนใจเลยว่าเราจะสอบติดหรือไม่ ถ้าไม่ติดจะทำยังไง คนแบบนี้มีสิทธิว่าคนอื่นเห็นแก่ตัวไหมคะ? คิดบ้างไหมว่ามหาลัยจะมองเรายังไง ครอบครัวเราในอนาคตที่จะมาสอบจะโดนแบนตามไปด้วยไหม โดยที่ตัวเองลอยชายเพราะไม่ได้ลงมือทำแต่รอรับความดีความชอบ ข้องใจมากๆ เลย...


SHARE
Written in this book
Book of the Life
บันทึกในหนึ่งชีวิตของเด็กผู้หญิงมึนๆ งงๆ คนหนึ่ง
Writer
Bambie
Somebody knows.
I don't like the rain, but when you gave me an umbrella with a smile... In that second, I fell in love with you. "พื้นที่นี้คือกระดาษและปากกาของเรา"

Comments

ApollaX5
10 months ago
จริงๆม.เอกชนก็มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคล่องตัว ความเป็นอิสระ ปรับเปลี่ยนเร็ว ทันยุคทันสมัย แต่ข้อเสียอย่างนึงของม.เอกชนที่เป็นเรื่องใหญ่เลยก็คือ "ค่าใช้จ่ายในการศึกษา" แต่ปัญหานี้น่าจะน้อยลงถ้าเศรษฐกิจไทยเราดีขึ้น คนมีรายได้ต่อหัวมากขึ้น
Reply