เราชอบความสัมพันธ์แบบอนุรักษ์นิยม (Reserved Relationship)
ต้องบอกไว้ก่อนเราเป็นวัยรุ่นอายุ 23 ปี ธรรมดาคนหนึ่งที่พยายามจะหาอิสระให้กับชีวิต ทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิต เราอยากมีอิสระทางด้านการเงินเพื่อจะได้ทำฝันที่อยากจะกำกับหนังอีกสักเรื่องให้มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น เราไม่ชอบบ่วงอะไรก็ตามที่ผูกมัดคนเราให้อยู่กับความจำเจที่ขัดใจเรา แต่ถึงอย่างงั้นก็มีเรื่องนึงที่เรายังมีความรู้สึกแบบอนุรักษ์นิยมอยู่ จะว่าไปก็คงคล้ายๆกับคำว่า หัวโบราณ ก็คงถูก สิ่งๆนั้นก็คือเรื่องของความสัมพันธ์ของมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันระหว่างตัวเรากับผู้คนรอบข้าง หลายคนใส่ใจและหลายคนไม่ใส่ใจ บางคนหัวเก่า บางคนหัวสมัยใหม่ ความไม่ลงตัวนี้เองที่มักจะก่อให้เกิดดราม่าขึ้นมาบ่อยๆ  ดังนั้นการเข้าใจ 'รสนิยม' ของแต่ละคนคงน่าจะช่วยให้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ง่ายขึ้นเยอะ
.
แม้เราจะยกคำว่า 'ความสัมพันธ์แบบอนุรักษ์นิยม' มาเป็นหัวข้อ แต่ความตั้งใจจริงนั้นจะพูดถึงความรักมากกว่าความสัมพันธ์ทั่วไป อย่างที่บอกไปว่าของพวกนี้เป็นเรื่องของรสนิยม ใครจะชอบคบกับคนแบบไหนก็ช่างหัวเขา ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของเขา เราก็คงไม่มีปัญหากันแน่นอน แต่พอพูดถึงความรักนั้น การชอบหรือไม่ชอบนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ (และก็คงเป็นเรื่องของรสนิยมอีกเช่นเคย) เราเองพยายามสังเกตความสัมพันธ์ของผู้คนรอบข้างตลอดเวลา จะใช้ว่าเสือกก็ไม่ใช่ เพราะนอกจากสังเกตไปแล้วผมก็ไม่ไปยุ่มยามความสัมพันธ์ของพวกเขาเลย 
.
การเปลี่ยนผ่านของเวลาและยุคสมัย นอกจากจะทำให้สิ่งแวดล้อมทางกายภาพเปลี่ยนแปลงแล้ว ทัศนคติของคนที่มีต่อความรักก็เปลี่ยนไปเช่นกัน อย่างเช่น มุมมองของบางคนที่รู้สึกว่าความรักนั้นคือความอิสระ การมีทางเลือกเยอะๆทำให้เรามีโอกาสได้ตัดคนที่ไม่ใช่ออกและเจอคนที่ใช่ง่ายขึ้น ความสัมพันธ์แบบนี้มีหลายแง่มุม และมักเกิดขึ้นในระยะ 'คุย' กันก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยิ่งกว่า  ความสัมพันธ์ต่อมาจะเป็นการให้โอกาส การคุยกับคนมากกว่าหนึ่ง ใครจะมองว่าผิดหรือไม่ผิดก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนละกัน แต่การให้โอกาสของอันนี้จะแตกต่างกันนิดหน่อย ขอเล่าในย่อหน้าต่อไปทีเดียวเลยละกัน
.
เราเคยสงสัยว่าทำไมบางคนที่เพิ่งเลิกกับแฟนได้ไม่นาน ทำไมถึงมีแฟนใหม่เร็วนัก และคนคนนั้นมักจะใช้เวลาช่วงโสดไม่นานเท่ากับเพื่อนตัวเองคนอื่นๆ  สมมติฐานที่เกิดขึ้นจึงมีแค่ว่าเขาเป็นคนที่รู้จักตัวเองมากๆ รู้ว่าคนที่เข้ามานั้นใช่หรือไม่ใช่และพร้อมจะตัดทิ้งทันทีเมื่อรู้ว่าคนคนนั้นเป็นประเภทอย่างหลัง โอกาสจึงตกอยู่กับคนที่เขารู้สึกว่าใช่และหลังจากนั้นก็คงเป็นไปตามกระบวนการของคนที่จะคบกัน ความสัมพันธ์ของประเภทนี้ก็มีข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเราไม่ต้องเสียเวลาคบกับคนที่ไม่ใช่ แต่ข้อเสีย คือ เรารู้จักตัวเองแล้วจริงๆรึเปล่า ถ้าสิ่งที่คิดมันผิดเลิกไปแล้ว มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมมันก็แอบยากนะ
.
ยังมีความสัมพันธ์อีกหลายรูปแบบที่ขี้เกียจจะพูดถึงทั้ง ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด หรือความสัมพันธ์แบบตามน้ำก็ตาม เพื่อไม่ให้ยาวเกินไปคงต้องขอเข้าเรื่อง 'ความสัมพันธ์แบบอนุรักษ์นิยม' เลยละกันว่าสำหรับเราแล้วมันคืออะไรกันแน่?
.
ด้วยความอนุรักษ์นิยม มันจึงเกี่ยวข้องกับประเพณีของสังคมด้วย ดังนั้นสิ่งที่เราเชื่อจึงเป็น 'ความรักเชิงเดี่ยว' อาจจะฟังคล้ายโมเลกุลของสารเคมี แต่เชิงเดี่ยวในที่นี่หมายถึงการความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทีละครั้งเท่านั้น ทั้งเวลาคุยกับใครสักคนหนึ่ง เวลาคบกับใครสักคนหนึ่ง หรือเวลาที่เราชอบใครสักคนหนึ่งก็ตาม (แต่นั่นก็ไม่หมายความว่าเราจะชอบคนคนเดียวตลอดชีวิตนะ แค่การใช้เวลาทำใจแต่ละครั้งจะนานมากๆแค่นั้น) และนั่นอาจจะเป็นสาเหตุให้เวลาเลือกคนที่เขามาในชีวิตสักคนหนึ่ง จะค่อนข้างใช้เวลานานมากๆ เพื่อดูว่าเค้าคือคนที่ใช่รึเปล่า แม้จะมีคนบอกว่าการที่เราจะรู้จักใครสักคนหนึ่งก็ควรจะต้องใช้เวลาคบหากันก่อน ก็จริงนะแต่เราคิดว่าคนเราจะรู้จักกันไม่จำเป็นต้องมายืนคบกันแบบแฟนอย่างเดียว บางทีการรู้จักกันและศึกษาลักษณะนิสัยของกันและกัน (สันดาน) นั้นสามารถอยู่ในสถานะอื่นได้ อย่างที่เราเรียกกันว่า 'เพื่อน' นั่นเอง
.
เราสามารถเรียกความรู้สึกของการไม่อยากเปลี่ยนความสัมพันธ์นี้ง่ายๆว่า 'ก็แค่คนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง' และนั่นก็เป็นส่วนนึงของความเป็นอนุรักษ์นิยมเช่นกัน เรามักจะชินกับการเปลี่ยนแปลงในช่วง 20 - 30 ปีที่ผ่านมาว่ามันก้าวกระโดดไปแค่ไหน เทคโนโลยีช่วยให้คนคอนเน็คกันง่ายขึ้น Tinder ช่วยให้คนที่ไม่กล้าคุยกับคนอื่นก่อนได้คุยกับสาวๆเป็นครั้งแรกในชีวิต ถ้ามองในแง่ดีมันก็มีประโยชน์ขึ้นเยอะนะแหละ แต่ในอีกแง่ของการพัฒนานั้นมันก็ทำให้ข้อดีของอดีตบางอย่างมันหายไป หรือถูกลืมเลือนไป การให้ความสำคัญกับการรู้จักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ ใครบางคนอย่างลึกซึ้งนั้นได้หายไป เมื่อเราสามารถรู้จักคนได้มากขึ้น หลากหลายขึ้น เราก็ไม่จำเป็นมานั่งเสียเวลากับใครนานๆแล้ว
.
การที่ใครสักคนนึงมีความหมายกับชีวิตของเรามากๆนั้น มันไม่ใช่แค่การคุยกับใครสักคนหนึ่งเพื่อคลายความเหงาแน่ๆ (ถึงแม้จะเหงาจริงๆก็ตาม) เรื่องความเหงาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราเองต้องหาทางจัดการกับมันตลอดเวลา ยังดีที่เราเป็นคนชอบดูหนังมากๆดังนั้นช่วงว่างๆในชีวิตเราจึงทุ่มเทให้กับสิ่งนี้แทบทั้งหมด เราไม่ต้องหาคนคุยเล่นๆ หาคน(ที่ไม่ใช่เพื่อน)ออกมาทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงข้างนอก เพราะเราเองเชื่อว่ามนุษย์อยู่ได้ด้วยความหวัง การที่คุณแค่คิดว่าเขาเป็นแค่คนแก้เหงา แต่อีกคนเขาอยู่ได้ด้วยความหวังจากคุณ ดังนั้นการคุยเล่นๆกับใครสักคนนึงสำหรับเราไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย ถ้าพูดด้วยความอนุรักษ์นิยม เราคงบอกตรงๆเลยว่าไม่ชอบ ไม่ได้บอกว่าผิดไม่ผิด มันเป็นเรื่องของสิทธิแต่ละคนที่ไม่ผิดต่อกฎหมายอยู่แล้ว แต่แค่คิดว่าถ้าวันหนึ่งตัวเองตกอยู่ในสถานะคนคลายเหงาของคนอื่นแล้วก็คงเป็นอะไรที่แย่มากๆแน่นอน นี่ยังไม่รวมความพร่ำเพ้อของคุณที่มีต่อโชคชะตาว่าทำไมฉันต้องเป็นมือที่สามของคนอื่นเค้าด้วย (ยกเว้นมึงไม่แคร์)
.
ทำไมทุกอย่างมันต้องยุ่งยากในเมื่อทำอะไรให้ง่ายๆก็ดีอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งคือเราต้องการสิ่งที่พิเศษ ความสัมพันธ์ที่พิสูจน์และหาเหตุผลได้ แม้ส่วนใหญ่จะมาจากความรู้สึกข้างในก็ตาม ฟังดูอาจจะขัดๆก็จริงทั้งการใช้เหตุผลและความรู้สึกในเรื่องของความสัมพันธ์ของมนุษย์ แต่เราเชื่อว่าแม้คนจะจำไม่ได้ว่าเราพบกับคนสำคัญคนหนึ่งในอดีตยังไง แต่คนเราก็จะยังรู้สึกและรู้เหตุผลที่ยังอยู่กับเขาในปัจจุบันอยู่ดี สองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรอยู่ด้วยกันตลอดเวลาหากเราพบกับคนคนนั้นเข้า ถ้าเป็นไปได้มันก็คงช่วยให้ความสัมพันธ์ยืนยาวไปถึงอนาคตเลยด้วย คำตอบของความสัมพันธ์อนุรักษ์นิยมที่แม้จะมีความซับซ้อนจากกฎและข้อห้ามมากมาย (ทั้งจากจารีต ประเพณีและความคิดของตัวเอง) แต่ถ้ามันทำให้แต่ละครั้งได้พบกับคนที่มีความสำคัญในชีวิตจริงๆได้สักคนนึงแล้วละก็ มันก็คงเป็นสิ่งที่เราเลือกอย่างไม่มีข้อแม้เลย 
SHARE

Comments

NerdJacking
6 days ago
ขออนุญาตกดหัวใจตั้งแต่เห็นชื่อเรื่อง
Reply