เพิ่งเข้าใจเหตุผลของ "การเรียน" อีกครั้ง เมื่อเข้าสู่วัยการทำงานแล้ว
จำช่วงเวลาที่ยากที่สุดของวันตอนเป็นเด็กได้มั้ย สำหรับเรา มันคือช่วงเวลาสมัยมัธยมปลายที่ต้องตื่นไปเรียน ช่วงเวลาในตอนนั้นคือช่วงชีวิตที่พังมากที่สุดสำหรับเรา เป็นช่วงที่ได้ออกมาอยู่หอ ได้อยู่คนเดียว (เป็นช่วงบ่มเพราะอาการ Introvert ของตัวเองในตอนนี้) ได้เจอเพื่อนใหม่สังคมใหม่ เจอบทเรียนที่ยากฉิบหาย สอบทุกๆ 2 - 3 สัปดาห์ ไม่มีทำงานเก็บคะแนน เน้นสอบ นี่และช่วงพังๆ ของชีวิต




จนพอได้ออกมาทำงาน ก็ทำให้ตัวเองกลับมาคิดและทบทวนช่วงเวลาดังกล่าวว่าทำไม เราในตอนนั้น ถึงไม่อยากเรียนหนังสือเลยวะ มันเป็นเพราะอะไร และนั่งคิดไปคิดมา ก็ได้คำตอบที่สามารถแบ่งเป็นข้อๆ ได้ดังนี้





1. ไม่มีแรงบันดาลใจ ในขณะที่ตอนนั้น เพื่อนๆ ทุกคน มีเป้าหมายคือสอบติด ฬ หรือไม่ก็ ทำมะสาด ไม่ก็ได้ทุนไปนอก แต่เรากลับมีความรู้สึกกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเป็นแบบนั้นน้อยมาก รู้แค่ ไม่อยากเรียน





2. เลือกเรียนในสิ่งที่คิดว่าชอบ แต่แม่งไม่ใช่ ตอนนั้นด้วยสะเหล่อส่วนตัว และเก็บกดจากโรงเรียนเก่าช่วงม.ต้น ก็ทำให้เลือกเรียนศิลป์-ฝรั่งเศส เพราะที่รร.เก่า ศิลป์ฝรั่งเศสคือห้องของการร่วมเศษเหลือๆ ของนักเรียน เราก็เลยอยากเลือกในโรงเรียนใหม่ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า กูไม่ได้เป็นเศษ แต่เดชะบุญ พอกูเลือกเรียนสายนี้ แม่ง ยิ่งกว่าเศษเหลือๆ เพราะไม่เข้าใจอะไรเลย เรียนมา 3 ปี พูดได้แค่ บงชู! ขณะที่เพื่อนๆ ทั้งชั้น แม่งพูดได้ ชอบ Pat คะแนนสูงแบบฉิบหาย





3. ขี้เกียจ เราเคยอ่านเจอว่า อาการขี้เกียจมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกูรู้สึกขี้เกียจ แบบกูอยากขี้เกียจอะไรแบบนี้นะ แต่เป็นเพราะกรรมพันธุ์ด้วยส่วนหนึ่ง เราก็เลยย้อนมองกลับไปว่า เฮ้ย ใช่เหรอ คนในครอบครัวกูมีคนขี้เกียจเหรอ พ่อก็โคตรขยันทำงาน ป้านี่ขยันเป็นพันเท่า ตาก็ทำงานไม่ลดละ แต่...ลืมไป แม่เราโคตรขี้เกียจเลย ยายก็ด้วย เราเลยคิดว่า อ้อ อาจจะเป็นเพราะกรรมพันธุ์เราจึงขี้เกียจ (โทษแม่โทษยายอีก) เปล่าหรอก มันน่าจะเป็นนิสัยและสันดานของเราที่เป็นแบบนั้น จำได้ว่าช่วงม.ปลาย นอนเยอะมาก ไปเรียนแบบนับวันได้ โชคดีที่โรงเรียนเราไม่เช็กชื่อ ไม่งั้นคงเรียนซ้ำชั้นไม่จบไม่สิ้นแน่ๆ





4. เนื้อหาการเรียนไม่สนุก เรียนไปเพื่อสอบ ซึ่งกูไม่ใช่สายชอบแข่งชอบสอบ พอขึ้นม.ปลาย ทุกอย่างที่ทำคือเพื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น เพื่อนๆ หลายคนรอบๆ ตัว ต่างก็จิตตกกับการพยายามเร่งทำคะแนนยื่น ฬ หรือ ทำมะสาด ส่วนเรา แค่แบกร่างกายมาเรียนได้ก็บุญแล้ว ตอนนั้น เราพบว่า เราไม่ได้อยากสอบเลย แต่สภาพแวดล้อม บรรยากาศ แม่งเสือกปูทางไปอย่างนั้น ดังนั้น เราเลยเรียนวิชาต่างๆ ไม่สนุก โดยเฉพาะ อีฝรั่งเศสเนี่ย ไม่หนุกเลย เรียนก็เพื่อสอบ สุดท้าย สมองก็ต่อต้าน ทั้งๆ ที่เราก็พยายามหลอกล่อมัน บทสรุปคือ เฟล บงชู! ต่อไป





5. ใจไม่แข็ง ใจไม่สู้ อ่อนแอต่อคำวิจารณ์ก็เลยพ่ายแพ้ จำได้แม่นเลยว่า ตอน ม.4 เราถูกเรียกผู้กครองเพราะสอบได้คะแนนวิชาฝรั่งเศสต่ำกว่ามาตรฐาน (อีดอก มันก็ต้องต่ำอยู่แล้วป้ะ เพื่อนในรุ่นแม่งเด็กระดับประเทศ ส่วนกูโค้วต้าความสามารถดนตรี) นั่นแหละ พ่อมาพบครู เพื่อมาฟังว่า ลูกสาวของคุณสอบตกวิชาฝรั่งเศส เก็บคะแนนครั้งแรก ก่อนสอบก่อนกลางภาค (คืองี้ โรงเรียนม.ปลายอของเรา จะสอบเก็บคะแนนใหญ่ๆ หลักๆ คือ ก่อนสอบกลางภาค สอบกลางภาค สอบก่อนปลายภาค สอบปลายภาค อันนี้ยังไม่ร่วมยิบๆ ย่อบๆ ที่ดูปวดหัวฉิบหาย ขอบคุณที่ผ่านมาได้) เค เข้าเรื่อง พอเราเรียนอ่อน หัวช้า ขาดแรงบัลดาลใจ ก็ส่งผลเรื่อยมา จนถึงช่วงสอบพููด เราพูดไม่ค่อยได้ ฟังไม่ค่อยออก โดนอาจารย์หัวหน้าภาคฝรั่งเศษด่ามาเจ็บๆ ว่า "หนูอยากกลับไปเรียนโรงเรียนเก่ามั้ยคะ ครูทำเรื่องให้เธอได้นะ" ตอนนั้นคือ หน้าชา หูวิ้งคฺ์ๆ เลย แล้วคือ นี่เพิ่งจะสอบมาเรียนที่นี่ยังไม่ถึงเทอม พอเจอประโยคฮุกหน้าไป ก็เลยหมดศรัทธากับวิชานี้ไปเลย สมองปิดรับการเรียนรู้ พิมพ์ยอมแพ้!!





6. วิชาที่เรียนไม่ค่อยมีสื่อให้เสพ (หมายถึงสื่อสนุกๆ ทันสมัยตรงไลฟ์สไตล์) ในตอนนั้น เรากำลังเป็นติ่งเกาหลีแบบบ้าพลัง เสพสื่อเกาหลีประหนึ่งมันจะออกสอบ ซึ่งเพื่อนเราที่เป็นติ่งเขาสามารถแยกแยะได้ว่า อันนี้อปป้านะ อันนี้ฝรั่งเศส ไม่ใช่กูค่ะ กูทำบ่ได้จริงๆ และด้วยความที่เน้นเสพสื่อภาษาเกาหลีเป็นหลัก ก็ทำให้ฝรั่งเศส อัพจนหนทางลงทุกที เอาเป็นว่าตอนนี้ก็ยังคงจำได้แค่ บงชู!





7. ไม่รู้ว่าเรียนสิ่งนี้แล้วเอาไปต่อยอดอะไรได้บ้าง ที่นอกจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สำหรับเรามองว่าข้อนี้สำคัญมากๆ นะ เพราะลำพังเรียนเพื่อสอบเข้ามาหวิยาลัยก็ทำใจเรียนให้สนุกยากอยู่แล้ว แถมมามองอนาคตและลู่ทางว่า กูจะเอาฝรั่งเศสไปทำอะไรได้บ้างวะ นอกจากสั่งอาหารฝรั่งเศสกิน ก็มองไม่เห็นช่องทางเลย ในขณะที่ ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งตอนแรกพ่อเชียร์ให้เรียน แต่เราลั่น มันยังดูมีลู่ทางมากกว่า อ่า อย่างน้อยก็การเสพสื่อเลย อยากฝึกภาษาก็ดูอนิเมะ ซีรีส์ หนัง หรือไม่ก็ตามไอดอล อย่าง AKB48 หรือบลาๆ ได้เลย แต่ฝรั่งเศส กูจะไปติดตามมาดาม ติดตามเมอซิเออร์ที่ไหนวะ กูไม่ใช้สายฝอซะด้วย





8. กบฏการศึกษาไทย แอบคิดว่าในตอนนั้น ค่อนข้างตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก เลยกลายเป็นแอบแอนตี้นิดๆ ก็เลยส่งผลกับการไม่อยากกระตือรือร้นที่จะเรียน เพราะเรามองว่า เรียนทั้งทีต้องสนุกดิ แต่นี่ ไม่เห็นสนุกเลย ที่สนุกอย่างเดียวคือไปเจอเพื่อนที่โรงเรียน





ด้วยเหตุผลประมาณ 8 ข้อ ซึ่งอาจจะมีอีกแต่คิดไม่ออก เลยทำให้เราไม่เอนจอยกับการเรียนเลย แต่พอเราเรียนจบแล้ว ได้ปริญญามาแล้วหนึ่งใบ พร้อมกับได้เผชิญโลกการทำงาน เราจึงเข้าใจว่า เฮ้ย จะเรียนให้สนุก มึงต้องชอบ ไม่กดดัน ไม่ต้องซีเรียสว่าจะสอบตก แต่เรียนให้เหมือนเป็นการเล่นเกม เก็บเวลไปเรื่อยๆ ถ้าเก็บเวลเหนื่อยๆ ก็ไปทำเควทอื่นรอ หรือไม่ก็ไปลงดันกับกิล เฮ้ย แค่นี้เอง ซึ่งมันได้ผลมากๆ นะ เพราะตอนนี้กำลังหัดเรียนภาษาญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายว่า อยากดูชินจังให้รู้เรื่อง แล้วก็ อยากฟัง AKB48 หรือพวกรายการต่างๆ ของญี่ปุ่นให้เข้าใจ แบบไม่ต้องอ่านซับหรือฟังเสียงพากย์





ส่วนประโยชน์ของการเรียนในครั้งนี้ ก็คือความเอนจอย เพราะเราทำงาน มันก็มีโหมดที่เครียดๆ อยู่บ้าง (ไม่มากหรอก งานชิล แต่ก็เบื่อๆ ไฟหมด) พอมาเรียนภาษาก็เหมือนมาเล่นเกมคลายเครียด ได้สาระ แล้วดูมีความรู้ขึ้นเว้ย ดูมีคุณค่าสุดๆ





และในอนาคต ถ้าถามว่า การเรียนภาษาญี่ปุ่นนี้จะถึงเป้าหรือไม่ ก็ไม่รู้ เพราะตอนนี้ แค่สนุกไปกับมัน เหมือนการเล่นเกมก็พอแล้ว
SHARE
Writer
TP_LIU
Someone
Write and Share Stories

Comments