วัน (ฉัน) เกิด

คุณจำวินาทีแรกที่ลืมตาดูโลกใบนี้ได้ไหม
ฉันจำมันไม่ได้

แต่ฉันรู้ว่ามันเป็นวินาทีเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของผู้เป็นแม่
ฉันรู้ว่ามันเป็นวินาทีบีบคั้นหัวใจของผู้เป็นพ่อ
ฉันรู้ว่ามันเป็นวินาทีแรกของลมหายใจ และเป็นวินาทีสุดท้ายของการรอคอยสู่การเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

ประโยคอวยพรวันเกิดจากพ่อในปีที่ 21 นี้ ต่างจากปีอื่นเล็กน้อย ตรงที่ท่านบอกกับฉันว่า "โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ"

มันอาจจะไม่ได้ดูแปลกสำหรับคนอื่น แต่สำหรับฉัน มันค่อนข้างพิเศษเลยล่ะ
เสมือนเป็นการยอมรับจากพ่อว่า ฉันโตพอที่จะตัดสินใจ และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้น
ถึงแม้ว่าที่ผ่านจะค่อนข้างอิสระอยู่แล้วก็ตาม (ฮ่า)

แม่บอกกับฉันว่า "ต่อให้ลูกจะโตขึ้นมีอายุมากเท่าไหร่ ลูกก็ยังเป็นเด็กสำหรับพ่อกับแม่เสมอ"
และมันก็เป็นจริงเช่นนั้นเสมอมา (ฮ่า)

ปีที่แล้วฉันฝึกหัดขับรถยนต์ และครูฝึกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน.. พ่อของฉันเอง

แต่การขับรถยนต์เป็นก็ไม่ได้ทำให้ฉันดูโตขึ้นในความรู้สึกของพ่อกับแม่สักนิด
ด้วยความที่เรียนอยู่ต่างจังหวัด การกลับบ้านจึงนับครั้งได้
และทุกครั้งที่กลับไปบ้าน ฉันก็จะกลายเป็นตุ๊กตาหน้ารถของพ่ออย่างเสียไม่ได้
แม้แต่จะขับออกไปตลาดที่ห่างจากบ้านไม่ถึง 6 กิโลเมตรก็ตาม...

ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงชีวิตที่เรียกได้ว่า 'ใช้ความรู้สึกตัวเองเปลืองมาก'
การเข้ามาและออกไปของใครก็ตาม ส่งผลกระทบต่อจิตใจฉันไม่่่่่่มากก็น้อยในทุกครั้ง

ช่วงปลายปีที่แล้ว ฉันได้รู้จักผู้ชายสองคนในเวลาเดียวกัน ต้องบอกก่อนว่าที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตในเรื่องความรักอย่าง 'ไปเรื่อย'
การมีคนเข้ามาและออกไปในอันรวดเร็ว ถือเป็นเรื่องปกติ และฉันก็เคยชินต่อการเฟลิต (Flirt) แบบไม่ยึดติด หรือฝากความคาดหวังไว้ที่ใคร
ฉันสนุกกับคำพูดจาหยอกล้อ สนุกกับการพบเจอคนใหม่

แต่ฉันไม่มีความสุข

จนเมื่อสองคนนี้ได้เข้ามา ทั้งคู่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน และทั้งคู่ก็ไม่เหมือนชายคนใดที่ฉันเคยพบเจอ

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
และฉันสนใจ

ประตูโอกาสถูกเปิดขึ้น และเชื้อเชิญเขาทั้งคู่ให้เข้ามา

มีคนบอกว่า "การคุยพร้อมกันหลายคนเป็นเรื่องไม่ดี" แต่ฉันไม่คิดแบบนั้น 

ตราบใดที่ใครสักคนยังไม่ชัดเจนพอให้ฉันเชื่อใจเขา ฉันมีสิทธิให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้เสมอ

และเมื่อถึงวันหนึ่งที่ต้องเลือก ความชัดเจนของพวกเขาจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของฉันเอง

และฉันก็คิดไม่ผิด

ยินดีที่ได้รู้จัก
และลาก่อน

ใครบางคนบอกว่า "คุยหลายคน สักวันจะไม่เหลือใคร"

ฉันเถียง
เพราะท้ายที่สุด.. ฉันก็ยังเหลือตัวเอง
และตอนนี้ ฉันก็มีเขา.. ไม่ใช่เขาทั้งคู่
แต่เป็น 'เขาเพียงคนเดียว'

คำอวยพรจากแม่ในปีนี้ ไม่ต่างจากปีก่อน ๆ สักเท่าไหร่ จะชัดเจนหน่อยในเรื่องความเป็นห่วงที่นอกจากจะให้ระวังตัวแล้ว แม่ยังบอกว่า


"ระวังหัวใจตัวเองด้วยนะ"

นอกจากตัวฉันเองแล้ว คงไม่มีใครรู้จักฉันดีเท่าแม่อีกแล้วล่ะ : )

เมื่อก่อน ตอนที่ยังพ่อกับแม่ยังไม่ใช่สมาร์ทโฟน ท่านก็จะได้รับรู้เรื่องราวของฉันผ่านเครือญาติ และเพื่อนบ้านอีกที (อารมณ์ประมาณป้าข้างบ้าน) หลายครั้งที่มักเกิดเรื่องเข้าใจผิดกัน และฉันก็ทำได้แค่ขอให้ท่านเชื่อใจ

"แม่เลี้ยงลูกมากับมือ แม่รู้ดีที่สุดว่าลูกเป็นคนอย่างไร"


กว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา ปัญหาของฉันคือการเข้าสังคม ดูเผิน ๆ ฉันก็ดูจะเข้ากับคนง่ายนะ แต่ถ้ามองลึกลงไปหน่อยก็จะพบว่า ฉันอยู่ไม่เป็นสักนิด

ฉันพยายามหลีกเลี่ยงสังคมที่สวมหน้ากากเข้าหากัน (แม้เป็นเรื่องยาก) การนินทาลับหลัง แก่งแย่งชิงดีเป็นเรื่องที่ฉันไม่สันทัด และอึดอัดที่จะอยู่

ก็แค่เดินออกมา

ใช่.. ฉันเลือกเดินออกมา 
ถึงแม้ว่าจะเหลือตัวคนเดียว

ไม่ใช่ฉันไม่รู้จักการปรับตัว แต่หากการปรับตัวนั้นไม่ได้สร้างความสุข ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปรับ

เพราะสักวัน โลกก็จะเหวี่ยงคนที่มีทัศนคติเหมือนกันให้มาเจอกัน อาจจะช้าไปหน่อยก็ขอให้คุณเชื่อ

และฉันก็ได้พบแล้ว


คนที่ยอมรับได้ในสิ่งที่ฉันเป็น คนที่ยื่นมือมาในวันที่ฉันล้ม คนที่โอบอุ้มพยุงเมื่อฉันล้า
คนที่เมื่อฉันมีปัญหาก็พร้อมแชร์

คนที่ฉันเรียกว่า "เพื่อน"

มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ กับการใช้ชีวิต
หากถามถึงความฝันสูงสุดของฉันคืออะไร
ฉันก็ยังคงตอบไม่ได้ในตอนนี้
ฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตขึ้นอยู่กับ วัน เวลา และโอกาส ฉันทำในสิ่งที่อยากทำ ฉันอยู่ในที่่ทีี่ควรอยู่ ฉันเชืื่อในสิ่งที่ฉันเป็น

และฉันเชื่อว่าหากทำวันนี้ดีแล้ว

พรุ่งนี้ก็จะดีตาม

สวัสดีปีที่ยี่สิบเอ็ด
ขอบคุณทุกคำอวยพร
ขอบคุณคนที่ยังอยู่
และขอบคุณคนที่จากไป

ขอพลังคงอยู่

4 กุมภาพันธ์ 2561




SHARE
Writer
134340q
not a writer
ฉันเขียน ไม่ได้หมายความว่ามันจริง

Comments