Itterasshai (いってらっしゃい)
เสียงโครมครามจากการเคลื่อนย้ายข้าวของในห้องยามค่ำคืนเหมือนคนร้อนใจจากข้างห้อง ไม่ได้ก่อให้เกิดความรำคาญมากมายนัก (อาจจะชินกับเสียงโครมครามจากห้องอีกห้องหนึ่งที่อยู่อีกข้าง พร้อมเสียงเพลงอินเดียที่ดังแผดทะลุผ่านผนังกั้นห้องจากฝั่งนั้นมายังฝั่งนี้) มีแต่ความสงสัยว่า จะย้ายออกไปแล้วเหรอ ยังไม่เคยเอ่ยคำทักทายกันเลย ช่างเป็นภาวะของมนุษย์ที่อาศัยอยู่เมืองใหญ่จริงๆ ใกล้กันแค่ไหนก็ไร้การเชื่อมต่อสื่อสาร

แม่สาวประตูถัดไป (The Girl Next Door) เป็นอย่างนั้นจริงๆ เคยเดินสวนกันยามผมเดินออกจากห้องไปทำงาน ในขณะที่เธอนั้นลากกระเป๋าเดินทางกลับมายังห้องของเธอ ไม่ก็เป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังปิดล็อคประตูห้องกำลังจะออกไปข้างนอก แล้วผมก็กลับเข้ามายังห้องของตัวเอง ไม่มีบทสนทนาใดๆ คล้ายกับเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน โลกใบนี้อาจจะแคบเกินไปสำหรับการทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใกล้กัน ไม่งั้นก็คงเป็นที่หน้าตาของผมที่ดูแล้วไม่น่าเป็นมิตรเท่าไหร่ (จะให้ทำอย่างไรได้ หน้าตามันเป็นอย่างนี้เอง ยิ้มมากไปก็ดูคล้ายพวกโรคจิต นิ่งเกินไปก็คล้ายมีความขุ่นมัวตกอยู่ในอารมณ์บึ้งตึง)

เสียงล้อเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ ตามด้วยเสียงดังแบบดิจิตัลของประตูที่เป็นระบบคีย์การ์ด ถ้าต่อเนื่องกว่านี้ คงจะกลายเป็นทำนองเพลงใดเพลงหนึ่ง นึกถึงหนังโฆษณาที่ใช้ Sound Design เป็นตัวชูโรงให้ตัวหนังมีความน่าสนใจเลย

Itterasshai (いってらっしゃい) อยากจะเอ่ยคำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ไปดีมาดีนะ” ติดเสียว่าเธอเองก็ไม่ได้เดินมาบอกว่า Ittekimasu (いってきます) ที่แปลเป็นไทยว่า “ไปแล้วจะกลับมานะ” จากที่เคยได้ยินจากในภาพยนตร์ญี่ปุ่นบางเรื่อง ที่ตัวละครในเรื่องกำลังจะออกจากบ้านไปทำงานหรือออกไปข้างนอก น่าจะเป็นคำติดปากคล้ายที่ผู้ใหญ่บางบ้านสอนให้เด็กสวัสดียกมือไหว้ลาเวลาจะออกจากบ้าน

เธอไปไม่ลาสักคำ...แน่สิ เป็นเพราะเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เหมือนเดินทางด้วยรถสาธารณะยามค่ำคืน หรือขบวนรถไฟสายดึกที่ปรับเบาะนั่งให้กลายเป็นเตียงนอน แม้จะอยู่ในคอกในตู้เดียวกัน หากไร้ซึ่งบทสนทนาทักทายก็ไม่มีทางได้รู้จักกัน เอาเป็นว่าขอเอ่ยลาเบาๆ จากผนังฝั่งนี้ส่งไปอีกฝั่งนึงว่า “Itterasshai (いってらっしゃい) ก็แล้วกันนะ เดินทางปลอดภัย อยู่ที่ใหม่อย่างมีความสุข”
SHARE

Comments