หรือความรัก = การลงทุน
          ความคิดที่ผุดขึ้นวนเวียนในหัวจากการอ่านข่าวดาราช่วงหลายวันมานี้คือ หรือคำนิยามของความรักที่มนุษย์ใคร่หากันมานานแสนนานจะได้คำตอบแล้ว นั่นคือ
          ความรักคือการลงทุน 
          จริงๆ มันก็แค่ข้อสันนิษฐานของเราเท่านั้นแหละ และรู้ดีว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ดูทุนนิยมมากซะด้วย แต่ถ้าใครถามว่าความรักสมัยใหม่เป็นยังไง เราก็คงตอบแบบนี้ไปด้วย 
          เราอยู่ในยุคที่ทุกสิ่ง Calculable 
          ถ้าว่ากันแบบอิงความรู้วิชาการหน่อยก็คือ การเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ การปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม การแสวงหาอาณานิคม การก่อตัวของระบบพาณิชย์และเงินทุน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองได้ส่งผลต่อสังคมและวัฒนธรรมตั้งแต่ระดับรากฐาน ระบบทุนนิยมที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากร และ "เงิน" ทำให้มนุษย์ค่อยๆ มีพื้นฐานความคิดที่ต้องคิดคำนวณตลอดเวลา การจะตัดสินใจเลือกอะไรอยู่บนฐานของหลักเหตุและผลมากขึ้น เลือกแบบนั้นแล้วคุ้มมั้ย เดินทางด้วยอะไรเร็วที่สุดประหยัดที่สุด ข้าวร้านไหนอิ่มสุดราคาไม่แพง เรียนต่อทีไ่หนได้ภาษีสมัครงานดีกว่ากัน ทำงานอะไรได้ทั้งเงินเดือนสูงได้ความมั่นคง 
            เราอาจไม่รู้ตัวว่าเราเป็นพวก Optimization 
            Optimization คือการหาค่าที่เหมาะสมที่สุด  ในทางเศรษฐศาสตร์ เราต้องคำนวณว่าเราต้องทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดหรือได้ค่าที่เหมาะสมที่สุด (ซึ่งแน่นอนว่าคือจุดที่เราได้กำไรเยอะสุด แต่ลงทุนน้อยที่สุด) 
            ในทางความรักศาสตร์ มนุษย์ก็เชื่อแบบนั้น ไม่ว่าจะด้วยสัญชาตญาณแต่กำเนิด หรือด้วยการหล่อหลอมจากสังคม แต่มนุษย์มีพื้นฐานความคิดเหมือนๆกันคือ ถ้ารักแล้วไม่คุ้ม เราก็ไม่อยากจะรัก แม้บางคนจะเถียงว่าเคยเจ็บเพราะความรักมาแล้วนับไม่ถ้วน หรืออาจบอกว่าเพื่อรักแล้ว แม้จะเจ็บแค่ไหนก็ยอม แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่เห็นความสุขที่แท้จริง ซ้ำยังเป็น Toxic Relationship ที่เอาแต่บั่นทอนชีวิตเราอีก บทสรุปที่ได้จึงไม่พ้นการเลิกรา เพราะรักไปก็เหนื่อยและเจ็บช้ำ มองดูความรักและความสุขที่ได้กลับมาแล้ว มองไม่เห็นความคุ้มค่าของการลงทุนกับรักครั้งนี้เลย
           We deserve the love we think we deserve.
           อย่างที่บอก พอมองเห็นว่าพอลงทุน (รัก) แล้วไม่ได้กำไร (ความสุข) ไม่ใช่คุ้มทุน แต่กลับขาดทุนอย่างย่อยยับ (เจ็บปวดจนแทบแหลกสลาย) ในโลกสมัยนี้ก็คงมีน้อยคนที่จะยอมขาดทุนต่อไป หลายคนเลือกที่จะถอนทุนแล้วไปลงกับที่ใหม่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร 
          ถามว่าการมองความรักเป็นการลงทุนนี่โหดร้ายไปไหม มองด้านเดียวเกินไปหรือเปล่า 
          จริงๆ แล้ว มันเป็นแค่ข้อสันนิษฐานหนึ่งอย่างที่บอก มันยังมีอีกหลายปัจจัยที่มาส่งเสริมข้อความนี้ นั่นคือสภาพแวดล้อมบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป สำคัญที่สุดเลยคือ เวลา 
          การเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงที่ยาวนานของโลกเราได้ส่งผลต่อความรักไม่แพ้สิ่งอื่นใด
          เมื่อความคิดของคนเปลี่ยน กระแสสังคมเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน ความรักก็เปลี่ยนไปด้วย แต่ก่อนกระแสเรื่องความเท่าเทียมทางเพศยังไม่แรง วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ การยอมทน ยอมเป็นล่างของผู้หญิงนั้นเห็นได้ชัด แต่ปัจจุบันแม้ความเท่าเทียมกันยังไม่อาจพูดได้ว่ามันเท่ากันแล้วจริงๆ แต่ผู้หญิง หรือเพศอื่นๆ ที่ถูกกดทับก็มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น ถ้าจะพูดให้ถูกคือมนุษยชาติไม่ว่าเพศใดตระหนักถึงสิทธิตัวเองมากขึ้น เรารู้ว่าเรามีสิทธิ มีเสรีภาพที่จะทำตามปรารถนาของตนเอง เพราะเราเชื่อว่าเราเท่าเทียม การยอมทนกับอะไรที่มันแย่จึงไม่ใช่กระแสความคิดหลักของสมัยนี้แล้ว
           ความรักเป็น Free Will?
          
          จนถึงทุกวันนี้ คำถามที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า มนุษย์มี Free Will จริงหรือ ก็ยังหาคำตอบแบบ absolute ไม่ได้ เพราะมันก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะบอกว่า เรามีเสรีภาพและสิทธิกับสิ่งนั้นเต็มที่ โดยเฉพาะกับความรัก 
          เพราะความรักมันคือนามธรรม
          เพราะความรักโดยเนื้อแท้คือเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก 
          ถ้าคุณสามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ก็คงจะมีสิทธิเสรีภาพได้เต็มที่ แต่ใครกันที่จะทำได้แบบนั้น 
          ถึงเราจะมองว่าสมัยนี้เราใช้เหตุผล และคำนวณทุกอย่างกันมากขึ้น รวมถึงความรัก เราเลิกรากันง่ายขึ้นเพราะเราเห็นว่ารักแล้วไม่คุ้ม จริงๆแล้วมันก็แค่การยุติทางความสัมพันธ์ไง เราเลิกกับเขาทางสถานะ เราแค่ไม่ได้ไปกินข้าวด้วย ไม่ได้ไปดูหนัง เดินเที่ยว หรือนอนกอดกันเหมือนเดิม 
          เราถอนทุนทางสถานะออกไป แต่มันคนละเรื่องกับการถอนใจ ถอนความรู้สึก
          เราเลิกกับเขาวันนี้ ไม่ได้แปลว่าเราเลิกรักเขาวันนี้หรือพรุ่งนี้
          บางคนนานเป็นปีก็ยังเอาใจไปลงทุนกับเขาอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ
          
ไม่ว่ากี่ร้อยปี มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ และ ความรักก็คือความรัก 
         
          เพราะฉะนั้น กึ่งกลางระหว่างเหตุผลและความรู้สึกคือ Optimization
          จะบอกว่าความรักคือการลงทุนก็คงไม่ถูกซะทีเดียว
          เราต้องบอกว่า 
          ความสัมพันธ์ = การลงทุน 


          โชคดีกับความสัมพันธ์ของคุณในปี 2018 :)


SHARE
Writer
21
survivor
something changes everyday

Comments