ลำดับการพูดมีผลต่อคนฟัง
ผมเพิ่งไปเรียนทำอาหารที่โรงเรียนทำอาหารแห่งหนึ่ง วันนั้นเป็นเมนู ซี่โครงแกะย่างซึ่งจะต้องถอดเนื้อติดกระดูกออกให้หมด วันนั้นเชฟที่สอนผมเป็นเชฟฝรั่งชื่อว่า Santo ทำให้ต้องมีเชฟไทยมาแปลด้วย และดีกรีเชฟไทยคนที่มาแปลนั้นก็ไม่ธรรมดา เป็นถึงคนที่เคยเข้าแข่งในรายการ Top chef 

ขณะนั้นผมก็ขูดเนื้อติดกระดูกออกแต่มันมีพังผืดที่หุ้มเนื้อแกะอยู่ซึ่งเชฟ Santo สอนว่าเอาสีขาวออกให้หมดผมจึงตัดสินใจแล่พังผืดที่หุ้มเนื้อแกะออกด้วย ซึ่งมันโดนชิ้นเนื้อเอา เชฟ R ที่เป็นเชฟคนไทยก็มาบอกผมว่า "คุณแล่ไปขนาดนั้นจะกินอะไร"
 มันคือการเเล่ครั้งแรกของผม ผมก็รู้สึกเสียกำลังใจหน่อยๆ
 "งั้นเราไม่ต้องแล่ได้ไหมครับ "
" มันไม่ทันแล้ว ถ้าคุณจะทำต้องทำก่อนหน้านี้ แล่ต่อก็ไม่เหลืออะไรให้กินกันพอดี"
ในตอนนั้นทำให้ผมรู้สึกผิดพลาดเป็นอย่างมาก เชฟ R พูดถูก คนเราก็ไม่ได้รังเกียจคำโกหกหรอก พวกเขาแค่รังเกียจความจริงที่ตรงเกินไป ผมเองก็เช่นกัน

ผมผ่านขั้นตอนการแล่มาแล้วหลังจากนั้นต้องมาทำซอส ซึ่งการทำซอสราดเนื้อแกะนั้นจะต้องเคี่ยวเศษเนื้อแกะอบ กับ ผักรวมเพื่อให้ความหวานออกมา น้องที่เป็นเชฟฝึกหัดก็เดินมาบอกผมว่า ใช้เศษเนื้อที่พี่แล่เหลือมาทำซอสได้นะครับ พี่เอาไว้ไหนแล้ว
น้องยิ้ม ผมก็ยิ้ม น้องคงเข้าใจว่าผมทิ้งเศษเนื้อนั้นไปแล้ว แต่ผมกลับยิ้มที่คิดว่านั่นคือสิ่งที่เชฟ R ไม่ได้บอกผมเลย ซึ่งถ้าแกบอกว่ามันยังแก้ไขอะไรได้บ้างความรู้สึกผมจะไม่ดำดิ่ง
 บางอย่างเมื่อเรายืนอยู่สูงเเล้วเราก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าคนข้างล่างเขาคิดอะไร ต้องการอะไร ถ้าเชฟ R บอกผมผมคงไม่รู้สึกหมดกำลังใจแต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าถูกฟื้นฟูแล้ว


ระหว่างนั้นผมทำขนมปังกระเทียมอบเศษออกมารสชาติเค็มไป เพราะเนยที่เตรียมให้เป็นเนยจืดต้องปรุงเกลือเพิ่มแต่ผมดันใส่เยอะเกิน และดันลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำอาหารไปนั่นคือการชิม "แก้เค็มแก้ยังไง วิธีแก้คือ อย่าทำอีก " นั่นคือคำพูดของอาจารย์ที่นี้ที่สอนผม 

ผมควรชิมก่อนที่จะนำเนยนั่นไปทาทำไมกันนะผมนึกไม่ได้
เชฟ R เดินมาที่ Station ของผมอีกครั้ง ผมพลาดไปแล้วและผมคิดว่าผมคงโดนเชฟ R ตำหนิอีกแต่เชฟ R หยิบขนมปังกระเทียมเข้าปาก แล้วพูดทีว่า

"เค็ม"

"แต่ไม่เป็นไร R ชอบกินเค็ม"
 
คำพูดนั้นเยียวยาจิตใจของผม  เชฟ R ไม่ได้ตำหนิผม
ผมเองก็เคยพูดกับคนที่ทำอาหารให้ผมทานว่า "คนอื่นคงคิดว่าเค็มแต่ไม่เป็นไรสำหรับผม ผมชอบกินเค็ม" ผมจึงรู้ได้ทันทีว่าเชฟ R แคร์ความรู้สึกผม (หลังจากที่มันพังไปแล้ว) จะยังไงก็ตามเชฟจะพูดยังไงก็ไม่ผิดหรอก ผิดที่เราเองต่างหากที่ยอมรับมันไม่ไหว ในบางครั้งเราก็ไม่ได้รังเกียจคนที่พูดความจริง เราแค่รังเกียจคนที่พูดมันออกมา

   ผมเอาเศษเนื้อเข้าอบในเตาแล้วนำมาเคี่ยวทำซอสแต่ผมก็กลัวว่ารสชาติมันจะเพี้ยนไป แน่นอนว่ามันคือครั้งแรก ผมต้องการคำแนะนำ ซึ่งมีอยู่ 3 ทางคือ เชฟ Santo เชฟ R และ ผู้ช่วยเชฟ
แน่นอนว่าผมไม่ถามเชฟ Santo แน่ ผมเดินไปถามน้องผู้ช่วยเชฟแทนน้องแกเลยพูดกับผมว่า

"แหมพี่ระดับ Top chef อยู่ตรงหน้า ทำไมพี่ไม่ถามเขามาถามผมทำไม เอาเลยกล้าๆจะได้คุ้ม"
ผมจึงพูดกลับไปว่า

 "น้องรู้ไหมว่าทำไมพี่ไม่ถามเขา เพราะพี่รู้สึกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาพี่ิผิดพลาดไม่ได้ แต่อยู่กับน้องมันไม่ใช่ น้องทำให้พี่รู้ว่าเราเป็นคนธรรมดาเหมือนกัน บางอย่างเราก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากคนที่สมบูรณ์แบบ "

จบการเรียนวันนั้นผมทำผ่านทุกเมนู คู่หูผมสอบตกภาคทฤษฎี ต้องสอบซ่อมขณะที่ผมกลับก่อน
ก็ไม่เเปลกทุกเมนูที่เราทำพลาดเขาให้ผมปรุงทุกอย่าง ในวันนี้สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือความผิดพลาดแต่ก็ยังดีที่ได้ลงมือทำ ผมปลอบใจตัวเองว่ายังน้อยก็ดีกว่าคู่หูตัวเอง

จากนี้ผมจะตระหนักมากขึ้นว่าก่อนที่จะพูดอะไรซักอย่างควรเอาน้ำเย็นลูบก่อนและก่อนที่จะบอกความจริงอันเจ็บปวดเราควรพูดเรื่องดีดี หรือไม่ก็บอกแนวทางแก้ไขปัญหานั้น ไม่ใช่พูดแต่ความจริงที่เขาไม่อยากได้ยิน  เพราะความรู้สึกบางอย่างก็เอากลับคืนมาไม่ได้ ลำดับการพูดก็สำคัญเหมือนกันนะ ผมจะจำเอาไว้
 


 


SHARE
Writer
Devaknov
Mutant
ใครบางคนอาจเดินทางมาแสนไกล เพียงเพื่อพบว่าปลายทางไม่มีใครเหลืออยู่

Comments