แด่น้ำตาที่ไหล เพราะเธอยังมีฉัน
ชีวิตนี้ดูว่างเปล่าจนถามตัวเองทุกวันว่าอยู่ไปเพื่ออะไรกันนานแค่่่่ไหน ที่รู้สึกแบบนี้
ความรู้สึกเหมือนกำลังจมลงในน้ำ
ได้แต่ภาวนาให้มีใครสักคน ยืนมือมา
แล้วดึงเราขึ้นไป

ความรู้สึกไร้ค่านี่มันอะไรกัน
รู้สึกเป็นภาระ 
อยากนอนโง่ๆบนเตียง
แล้ววาร์ปหายไปเลย

รู้สึกเหนื่อย
รู้สึกว่าทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด
รู้สึกเป็นตัวถ่วง
รู้สึก รู้สึก รู้สึก

จนไร้ความรู้สึกไปแล้ว
กราฟเส้นตรงคงสื่อได้ดีเลยสำหรับอารมณ์ในทุกๆวัน 
ตอนมีความสุขก็มีความสุขไม่สุด
ตอนทุกข์ก็ดิ่งลงไปจนหาทางขึ้นไม่ได้

ตอนกลางคืนก็นอนไม่ได้
ตอนเช้าก็ง่วงเหลือเกิน
สมาธิก็ไม่ค่อยมี

น้ำตาไหลง่าย เหลือเกิน
ชีวิตดูเปราะบางยิ่งกว่าก้อนสายไหมในงานวัด
จะนอน จะดูทีวี จะขึ้นBTS แม้กระทั่งนั่งเรียนเลคเชอร์ หรือ เต้นสันโต้ ยังร้องไห้เลย

พยายามจะยิ้มยังยากเลย
เราไม่ได้ชอบทำหน้าตายนะ แต่ว่าเรารู้สึกไม่มีความรู้สึกอ่ะ เรากำลังพยายามอยู่นะ

ได้โปรดอย่างเพิ่งทิ้งเราไปไหน
ขอร้องหล่ะ ได้โปรด
.
.
.
.
.
เริ่มต้นใหม่ดูมั้ย มันอาจจะพังอีกเป็นร้อยๆรอบแต่ก็ดีกว่านอนโง่ๆบนเตียงนะ
ภาระกิจเอาฉันคนเดิมกลับมาให้ได้เริ่มขึ้น

พยายามพาตัวเองไปพบกิจกรรมทุกอย่างที่พอจะทำได้ ไม่ให้พบว่าดิ่งแค่ไหน
สุดท้ายก็กลับมาเฟลกับตัวเองแล้วก็วนลูปความรู้สึกเป็นภาระกับไร้ค่า

นอนโง่ๆบนเตียงแล้วก็คิดว่า นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เหนื่อยชะมัด ไม่เห็นดีขึ้นเลย

.
.
.
ชมรมคาทอลิก
ความเชื่อก็หาย ยังจะไปเข้าอีกเหรอ
แน่ใจเหรอ เราจะเริ่มต้นใหม่ได้เหรอ
ชมรมจะต้อนรับคนแบบเราเหรอ

ไหนบอกว่าจะเริ่มต้นใหม่ไง
พยายามหน่อยดิ่
สรุปก็เดินไปหาชมรมแล้วบอกว่าเป็นคาทอลิก 

เจอคำถามรัวเป็นปืนกลเลย
น้องมาจากไหน คณะอะไร จังหวัดอะไร โรงเรียนอะไร แล้วก็นักบุญอะไร

ตอนนั้นก็สตั๊นไปพักนึงเพราะคิดได้ว่าเออเราก็มีนักบุญประจำตัวนี่ ลืมไปเลยเนอะ
ตอบไปว่า Anatasia 
พี่คนนึงบอกว่านึกถึงยี่ห้อเครื่องสำอาง 
เราก็แบบนั่นสิน้า สีสันตลกๆหน่า

ช่วงก่อนจะเจอชมรมจริงๆก็แบบ
ทำกิจกรรมคณะไปแล้วก็พบว่า เหนื่อย พอแล้ว อยากหายไป ไม่เอาแล้ว
ไหนจะเตรียมสอบมิดเทอมอีก
ทำอะไรอยู่ กลับไปอยู่คนเดียวดีมั้ย

น้อง ไปทริปอยุธยากัน
พี่ชมรมทักมา หึ่ย อยากไปนะ
แต่ ไม่อยากให้คนดีๆแบบนี้มาเจอคนที่ 
Negative thinking  แบบเราเลย
ไม่อยากให้เขารู้สึกแย่ๆตอนอยู่กับเราเลย

เลยตอบกลับไปว่า 
"ไม่ดีกว่าค่ะ น้องไฟไหม้แล้ว ว่าจะเตรียมตัวอ่านมิดเทอม" ทั้งๆที่หลือเวลาอีกสามสัปดาห์เต็ม แล้วก็อ่านเก็บมาตลอด ยังไงก็ทัน

ปฏิเสธไปแล้วแหะ 
น้อง ไปมิสซาชมรมมั้ย
คราวนี้พี่อีกคนทักมาแหะ
ไม่ได้ไปวัดนานขนาดนี้ บทสวดก็ลืม
เพลงก็ลืม ลืมทุกอย่าง
จะไปดีมั้ยเนี่ย 

น้องไม่ว่าง ติดทำงานคณะ ขอโทษน้า
ปฏิเสธอีกแล้วแหะ
.
.
จะหนีต่อไปแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน
น้องมีมิสซาชมรมนะ
ลองไปดูหน่อยล่ะกัน
ก็ไม่ได้เลวร้ายนี่
เรากำลังยิ้มด้วย
เราทำหน้าแบบอื่นได้ด้วยเหรอ
ไม่ใช่รอยยิ้มแบบแสร้งทำด้วย
กำลังมีความรู้สึก ...
น้องไปซ้อมร้องเพลงคริสต์มาสกันเสียงเพี้ยนไปโลกหน้าแบบเราเนี่ยนะ
แค่พูดยังเป็นโมโนโทนเลย
อย่าดีกว่า เดี๋ยวทำเขาพังอีก

ตอนนั้นก็ถามพี่คนนึงว่าไปนัดคิวพบนักจิตจาม9 ยังไง
พี่เขาก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บอกว่าไม่เคยนัดเหมือนกัน แต่เขาก็รับฟังนะทั้งๆที่ก็ติดธุระทั้งคณะแล้วก็งาน

เราโคตรเห็นแก่ตัวเลยไปเอาเวลาชีวิตเขามาฟังเรื่องแย่ๆของเรา

มาเถอะอยากให้มา ร้องเพี้ยนก็ไม่เป็นไรนะ
มีซ้อมร้องทุกวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
ไปดีมั้ย
มีเลี้ยงข้าวด้วยนะ 
แต่ที่เป็นอยู่ก็อิ่มทิพย์นะ เปล่าแค่ไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่ 

เอาว่ะไปก็ไป 

ไม่รู้ตั่งแต่เมื่อไหร่ ในไดอารี่ก็มีแต่เรื่องนี้เต็ไปหมด 
รู้สึกว่าการแสดงออกทางสีหน้าดีขึ้น
รู้สึกว่ากำลังมีความรู้สึกอยู่ 
รู้สึกว่าไม่อยากตายแล้ว กำลังสนุกอยู่เหรอ

จากการเฝ้ารอให้ผ่านพ้นไปแต่ล่ะวันๆกลายเป็นว่าตื่นเต้นที่จะได้พบ 

แพลนชีวิตที่เตรียมฆ่าตัวตายก็ถูกยืดออกไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็ 2018แล้ว

ตอนนั้นเป็นวันที่ 31 มกราคม 2017
ขากลับจากร้องเพลงที่โบสถ์วัดพระมหาไถ่
ในรถพี่คนนึง จำได้ว่าเป็นเพลง The show

ตอนนี้โคตรมีความสุขเลย อยากเห็นรอยยิ้มแบบนี้ไปนานๆ อยากมี2018 ที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังยิ้ม กำลังมีความรู้สึกไปกับคนอื่นจัง

พี่รู้มั้ยว่าพวกพี่เหมือนของขวัญวันคริสต์มาสเลย เป็นสิ่งที่ภาวนามาตลอดว่าขอใครสักคนที่เข้าใจเรา ขอพื้นที่เล็กๆให้รู้สึกว่ายังมีตัวตน
พวกพี่ทำให้แผนที่จะฆ่าตัวตายยืดออกไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ในหัวไม่มีความคิดนั้นอีกแล้ว

เราแยกกันแถวๆจามสแควร์
แล้วปีใหม่เจอกันนะเขาบอกมาแบบนั้นพร้อมรอยยิ้มกว้างๆ
เราได้แต่พยักหน้า ขากลับทำไมต้องร้องไห้ด้วยหล่ะ อยู่ดีๆก็น้ำตาไหล

ไปเข้าเงียบกันเห็นเขาโฆษณาตั้งแต่เข้าชมรมใหม่ๆ
อยากให้ไปกัน
จัดช่วงวันหยุดกีฬามหาลัย

ถึงตอนแรกจะบอกว่าไม่แน่ใจก็เถอะ
แต่ก็ขีดไว้ในปฏิทินไว้เลยว่าต้องว่าง

มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นตัวอักษรไม่ได้
แต่มันอบอุ่นจนรู้สึกว่าความหมายของการใช้ชีวิตเป็นแบบนี้เองเหรอ
เคยสงสัย ว่าทำไมเราถึงได้มาเจอกัน ต่างความคิด ต่างจิตใจ และจุดหมายนับร้อยพัน แต่ในความเชื่อที่เรามี เรามีพระเจ้าองค์เดียวกัน ทำให้ที่ตรงนี้ เต็มไปด้วยความรักที่แท้จริงตอนนั้นสงสัััยว่าเราแตกต่่่างกัันขนาดนี้เราจะเข้ากันได้เหรอ
บ้านหลังนี้สอนให้เราได้เติบโต เดินต่อไปในหนทางที่ควรเป็น สอนให้เราได้รู้จัก คำว่ารักอย่างชัดเจน นิยามความรักที่ไม่เคยเจอที่ไหนอยู่ไปสักพักรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่ชมรมแต่มันคือครอบครัว ความรักที่ได้้้มาเป็นความรััััักที่รู้สึกว่ามันบริสุทธิ์นะ ไม่มีอะไรแอบแฝง
เงื่อนไขเดียวของคำว่ารัก คือต้องรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องการเวลาเหตุผลใดๆ เพื่ออธิบายรักเรา ข้อแม้เดียวของคำว่ารัก คือต้องรักอย่างไม่มีข้อแม้ ในวันที่หัวใจ เหนื่อยล้าและอ่อนแอ ที่ตรงนี้ยังมีรักแท้ของพระองค์เราจะรักใครอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่คาดหวังได้้้้้้้้้ด้วยเหรอ นี่ไงเจอแล้้้้วเข้าใจแล้ว
เหนื่อยและเจ็บมากมายเพียงไหน สุดท้ายแค่เพียงกลับมาบ้านหลังนี้ ที่ตรงนี้ที่เดิม ที่มีความนักของน้องพี่ บ้านหลังนี้จะอยู่รอเธอเสมอ รอยยิ้มที่มันไม่เคยจางหาย หรือน้ำตาในวันที่ไม่มีใคร อ้อมกอดอบอุ่นที่คุ้นเคย ยังคงเหมือนเดิมไม่ไปไหน เติมใจด้วยความรักความทรงจำสิ่งที่ต้องการมาตลอดคือกอดจากใครสักคนนึง เพราะรู้สึกว่าหมดกำลังใจจนฟังคำปลอบโยนไปก็ไม่รู้สึกดีขึ้น 

ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ากอดนี้อบอุ่นแค่ไหน
ฝากไว้ในมือเธอ ให้เธอช่วยดูแล ส่งต่อรักแท้ในบ้านหลังนี้ของพระองค์
เราเชื่อนะว่าตอนนี้เคยอบอุ่นแบบนี้และต่อจากนี้มันก็จะยังคงเหมือนเดิม
และจดจำไว้ที่พระองค์สอนให้เรารักกัน

อบอุ่นขนาดนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว
ทำกิจกรรมมาเยอะแล้วจะหยุดที่ชมรมนี้แหละ หาความหมายของการมีชีวิตได้แล้ว
ภาระกิจสำเร็จแล้วนะ.


















SHARE
Writer
lostsheep
writer
เก็บภาพความทรงจำด้วยความรู้สึก มันคือไดอารี่ที่ยังเตือนว่าฉันยังคงมีชีวิต

Comments

Shallot
2 years ago
ดีใจด้วยนะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
Reply
lostsheep
2 years ago
ขอบคุณค่ะ👼👼