บัตรเชิญสู่โลกเสมือนจริง.
You're in my arms, and all the world is calm
The music playing on for only two

So close, together
And when I'm with you

So close, to feeling alive

ถ้าบัตรเชิญสีเทอร์ควอยซ์นั้นถูกส่งมาตามกำหนดตั้งแต่แรก
ฉันคงปฏิเสธผู้ใหญ่ท่านนั้นได้ทันเวลา

“-ปีนี้ ก็มาให้ได้นะ”

ฉันทำอะไรไม่ได้กับประโยคบอกเล่าแกมบังคับที่ได้รับมา

แต่นั่นคงไม่สำคัญอีกแล้วล่ะ

เมื่อฉันไม่มีโอกาสคิดหาทางปฏิเสธอีกเป็นครั้งที่สอง

A life goes by,
Romantic dreams must die
So I bid mine goodbye
And never knew

So close, was waiting,
Waiting here with you

And now, forever, I know
All that I wanted

To hold you, So close

ไม่กี่วันถัดมา ในช่วงเวลาที่การจราจรเมืองใหญ่วุ่นวายถึงขีดสุด

ฉันถูกลักพาตัวโดยคนรู้จัก ในสภาพร่างโทรมชื้นเหงื่อ

ตัวเลขดิจิทัลบนรถยุโรปคันนั้น คล้ายกำลังกดดันคนขับให้พุ่งทะยานไปข้างหน้า


.
ฉันยังคงนั่งนิ่งเมื่อรถจอด เป็นการประท้วงเล็กๆ เท่าที่พอจะทำได้ในสภาพแบบนี้


เวลาครึ่งชั่วโมงหมดไปกับการยัดตัวเองลงในอีฟวนิงกาวน์ ที่หลายเสียงเชียร์ว่าเหมาะกับฉันที่สุด

ปาดไหล่ลึกอวดกระดูกไหปลาร้าเด่นชัด เป็นชุดน่ารำคาญที่ต้องคอยดึงขึ้นทุกห้านาที 

สร้างความลำบากใจให้ทุกคนในตอนท้าย ด้วยการยืนยันว่าจะลากชุดหางปลานี้ด้วยตนเอง


หมายถึง ด้วยการสวมสนีกเกอร์เบอร์สามสิบเก้าคู่เก่า แทนการสวมรองเท้าส้นเข็ม


จริงๆ แล้ว ส่วนสูงของฉันออกจะเกินมาตรฐานหญิงไทยด้วยซ้ำ

แต่ในทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องบอลรูม กลับพบว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพื่อรักษาระยะระดับสายตากับสาวๆ คนอื่น


แน่นอน, ไม่มีใครสวมรองเท้าผ้าใบในที่แบบนี้


ไม่เว้นแม้กระทั่ง ผู้ชายคนนั้นที่เดินตรงมาหาฉันราวกับถูกนัดไว้


“-ฝากด้วยนะ”

เป็นคำสั่งเด็ดขาด ที่ทำให้อีกฝ่ายพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

ฉันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ใช้ความดื้อรั้นผลักตัวเองออกห่างในทิศทางตรงข้าม

.
ตอนนี้เท่าที่รู้คือ
ฉันมีหน้าที่เข้าร่วมงานอย่างเต็มใจ
หรืออย่างน้อย ก็พยายามทำให้อะไรๆ ดู 'ปกติ' เหมือนปีก่อน

ฉันจึงควรเลือกมองผ่านเขาไป
สมองตั้งใจไว้แบบนั้น
แต่สายตากลับเก็บรายละเอียดได้อย่างแม่นยำเกินไป


สูทสีอ่อนขับผิวซีดให้ยิ่งแห้งเหือด

ร่างบางกำยำขึ้นเมื่อถูกพลางด้วยชุดโอเวอร์ไซส์

หยักริมฝีปากเหยียดตรงราวกับตั้งใจ

ตาเรียวเล็กชี้ขึ้น นัยน์ตาลึกล้ำ เกินจะคาดเดาความรู้สึก


ใบหน้าสามในสี่ส่วน ถูกปกคลุมไว้ด้วยหน้ากากสีดำ คล้ายกันกับทุกคนในงานคืนนี้


-แต่เขาพิเศษ

อย่างน้อย ก็เป็นไม่กี่คนที่ซ่อนแววตาสงสัยในตัวฉันไว้ได้ อย่างแนบเนียน


เขาบอกฉันว่า
“ผมจะลำบากนะ ถ้าคุณยังทำท่าเบื่อโลก”

ประโยคของเขาใช้ได้ผลทันที
ฉันฝืนยิ้มโรยแรงเป็นการประชดกลับไป

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับคุณอยู่ตรงนี้”

เข้าใจได้ว่าเขาหมายถึงอะไร
น้ำพันช์ดูจะเป็นอย่างเดียวที่ปลอดภัยกับฉัน ท่ามกลางเครื่องดื่มหลากสีสันที่น่าสงสัย

“คราวนี้ก็แล้วแต่คุณนะ ว่าอยากให้ผมอยู่ข้างๆ หรือเปล่า”

มันน่าโมโห
แต่ลงเอยด้วยการไม่ยอมขยับตัว
ไม่ใกล้ไปกว่านั้น และไม่ห่างออกไปอย่างที่เคยทำในตอนแรก


หันมองรอบข้างเป็นเชิงถามให้แน่ใจ
ว่ามีความจำเป็นต้องสวมหน้ากากให้กลมกลืนกับบรรยากาศรอบข้างหรือไม่


.
แรกสุดที่ได้รับบัตรเชิญงานเต้นรำสวมหน้ากาก มีสามสิ่งที่ฉันกลัว 

หนึ่ง งานเลี้ยง, แน่นอน คนที่เติบโตมากับเพื่อนในจินตนาการ ไม่มีทางชอบบรรยากาศพลุกพล่านแบบนี้

สอง การเต้นรำ, ครั้งสุดท้ายที่เคยเต้นลีลาศ ก็ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย
ไม่นับรวมการเต้นรำตามแบบสากลสมัยใหม่ ที่ฉันไม่มีพื้นฐานใดๆ ทั้งสิ้น

สาม การสวมหน้ากาก, ทั้งในความหมายรูปธรรม และนามธรรม


และ ความน่ากลัวลำดับสุดท้ายก็เดินทางมาถึง-
ฝันร้ายครั้งที่สี่, เมื่อทุกอย่างในนี้รวมกันเป็นหนึ่ง


บนโลกที่ทุกคนสวมหน้ากากเข้าหากัน ฉันรู้สึกไม่คุ้นชิน

ในงานที่การสวมหน้ากากเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามกติกา ฉันกลับดูแปลกแยก เมื่อทำตัวปกติอย่างที่เคยเป็น


ฉันนี่เหมาะกับการถูกคัดออกจากทุกระบอบของสังคมเลยจริงๆ สินะ


ยังไม่ทันได้ตอบข้อสงสัย


ทันทีที่แชนเดอเลียร์กลางห้องสลัวลง

หนุ่มสาวหลายคู่ทยอยเคลื่อนกายลงสู่ฟลอร์

จังหวะบัลลาดเนิบช้า ค่อยๆ ไต่ระดับจนสัมผัสได้ถึงความบาดลึกทางอารมณ์

So close to reaching
That famous happy end
Almost believing
This one's not pretend
And now you're beside me,
And look how far we've come

So far we are, So close

นาทีนั้น ฉันไม่ต่างจากคนหลงป่าน่าเวทนา

แสงจางๆ ที่เคยชุบกำลังใจ แท้ที่จริงแล้ว กลับไม่ใช่ดาวเหนือที่ใฝ่หา

ปราศจากแผนที่และเข็มทิศ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร จากหิ่งห้อยที่ไม่ปรารถนาจะยืนเคียงข้างกัน


พาตัวเองเดินลัดเลาะมาหลบข้างผนังได้อย่างปลอดภัย

สำรวจชายกระโปรงว่าไม่มีส่วนไหนขาดหาย จากการถูกรองเท้าส้นสูงของใครทำร้ายมา


ชั่วขณะนั้น ฉันไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
แทบจะไม่รู้จักตัวเองจริงๆ เลยด้วยซ้ำไป


เหมือนติดอยู่ในโลกความฝัน ที่คนใจร้ายผลัดกันเข้ามาทำให้ปวดใจไม่มีที่สิ้นสุด


ฉันแค่อยากขอเวลาทบทวนอยู่กับตัวเอง
เป็นตัวของตัวเอง
สวมเสื้อผ้าที่ตัวเองเลือกเอง


สนีกเกอร์เบอร์สามสิบเก้า เป็นเครื่องยืนยันสุดท้าย ว่าฉันยังไม่ถูกกลืนหายไปในโลกมายานี้

Oh how could I face the faceless days..
If I should lose you now?

“ผมทำตามหน้าที่” 
เขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งใกล้ๆ พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเท่าที่ได้ยินกันสองคน

ขณะกำลังสับสน
เขาคลุมแจ็กเก็ตสูทบนไหล่เปลือยของฉันด้วยท่าทางสุภาพ หลีกเลี่ยงการสัมผัสตัวกันและกันเกินความจำเป็น

คำขอบคุณติดอยู่ที่คอ
ไม่แน่ใจว่าเรายืนอยู่เงียบๆ สองคน ท่ามกลางคลื่นอารมณ์มากมายในบรรยากาศแบบนั้นได้ยังไง


อยู่ข้างๆ กันก็จริง
แต่เหมือนข้างใน,
ความคิดจะพาพวกเราไปได้ไกลกว่านั้น


.
และแล้ว งานเลี้ยงก็ถึงคราวเลิกลา

เขาเดินมาส่งที่รถ
กล่าวราตรีสวัสดิ์
ยืนอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งฉันเพ่งผ่านกระจกมองหลังไม่เจอ

นาฬิกาดิจิทัลปรากฏเลขศูนย์สี่ตัวเรียงกัน

ถ้าเป็นในนิทาน เวทมนตร์คงถึงกาลสูญสลาย


แต่ในชีวิตจริง ความมหัศจรรย์ยังลอยคลุ้งอยู่ในทุกอณูอากาศ


ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในรถค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นบนไหล่

ฉันกระชับเสื้อนอกตัวหนากลุ่นกลิ่นจางนั้นไว้ 


รู้สึกสบายใจจนเผลอนึกอะไรสนุกๆ ออกมา


ถ้าทิ้งสนีกเกอร์ไว้ในงานสักข้าง จะมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปมั้ยนะ,


จะมีใครบางคน
ฝ่าฝันทุกอุปสรรคที่ขวางกั้น เพื่อตามหาฉัน

หรือจนแล้วจนรอด
มันก็จะยังถูกถอดทิ้งอยู่ที่เดิม

น่ากลัวว่า อาจถูกพนักงานเขี่ยทิ้งไป ภายในคืนนี้ด้วยซ้ำ


แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ
มีของบางอย่าง ที่ฉันคงทิ้งไม่ลงแน่ๆ

ได้แต่รอวันเวลาที่เหมาะสม เพื่อนำกลับไปส่งคืนให้ถึงมือเจ้าของ

พร้อมกับเตรียมคำตอบ สำหรับคำถามที่ถูกทิ้งท้ายไว้ว่า


“งานเลี้ยงครั้งหน้า จะมาหรือเปล่า”

We're So close to reaching
That famous happy end,
And almost believing,
This one's not pretend-

ถึงตอนนั้น, อาจจะมีคนจำกันไม่ได้
เพราะ ฉันคงทำตัวกลมกลืนกับสาวๆ ส่วนใหญ่

สวมชุดที่มีคนเลือกไว้ให้
สวมส้นสูงแสนอันตราย 


สวมหน้ากากเพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งในงาน


ขอยืมพลังเวทมนตร์เพียงนิดเดียว
ช่วยทำให้คืนนั้น

ฉันได้กลายเป็น ‘หญิงสาว’ คนสำคัญ

-ไม่ใช่ ‘น้องสาว’ อย่างที่เคยได้รับการนิยามมา


ครั้งหนึ่ง, ที่เคยก้าวข้ามเส้นความสัมพันธ์

มันเจ็บปวดจนเราต้องหยุด เพื่อทำความเข้าใจกันใหม่


ชัดเจนแล้วว่า อีกฝ่ายตัดสินใจที่จะสวมหน้ากากไว้ตลอดเวลา

ครั้งหน้า ฉันเองก็จะสวมมันบ้าง


เพื่อให้เราได้กลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันอย่างสมบูรณ์


บนโลกเสมือนจริง,
ที่มีทางคู่ขนานทอดยาวไปไม่รู้จบสิ้น

เราสองคน,
เดินมาถึงจุดที่จะไม่มีทางกลับไปบรรจบกันได้แล้วสินะ.

-Let's go on dreaming
For we know we are

So close, So close

And still So far...

• So Close : JON MCLAUGHLIN •
SHARE

Comments

SUPANNEEGA
2 years ago
ตื่นเต้นตลอดการอ่าน เหมือนพยายามเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ เหมือนจะลุ้นแต่หาจุดจบของมันไม่ได้
เห็นตาม แต่ไม่ทั้งหมด.. เป็นบทความที่คลึงอารมณ์เล่นได้ดี สรุป ชอบมากค่ะ
Reply
LaFloraRa
2 years ago
ดีใจที่ชอบนะคะ :)
Christopher25th
2 years ago
เป็นบทความที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่กลับถูกดึงดูดให้อ่านต่อได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เผลออีกทีก็อ่านไปอมยิ้มไปเสียแล้ว ชอบวิธีการเขียน ชอบวิธีการค่อยๆเปิดเรื่องราว ค่อยๆบอก ค่อยๆกล่าวจนประกอบกันกลายเป็นเรื่องราวเรื่องนึงได้อย่างเพอร์เฟค ทุกๆถ้อยคำดูสละสลวยน่าจดจำมากๆ ชอบทีเดียวเลยครับ ชอบจริงๆ
Reply
LaFloraRa
2 years ago
คนเขียนก็อ่านคอมเม้นท์ไปยิ้มไปเหมือนกันค่ะ ขอบคุณมากๆเลยนะคะ :)