มาลองเช็คกันว่าคุณขาดทักษะใดใน 6 อย่างนี้
      
เขาว่ากันว่าการที่ได้นั่งจิบกาแฟสนทนากับใครสักคนเพียงชั่วขณะ เพียงไม่กี่คำถามเราก็สามารถเข้าไปสัมผัสได้ถึงจิตใจและทักษะของคนๆนั้นได้ไม่ยาก 
              ใช่แล้วค่ะ คุณอ่านไม่ผิดหรอก หลายคนอาจจะมองว่าเป็นไปได้จริงหรอกับบทสนาทั่วไปจะสามารถมองทะลุถึงตัวตนลึกๆของคู่สนทนาได้ คำตอบคงเดาได้ไม่ยากใช่ไหมคะ ว่าเปิ้ลจะตอบว่าอะไร
              จริงๆแล้วการตั้งคำถามที่ดีสามารถบ่งบอกอะไรได้เยอะกว่าที่คุณคิด วันนี้เปิ้ลไม่ได้จะมาพูดถึงวิธีที่จะวิเคราะห์ตัวตนของใคร เพียงแต่นำประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกเล่าเรื่องราวที่ได้เจอเกี่ยวกับทักษะของเยาวชนในศตวรรษที่21นี้
              ขอเกริ่นก่อนว่าหลังจากที่ได้ทำงานตรากตำมาตลอด2อาทิตย์ เพื่อเตรีิยมการสอนและติวให้กับนักศึกษาที่กำลังจะก้าวออกไปมาแม่พิมพ์ของชาติ ทำให้ได้สัมผัสกับเด็กๆหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

- คนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีPassionเต็มเปลี่ยมในหัวใจ
- คนที่ใช้ชีวิตเหมือนวนอยู่ในเขาวงกตหาทางออกหรือคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
- คนที่นั่งอยู่ในมุมของกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ไม่กล้าแม้แต่จะยกขาก้าวออกมา

      นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งๆที่ได้เจอจากหลายสิบหลายร้อยเคส ทำให้เปิ้ลได้ตกตะกอนและมองเห็นถึงปัญหาจากการขาดทักษะดังต่อไปนี้

1 ขาดทักษะการเชื่อมโยงและจินตนาการ
         น้องๆหลายคงมีความรู้เชิงลึกในเรื่องที่เรียนอยู่ก็จริง ถามอะไรตอบได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งกว่าการเสิร์ทกูเกิ้ลเสียอีก แต่พอถึงประเด็นที่ต้องเชื่อมโยงไปในเรื่องอื่นๆ กลับไม่สามารถทำได้ ไม่มีจิตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ เพราะการศึกษาไทยในสมัยก่อนไม่ได้เน้นผู้เรียนในทักษะเหล่านี้ อีกทั้งการเรียนการสอนในบางครั้งถูกตีกรอกและปิดกั้นจินตนาการของเด็ก เปิ้ลขออนุญาตยกตัวอย่างประกอบง่าย

คุณครูยื่นกระดาษให้เด็กๆระบายสีช้างในคาบเรียนศิลปะ
           เด็กหญิง A ระบายสีช้างด้วยสีเทา และให้เหตุผลว่า หนูเคยเห็นช้างแต่สีเทาค่ะ, คุณครูเคยบอกว่าช้างต้องสีนี้ บลาๆๆๆๆ
           เด็กหญิง B ระบายสีช้างด้วยสีเหลือง และให้เหตุผลว่า หนูรู้ว่าช้างสีเทา แต่ช้างที่่หนูกำลังระบายเขากินกล้วยไปเยอะมากเขาเลยตัวสีเหลืองไงคะ

     หากมองให้ดีแล้วจะเห็นความสัมพันธ์ที่ว่า เด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่จริงๆแล้วสามารถใช้ข้อมูลความเป็นจริงควบคู่กับจินตนาการได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล

2 ขาดทักษะด้านภาษา
        ภาษาที่สองไม่สำคัญจริงหรอ? เป็นคำถามที่เปิ้ลทิ้งท้ายไว้ในทุกครั้งที่ได้บรรยาย เพราะภาษานั้นเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่จะไขเข้าไปสู่ความสำเร็จ เปิ้ลเองไม่ได้เก่งไปกว่าคนอื่นๆ แต่การที่เราจะเป็นครูคนนั้น เราจำเป็นจะต้องก้าวให้ยาวและไวกว่าคนอื่น หากเราได้ภาษาก็เหมือนกับอลิสที่มีกุญแจไขประตูเข่้าสู่โลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความรู้ ความได้เปรียบก็เป็นผลพลอยได้ที่จะติดตัวเราไปชั่วชีวิต

3 ขาดความเชื่อ
           มีใครในที่นี้บ้าง ที่เคยพูดประโยคเหล่านี้กับตัวเอง
- ฉันว่ามันยากไป ฉันทำไม่ได้หรอก
- คนอย่างฉันนี่นะ จะทำมันได้
- ฉันว่าฉันไม่มีความสามารถขนาดนั้น

       และประโยคอีกเป็นร้อยเป็นพันที่สร้างขึ้นมาปิดกั้นความสามารถของตนเอง เมื่อเราขาดความเชื่อแล้ว ก็มีโอกาสอย่างมากที่จะล้มเลิก หรือไม่กล้าที่จะริเริ่มอะไรใหม่ๆ ทั้งที่จริงแล้วเรามีความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย เพียงแต่รอโอกาสที่ตัวเราเองจะดึงทักษะเหล่านั้นออกมาใช้ หากเราไม่ลองแล้วเมื่อไหร่เราจะรู้ว่าทักษะและความสามารถที่เรามีอยู่มันทรงพลังมากขนาดไหน

4 ขาดPassion
        นอกจากความเชื่อแล้ว Passionก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในการในใช้ชีวิตและการทำงาน ทุกครั้งที่เปิ้ลได้สอนหรือบรรยาย นักศึกษาทุกคนจะรู้สึกและอิน กับเรื่องราวต่างๆที่เปิ้ลได้นำเสนอ ไม่ใช่เพราะเปิ้ลเล่าเรื่องเก่งนะคะ แต่ทุกเรื่องที่เล่าไป เราเล่ามาจากใจ มาจากก้นบึ้งความรู้สึกจริงๆ หากใครยังไม่เข้าใจกับความรู้สึกนี้ให้ลองนึกถึงสิ่งที่เราตั้งใจทำมันจริงๆ สิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข แล้วใช้พลังด้านบวกนั้นมาประยุกต์กับการเรียนหรือการทำงานคงส่งผลดีได้ไม่น้อยเลยค่ะ

5 ขาดความพยายาม
        คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทไปเสียทุกอย่าง ตั่งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป หากหลงระเริงอยู่ในความสบายจากการที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ก็เปรียบเสมือนการติดไวรัสตัวเล็กๆที่เรียกกันว่า ความขี้เกียจ เข้าไปสู่ร่างกาย ทำให้เราหมดความพยายามที่จะทำอะไร มีความอดทนต่ำกว่าแต่ก่อน เวลาเจออะไรที่ยาก กลับรู้สึกว่า ไม่เอา ฉันไม่ทำดีกว่า หรือพยายามก็ทำได้อยู่เพียงชั่วครู่เดียว ทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนมุมมองดู จากความเบื่อหน่าย ขี้เกียจ เป็นความท้าทายและความภูมิใจเมื่อสามารถพิชิตสิ่งเหล่านั้นได้

6 ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์
   
     หนูคิดว่า จิตวิญญาณความเป็นครู คืออะไรหรอค่ะ
                    หลังจากสิ้นเสียงของผู้บรรยายแล้ว นักศึกษาครุศาสตร์ชั้นปีที่4 ต่างเงียบและมองหน้ากัน พร้อมกับสีหน้าในลักษณะที่ว่า ฉันควรจะตอบอะไรดีนะ? 
                   จะเห็นได้ว่าคำถามที่ถามไปนั้น ไม่ได้มีความยากและแทบจะไม่จำเป็นต้องคิดวิเคราะห์อะไรเลย สามารถใช้ความรู้สึกจากใจในการหาคำตอบก็ยังได้ แต่กลับกลายเป็นคำถามที่นักศึกษาใช้เวลาในคิดนานกว่าที่ควรจะเป็น และเชื่อไหมค่ะว่านักศึกษากลุ่มนี้หลังจากช่วยกันระดมความคิดมาสักพัก กับไม่มีใครตอบในประเด็นเรื่องของ ความรักจากครูที่มีให้กับศิษย์เลยสักคน
                จากเรื่องที่เล่ามานี้ ทำให้เปิ้ลตกตะกอนอะไรได้หลายอย่างที่เกี่ยวกับปัญหาของเยาชนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการคิด ความสามารถในการบอกเล่าเรื่องราวและเรื่องอื่นๆอีกมากมาย แม้แต่คำถามง่ายๆ เขายังใช้เวลาในการตอบมากขนาดนี้ แล้วถ้าวันหนึงที่เขาต้องเจอกับคำถามเชิงคิดวิเคราะห์แล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร?


      จากประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง เมื่อลองมองย้อนกลับไปดูถึงสาเหตุของปัญหาจริงๆแล้ว ส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้น รูปแบบการศึกษาของไทยที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ   
      การสนับสนุนนักเรียนด้านเนื้อหาเป็นสิ่งที่ดีแต่ควรจะมีการส่งเสริมทักษะที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานในอนาคตได้จริง เปรียบเสมือนการติดอาวุธให้กับเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน

       ครั้งหน้าเปิ้ลจะมาพูดถึงการฝึกทักษะเหล่านี้ ไม่ว่าคุณอายุเท่าไหร่ หากเพียงเปิดใจและรักในการพัฒนาตนเอง รับรองค่ะว่าจะไม่มีคำว่าสายเกินไปอยู่ในพจนานุกรมของคุณแน่นอน


SHARE
Writer
PEMI
Instructor
Welcome to my world my passion is sharing a valuable experiences, knowledge, and stories to reader on Storylog. I am hopefully you can get some inspiration after access here. Thank you for visiting my page.

Comments