โลกคือละคร
กว่าจะเข้าใจเนื้อเพลงเพลงนี้ก็เกือบจะวัยกลางคนเข้าแล้ว 

สามปีกว่ากับการทำงาน ในโลกสามแบบ

ปีแรกทุกอย่างคือออนไลน์ ปีสองทุกอย่างคือออฟไลน์ ทั้งสองบริษัทคือบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งประเทศไทย 

ปีแรกไม่มีอะไรที่เหนือความคาดหมายเลยสักนิด ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ความเป็นออนไลน์กับเด็กยุคใหม่มันเข้ากันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก


แต่โลกที่สองนั้น...

เหมือนโลกในละครเป๊ะๆ เผลอๆจะยิ่งกว่านั้น นี่สินะที่เขาชอบพูดว่า เรื่องจริงยิ่งกว่าละคร

โลกใบนี้ดูแลด้วยคนวัยเกษียณ ที่ประสบความสำเร็จมามากมาย ชนิดที่ลูกหลานนั่งนิ่งๆก็ไม่อดตาย แต่พวกเขาไม่นั่งกันนิ่งๆ ใช้เงินกันไปวันๆนะสิ เขาต้องการทำให้โลกนี้เหมือนโลกใบแรกที่ฉันเคยอยู่ นี้คือเหตุผลที่ฉันถูกจ้างเขาไปทำงานที่โลกใบนี้

เหมือนจะเป็นเรื่องน่ายินดีใช่มั้ย?

ก็ใช่..การเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับคนรุ่นใหม่นั้นดี แต่การทำธุรกิจด้วยเทคโนโลยีนั้นไม่ง่าย 
การทำธุรกิจกับเทคโนโลยีนั้นไม่ง่าย
ใช่แล้วมันไม่ง่ายหรอกนะ ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้... ไม่งั้นเราคงจะไม่เคยเห็นบริษัทที่ล้มในวันที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่าง Kodak หรือ Nokia 

แม้กระทั่ง Startup
ก็ยังมีที่ไม่ประสบความสำเร็จ
มากกว่า90%



เอาล่ะ แล้วโลกคือละครยังไงน่ะหรอ?

โลกใบที่สองนั้นดูถูกความสำเร็จของโลกใบที่หนึ่งเป็นอย่างมาก ทั้งๆที่กำลังจะทำแบบเขาแท้ๆ

คำดูถูกสารพัดที่เคยได้ยินตลอดการทำงาน ทำให้คิดว่าเราจะไม่วันร่วมมือกับเขาแน่ๆ เพราะโลกใบนี้เชื่อว่า แค่เปิดตัวโลกใหม่ก็จะยิ่งใหญ่กว่าโลกใบแรกนั้นหลายเท่าตัว

จนแล้วจนเล่า โลกใบใหม่ก็ยังสร้างไม่สำเร็จเสียที

โลกใบแรกก็ยื่นมือมาให้ความช่วยเหลืออยู่เรื่อยๆ แต่ก็ปฏิเสธด้วยกริยาที่ถ้าเป็นฉัน ฉันจะไม่มาช่วยเหลืออีก


โลกใบที่สาม

โลกใบนี้คือโลกเล็กๆที่ฉันได้มาอยู่ ไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง เหมือนบ้านที่มีเพียงเสาเข็ม แต่น่าแปลกที่มันน่าอยู่กว่าโลกใบที่สองที่มีพร้อมทุกอย่างมานานกว่า40ปี

เอาล่ะ...

พอฉันได้มาอยู่ที่นี้ ฉันได้ช่วยสร้างบ้านมากมาย ปลูกต้นไม้ รดน้ำ ดูแลมันด้วยใจ และเช่นเคย โลกใบที่หนึ่งก็ยังเป็นที่พึ่งพาให้โลกใบที่สามนี้ 

โลกใบแรกมาช่วยฉันตกแต่งบ้านให้สวยงาม... โลกใบนี้ไม่ได้ปฏิเสธโลกใบแรกเหมือนอย่างที่โลกใบที่สองทำ

แต่แล้วอยู่ๆฉันก็อยากจะเช่าเฟอร์นิเจอร์จากโลกใบที่สอง กลับก็ถูกปฏิเสธเหมือนที่เคยได้เห็นในวันนั้น โดยเหตุผลที่โลกใบแรกนั้นมีคุณภาพการอยู่ต่ำกว่าโลกใบที่สองของเขามาก

อืมมม โอเค...

การดูถูกแบบที่คุ้นเคย จึงไม่ได้ทำให้ฉันตกใจนัก แต่ก็แอบตาโต และถอนหายใจเบาๆตอนทราบข่าว

เรื่องนี้เกิดมาสักสองอาทิตย์ได้... 

แต่แล้วหลังจากคำพูดนั้น ฉันกลับเห็นรูปที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคำดูถูกที่โหดร้ายเหล่านั้น 

ผู้บริหารจากโลกใบที่สองยืนถ่ายรูปกับผู้บริหารของโลกใบแรกด้วยหน้าตายิ้มแย้มยินดี ในโลกของใบแรกเอง

คำพูดใต้รูปนั้นแสดงความดีใจที่ได้จับมือกัน ชื่นชมความสำเร็จของโลกใบแรกเป็นอย่างมาก

ทั้งๆที่ในวันนี้ฉันยังคงได้คำตอบเดิมจากการยื่นขอยืมเฟอร์นิเจอร์ของเขาอยู่เลย

นี้และโลกคือละคร
ทุกตอนต้องแสดง
ทุกคนทำไป
เกลียดแค่ไหน ก็ยิ้มให้กันได้
ไม่มีหรอกมิตรแท้
ในโลกธุรกิจ






SHARE

Comments

anathema
1 year ago
ชอบค่ะ สะท้อนให้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง หนูมาจากโลกใบที่สอง แต่ก็ไม่เคยรังเกียจผู้คนจากโลกใบที่หนึ่งเลยแม้แต่น้อย เพราะหากไม่มีพวกเขาเหล่านั้นแล้ว ก็คงไม่มีใบที่สองทุกวันนี้ มิหนำซ้ำ ความรู้ ความสามารถ แลประสบการณ์ของพวกเขา ยังจะนำมาซึ่งการเติบโตที่ยั่งยืนของหน้าที่การงานอีกด้วย ทุกวันนี้ เวลามีคำถาม จะเรื่องการทำงานหรือชีวิต ก็มักจะถามคนจากโลกใบที่หนึ่งตลอด ขอบคุณมากค่ะ
Reply
NTC
1 year ago
ขอบคุณนะคะ ^^