ห้องพักชั้นสิบสามเงียบงันลงไปเมื่อขาดคุณ.

คุณ

   เกือบสี่เดือนแล้วที่คุณย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด หลังจากเกือบหกปีที่เราอยู่ด้วยกัน ผมเคยพูดว่าจะย้ายตามคุณไป อากาศที่นั่นปลอดโปร่ง ชีวิตที่นั่นไม่เร่งรีบเหมือนในเมืองหลวง ไม่ช้าไม่นานเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง สมควรจะหนักแน่นจริงจังแต่ผมกลับพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง เพียงเพราะผมไม่แน่ใจเอาเสียเลยว่าควรจะเป็นเมื่อไหร่ ยังไง

   ห้องพักชั้นสิบสามเงียบงันลงไปเมื่อขาดคุณ ขาดเสียงเพลงที่คุณเฝ้าร้องซ้ำไปซ้ำมาจนผมร้องตามได้แม้จะไม่เคยฟัง ขาดเสียงหัวเราะของคุณที่ดังขึ้นตอนที่เราดูหนัง ดูคลิปในยูทูบ หรือพูดคุยกัน ผมยังคุยกับคุณอยู่ผ่านวิดีโอคอลหรือแชทในเฟซบุ๊ก แต่มันไม่อาจทดแทนการมีอยู่ของคุณ คุณคืออากาศ คุณคือบรรยากาศ คือชีวิตชีวาที่ห้องนี้ขาดหายไป

   ยอมรับว่าผมเคยหงุดหงิดเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะการเขียนหนังสือเมื่อคุณกลับมาจากการทำงาน เสียงไขกุญแจของคุณดึงให้สมาธิหลุดลอย เสียงเอ่ยทักทายของคุณพัดพาประโยคที่กำลังล่องลอยอยู่ให้หายลับไป แต่ถึงที่สุดแล้วผมก็ต้องการคุณ ต้องการคนที่เอ่ยถามผมว่าวันนี้เขียนได้กี่หน้า ต้องการคนที่จะรองรับสิ่งที่ไม่อยู่ในหน้ากระดาษ สำคัญที่สุดคือต้องการคนที่จะอ่านมัน คนที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ผมทำ

   การเขียนคือการงานอันโดดเดี่ยว หลายครั้งที่ผมตื่นขึ้นกลางดึกและไม่อาจข่มตานอนต่อจนต้องตื่นขึ้นมาเขียน แสงไฟหน้าจอคอมสว่างจ้าจนปลุกคุณฟื้นตื่นจากความหลับใหล แต่คุณก็ไม่เคยบ่นว่า ตรงกันข้าม คุณจะลุกขึ้นมาเปิดโคมไฟเพิ่มแสงสว่าง ไม่อยากให้ผมเสียสายตา คุณคอยให้กำลังใจผม วันไหนที่ผมเขียนไม่ได้ คุณจะบอกว่าเดี๋ยวผมก็เขียนได้ คุณจะรออ่านงานผมเสมอ

   ผมเปลือยร่างกายตัวเองบนหน้ากระดาษ ขีดเขียนมวลความรู้สึกของตัวเองลงไปในนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นความเศร้าโศรกทุกข์ตรม ไม่เคยเขียนถึงความสุขเพราะถ้ามีความสุขก็ไม่รู้จะเขียนไปเพื่ออะไร ความสุขของผมไม่เคยต้องการภาชนะ มันล่องลอยเป็นละอองอยู่บนอากาศ สิ่งที่ผมไม่เคยจับต้องได้ ความเศร้าต่างหากที่ผมรู้จักดี น้ำตาต่างหากที่มีน้ำหนัก ไม่ใช่เสียงหัวเราะ ผมคือภาชนะที่ถ่ายเทความเศร้าภายในไปสู่ภายนอก และหลังจากเสร็จสิ้นสิ่งที่แบกไว้ในแต่ละวัน ผมต้องการใครสักคนที่บอกว่าโลกยังไม่แตกสลาย ผมต้องการความเงียบ แต่ผมก็ต้องการคุณ

   ฟังดูเห็นแก่ตัวใช่ไหม

   บางทีผมก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว สิ่งที่ผมทำค่อนข้างเรียกร้องความต้องการสูง ผมต้องการความเงียบ ต้องการสมาธิ สิ่งเหล่านี้ผมไม่อาจหาได้ในช่วงเวลางานประจำ หลายครั้งจึงต้องมาเบียดเบียนเวลาหลังเลิกงานที่เราควรจะได้อยู่ด้วยกัน คุณใส่หูฟังจมอยู่ในโลกของคุณ ผมเองไม่ได้ใส่หูฟัง แต่ก็มีโลกอีกใบของตัวเอง จนกว่าจะเขียนเสร็จนั่นแหละที่เราจะได้โอบกอดกัน เกาะกุมมือเอาไว้

   บางครั้งผมก็คิดว่าควรจะปล่อยคุณไป คุณควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้ เพราะถึงที่สุดแล้วผมก็ให้ค่างานเขียน ผมยังมีเรื่องเล่าตกค้างอยู่ข้างใน จนผมกลัวว่าสักวันจะต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างมันกับคุณ ผมเอาแต่คิดว่าความฝันของผมจะทำให้เราต้องพรากจากกันไหม

   ใกล้จะครบหนึ่งปีแล้วที่ผมเริ่มต้นลงมือเขียนนวนิยาย วางเป้าหมายให้มันเป็นผลงานชิ้นใหม่ ผมเคยเขียนความเรียง เคยเขียนเรื่องสั้น แต่นวนิยายคือสิ่งที่ผมอยากทำให้ได้ คือความท้าทายที่ผมอยากไปให้ถึง เพื่อนนักเขียนหนุ่มของผมก็มีภูเขาที่อยากปีนป่ายเป็นของตัวเอง ผมก็เช่นกัน รู้ว่าหนัก รู้ว่ายาก แต่ผมจะไม่เอาแต่เล่นอยู่ในเซฟโซน

   สี่เดือน - หนึ่งในสามของเนื้อเรื่อง ผมได้มา 134 หน้า A4 และมันเจ็บปวดพอสมควรเมื่อพบว่างานของตัวเองยังไม่ได้คุณภาพ ไม่ต้องให้คุณอ่าน ไม่ต้องให้เพื่อนนักเขียนหนุ่มอ่าน ผมมองเห็นด้วยตัวเองว่ามันยังไม่ดีพอ แต่นั่นไม่ทำให้ผมยอมแพ้ หลบไปสองเดือนเพื่อพิมพ์งานของตัวเองหนึ่งเล่ม หลังจบงานหนังสือ ผมเริ่มเขียนใหม่อีกครั้งตั้งแต่ต้น

   หกเดือน - ผมได้มา 86 หน้า ช้ากว่าเดิม ได้งานน้อยกว่าเดิม แต่ผมพอใจงานมากขึ้น แต่ที่ยังเจ็บปวดคือผมรู้ตัวว่ามือยังไม่ถึง นวนิยายเหมือนการจุดไฟบนมือนักเขียน แข็งแรงพอก็ควบคุมได้ เล่นแร่แปรธาตุได้ แต่ถ้าอ่อนแอมือนั้นก็มอดไหม้แหลกลาญ

   และมือผมกำลังมอดไหม้

   หลายครั้งที่ผมร้องไห้ออกมาระหว่างเขียน มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมเป็นคนร้องไห้ง่ายดาย ดูหนังฟังเพลงที่ลึกซึ้งก็เพียงพอจะกระตุ้นต่อมน้ำตา แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นกับการเขียน และพอมันเกิดขึ้น ผมไม่อาจหยุดพักแวะดูหนังหรืออ่านหนังสือเพื่อคั่นเวลาได้ ผมจมดิ่งอยู่ในเรื่องเล่า ติดค้างชะงักงันกับตัวละคร หาทางออกมาไม่ได้

   ผมโทรหาเพื่อนหนุ่มที่พักอยู่ใกล้ที่สุดบ่อยครั้ง ห้องพักของเขาอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที เบียร์ เหล้า หรือว็อดก้า ผมเลือกกล่อมเกลาตัวเองด้วยเสียงหัวเราะชั่วครู่ชั่วยาม ปลุกปลอบตัวเองให้ข้างในสงบลงช้าๆ เพื่อให้ง่ายต่อการหลับใหล

   แต่ผมก็เจ็บปวดจนได้

   กรุ๊ปไลน์ของเพื่อนผม เมื่อพวกเขาพบว่าผมไปค้างที่ห้องเพื่อนคนนั้นบ่อยครั้ง ใครคนหนึ่งก็พิมพ์ขึ้นมากลางดึกว่า เหมือนมึงเหงาอะ

   ใช่ ถ้อยคำนี้ผมได้ยินบ่อย บางครั้งตอนมัธยมผมเองก็เคยใช้ด้วยความขลาดเขลาเยาว์วัย ยิ่งยุคสมัยนี้เราใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยพร่ำเพื่อ เห็นใครอยู่คนเดียวก็บอกว่าเขาเหงา เห็นใครอยู่กันครึกครื้นเฮฮาก็บอกว่าพวกเขาเหงาง่ายจึงต้องมาอยู่ด้วยกัน พูดหยอกล้อกันด้วยความสนุกสนาน แต่ผมรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกคนใกล้ตัวใช้คำนี้อย่างไร้จุดหมาย ใช้โดยไม่เข้าใจว่าผมกำลังเผชิญกับอะไร

   ไม่รู้สิ เวลาถามใครว่าเหงาไหม โดดเดี่ยวไหม สำหรับผมมันควรเป็นคำถามจริงจัง ไม่ใช้ถ้อยคำที่เอามาพูดเล่นหยอกล้อแล้วหลงลืมไป ไถ่ถามโดยที่ไม่ได้สนใจใส่ใจเอาคำตอบ

   เหมือนที่ผมไม่ชอบให้คนรู้จักเรียกขานว่านักเขียน ที่ผมระบายความคับข้องกับคุณเสมอว่าถ้าถูกเรียกโดยคนไม่รู้จัก ผมจะไม่เก็บมาใส่ใจ หรือถ้าถูกเรียกโดยคนเขียนหนังสือด้วยกัน ผมจะไม่ขุ่นเคือง ด้วยพวกเขาเข้าใจดีถึงสิ่งที่ผมต้องเผชิญ แต่กับเพื่อนหรือคนรู้จักนั้นต่างออกไป ผมจะเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับโดนมีดทิ่มแทง เมื่อพวกเขาเอ่ยทักทายผมคำแรกว่านักเขียน แทนที่จะเป็นชื่อ

   คุณจะไม่เรียกเพื่อนของคุณว่าช่างทำผม คุณจะไม่ตะโกนทักเขาทันทีที่เจอหน้าว่าเฮ้ย คนขับรถ คุณจะไม่บอกลาพวกเขาก่อนจากลาว่าไปก่อนนะ พ่อหนุ่มแคชเชียร์ แต่พอคุณเป็นนักเขียน พวกเขาจะเรียกคุณเช่นนี้เสมอ ตลอดสามปี ผมถูกเรียกด้วยคำนี้เกินกว่าร้อยครั้ง จากเพื่อนและคนรู้จัก วางไว้เป็นคำแรก และในหลายครั้งไม่มีคำใดตามมาหลังจากนั้น เฮ้ย นักเขียน (จบ) / อ้าว นักเขียน ว่าไง (จบ)

   พวกเขาเทิดทูนวิชาชีพของผมว่าสูงส่ง ยกย่องว่าผมประสบความสำเร็จ ให้เกียรติกล่าวคำยินดีด้วยความจริงใจ ปัญหาก็คือผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขนาดนั้น ตรงกันข้าม วิชาชีพนี้ทำให้ผมเจ็บปวดมากกว่าที่ถูกพวกเขายกย่องเกินความจริง เสียงด่าทอของคนอ่านคือเสียงที่พวกเขาไม่ได้ยิน ต้นทุนที่ผมต้องแบกรับคือสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น ยอดขายบางเล่มที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินคือสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรับรู้ และภาวะความเดียวดายท่ามกลางเรื่องเล่า เปลวไฟที่กำลังลุกลามคืบคลานอย่างช้าๆ ไปสู่ตรงกลางของร่างกายคือสิ่งที่พวกเขาไม่มีวันเข้าใจ

   นักเขียนไม่ได้สูงส่งไปกว่าคนขายข้าวมันไก่ ไม่ได้มีคุณค่ามากมายไปกว่าคนส่งจดหมาย น้ำตาที่หยดลงหน้ากระดาษไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าน้ำตาของนักแสดงคนไหน มันก็แค่อาชีพหนึ่งที่มีทั้งด้านมืดด้านสว่าง ไม่ต่างไปจากอาชีพอื่นๆ น้ำหนักของคำนี้ของผมกับพวกเขาไม่เท่ากัน ทำให้เมื่อคนรู้จักเข้ามาขอเซลฟี่ ผมจะคิดในใจว่า แล้วที่รู้จักกันมาห้าหกปี ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยเซลฟี่คู่กับผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว หรือพอพิมพ์เล่มใหม่แล้วมีคนห้าสิบกว่าคนแชทเข้ามาขอหนังสือ ขอไฟล์ PDF ผมจะเริ่มคิดว่าถ้าทุกคนเปลี่ยนจากขอกันดื้อๆ เป็นจ่ายเงินซื้อ บางทีผมอาจจะมีเงินไปจ่ายโรงพิมพ์เร็วกว่าเดิมก็ได้ หรือทุกครั้งที่มีคนทักทายทันทีที่เจอหน้าว่า อ้าวเฮ้ย นักเขียน ผมจะเจ็บปวดทุกครั้ง เมื่อเริ่มคิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะหลงลืมชื่อเล่นของผมไปแล้วหรือเปล่า

   ผมไม่เคยเรียกตัวเองว่านักเขียน ไม่เคยระบุในประวัติว่าเป็น คำนี้ใหญ่โตเกินไป สูงส่งเกินไป แต่เหนืออื่นใด ผมชอบการเรียกขานใครสักคนด้วยชื่อ

   หลังจากคืนนั้น ผมกลับไปที่ห้องเพื่อนคนนั้นอีกครั้งสองครั้ง ไม่ได้อยู่นานหรือค้างคืนอีกต่อไป ผมขับมอเตอร์ไซค์ย้อนกลับมานอนที่ห้อง แปรเปลี่ยนความสับสนภายในให้กลายเป็นงานเขียนทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น ตั้งใจว่าจะไม่ย้อนกลับไปจนกว่านวนิยายจะแล้วเสร็จ ผมไม่อยากจะได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นอีกแล้ว ผมอ่อนแอเกินไป มันหนักหน่วงเกินกว่าจะแบกรับไหว

   นอกจากคุณ ผมยังไม่เคยบอกเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง หวาดกลัวคำตอบ กลัวว่าพวกเขาจะบอกว่าอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อาชีพนักเขียนไม่เหมือนอาชีพอื่น นักเขียนไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ นักเขียนสมควรถูกชื่นชม ผมคือคนพิเศษ หากคิดจะเป็นนักเขียนก็ควรปรับตัวให้ได้ที่จะถูกเรียกด้วยคำนี้ พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องเล่า เลือกมองแค่ด้านสว่าง คิดเอาเองว่าเข้าอกเข้าใจ

   ผมไม่ได้ใช้โคมไฟอีกแล้ว พอไม่มีคุณอยู่ผมก็สามารถเปิดไฟเพดานได้ตลอดคืน แต่ผมยอมแลก ผมยินดีจะกลับไปใช้โคมไฟเหมือนเดิม ถึงอย่างไรผมก็ยังต้องการคุณ อาจเป็นปีนี้หรือปีหน้า ผมคงยอมปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตต่างจังหวัดแบบนั้น ดีกว่าต้องปรับตัวตามความคิดของพวกเขา คุณก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ตัวผม ผมคิดถึงสายตาของคุณตอนอ่านต้นฉบับของผม คิดถึงตอนที่เราอยู่ในอ้อมกอดกันและกัน และเรียกขานกันด้วยนามอันแท้จริงอีกครั้ง

   อยู่กับคุณผมสามารถปล่อยวางได้ทุกสิ่ง ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยปัดป้องนิยามหรือคำจำกัดความที่ใครคนอื่นหยิบยื่นมาให้ อยู่กับคุณผมยังคงเป็นตัวผมเอง
SHARE
Writer
Thankwian
labour worker
Nothing important

Comments