"เวลาชีวิต" ของ "คนไทย"
ถ้าพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ จะส่งผลให้เด็กคนนั้นมีปัญหาใช่ไหม?.....

ก็คงตอบได้ว่า "ไม่ใช่ทั้งหมด.."



ในทางกลับกัน การที่พ่อแม่มีเวลาดูแล สนใจ ติดตามอย่างใกล้ชิด จะไม่ก่อเกิดให้เด็กมีปัญหาใช่ไหม?.......

ก็คงตอบเหมือนก่อนหน้าว่า "ไม่ใช่ทั้งหมด.."



แต่เราต่างก็มักจะได้ยิน "ประโยคแนะนำ" ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ เมื่อครั้งมีปัญหาเกี่ยวกับเด็ก และวัยรุ่น จนติดหูอยู่เสมอว่า "ผู้ปกครองควรมีเวลาให้แก่บุตรหลานมากขึ้น.."



ซึ่งอีตัวประโยคข้างต้นนั้น ไม่เคยจะทำได้ง่ายเลยสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองบางกลุ่ม หรืออาจจะใช้คำว่าส่วนใหญ่ในประเทศไทย.....



มีโอกาสคุยกับอาจารย์ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเด็ก ซึ่งสอบถามไปด้วยความสงสัยส่วนตัวในระหว่างที่นั่งว่างๆตอนซ้อมรับปริญญาว่า "ตัวเวลาการทำงานของผู้ปกครองเอง มีผลต่อพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นมากขนาดไหน"



อาจารย์ท่านบอกว่า "ค่อนข้างมาก" แต่ก็ "ไม่ใช่ทั้งหมด" เนื่องด้วยสังคมไทยเราพึ่งพิงโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้อีกส่วนใหญ่ๆที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นในยุคนี้ไปอยู่ที่โรงเรียนมากเช่นกัน



แต่ในทางกลับกัน ค่านิยมที่ส่งลูกหลานเข้าไปพัฒนาตนเองตามโรงเรียนดีๆ ดังๆ หรือ ตามฐานะที่จะส่งได้ (หรือการผลักภาระการเลี้ยงดูไปสู่โรงเรียน) กลับเป็นผลเสียแก่ตัวผู้ปกครองเสียเอง มากกว่าที่จะเป็นผลดีอย่างที่พวกเขาคิดไว้ เนื่องจากเวลาเกือบทั้งหมดของชีวิตเด็กและวัยรุ่นคนนั้น มีประสบการณ์ที่เติบโตและเรียนรู้จากโรงเรียน มากกว่าครอบครัวมากจนเกินไป



นั่นทำให้บางทีกับในเด็กและวัยรุ่นบางคน เขาจึงไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเขาต้องเชื่อฟังพ่อแม่ หรือ มีเวลาอยู่กับพ่อแม่บ้าง เด็กจึงมีพฤติกรรมและแนวโน้มที่จะติดพื่อน ติดที่เรียนพิเศษ และเชื่อเพื่อน เชื่อสื่อ(ที่เพื่อนหรือสังคมในโรงเรียนนนิยม) มากกว่าพ่อแม่ของตน และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การก่อเกิดปัญหาในภายหลัง



แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กลุ่มคนที่นักจิตวิทยาเด็ก และนักสังคมสงเคราะห์ ไม่ค่อยอยากให้อยู่กับลูกเองก็มีเช่นกัน เนื่องจากตัวของพวกเขาเองนั้นเป็นอันตรายตัวเด็กเองเสียมากกว่า ที่จะอยู่ในโรงเรียน อย่างเช่น ผู้ที่ตั้งครรภ์แบบไม่ตั้งใจ หญิงขายบริการ หรือ ผู้ใช้สารเสพติด เนื่องจากมันมีแนวโน้มสูงที่จะก่อให้เกิดปัญหาซ้ำซาก และแก้ได้ยาก



นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ถึงตอบว่า การมีเวลาหรือไม่มีเวลา "ไม่ใช่ทั้งหมด" ของคำตอบในการแก้ปัญหาให้กับอนาคตของชาติเรา ได้มีโอกาสที่จะเพิ่มปริมาณทรัพยากรบุคคลระดับคุณภาพให้มีมากขึ้น

หรือ สามารถใช้ทรัพยากรคนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น



ในตอนท้าย เราได้ถามอาจารย์เพิ่มเติมอีกว่า "แล้วถ้าลดเวลาการทำงานเป็นกฎหมายไปเลยล่ะ เหมือนกับลดเวลาเรียนของนักเรียนในโรงเรียนที่เคยทำน่ะ"



อาจารย์ท่านก็ตอบมาว่า "ทำได้ยากมาก" นายทุนคงไม่ชอบใจ เพราะลำพังขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็โวยแล้ว นี่จะลดเวลาทำงานอีก



แต่ก็อย่างที่บอกไป เวลาที่มีนั้นไม่ค่อยใช่ประเด็นหลักสักเท่าไหร่สำหรับช่วงเวลานี้ แน่นอนว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่าที่สุดสำหรับชีวิตคนเรา และพวกเขาก็คงเรียกร้องหรือเลือกทางทำงานกันเองได้ในตอนที่พวกเขารู้แล้วว่า เวลาของชีวิตมีค่าและมีมิติมากกว่าแค่เรื่องของการเอาไปแลกเงินเพียงอย่างเดียวขนาดไหน



ซึ่งเราก็กลับมาคิดว่า เอ่อ ถ้าลดเวลาเป็นกฎหมายไป แล้วรู้ได้ไงว่าผู้ใหญ่เองจะเอาเวลาตรงนั้นไปพัฒนาตนเองพัฒนาความรู้ ไม่เอาไปเข้าร้านเกมผู้ใหญ่ เหมือนที่ว่าเด็กเอาเวลาที่ได้ไปเข้าร้านเกม



เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรทำไม่ใช่ไปยุ่งจุ่นจ้านอะไรพวกนั้นเลย เพราะต่างเป็นกลไกเล็กๆ และละเอียดอ่อน ต้องปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติ



ผู้มีอำนาจบริหารต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่านั้น ต้องเอื้อให้คนรู้จักมิติต่างๆของชีวิต รู้ว่าทำไมเราต้องเรียนดนตรี ต้องเรียนศิลปะ ไม่ใช่เน้นเพียงแต่วิทย์คณิตตามที่นายทุนต้องการ เอื้อให้พวกเขารู้จักที่จะออกแบบรูปแบบชีวิตของพวกเขา และคอยสนับสนุนไอเดียรูปแบบชีวิตใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้น เพราะความหลากหลาย จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้าย เคลื่อนไหว และแลกเปลื่ยน แล้วพวกเขาจะตีราคาของเวลาชีวิตพวกเขาเองเสียใหม่ ไม่ต้องมานั่งคอยจัดการเองโดยตรง



ถ้ายังไม่มีการศึกษาวิจัย ออกแบบ และนำมาปรับปรุงเสียใหม่ให้เหมาะกับความเป็นเรา ให้เกิดการพัฒนาที่โดดเด่น ทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์



ยังคงทำเหมือนเดิมๆ กับการศึกษา การทำงาน การบริหารจัดการ ในยุคที่ทุกๆอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เราคงเป็นไกลยิ่งกว่าคำว่า "อยู่กับที่"
SHARE

Comments