เล่ห์ร่าง  PREY-3 (อีโรติก)
ยามที่ฝนฟ้าคะนอง
แสงจะเดินทางเร็วกว่าเสียง
และถ้าหากลองเปิดตาเปิดใจมองให้ดีๆ
บางทีสายฟ้ากลับดูสวยงามอย่างน่าประหลาด
และถึงแม้นว่าฟ้าจะร้องคำรามตามหลังน่ากลัวเพียงใด
มันก็ยังดูสวยงาม... 
 
“รู้อะไรมั้ย”

“อะไร...”  

“แวบแรกที่ฉันเห็นคุณ ฉันก็รู้ได้ในทันทีว่าคุณไม่ใช่คนใจดำ...” 

เธอเลือกนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ พูดพร่ำคำชม โปรยยิ้มให้ผมแทนคำขอบคุณ ซึ่งความรู้สึกโล่งใจดูจะเคลือบแฝงอยู่ในรอยยิ้มสดใสของเธออย่างเปิดเผย 

ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่สนใจ จึงรีบละสายตาออกจากรอยยิ้มหวานนั้น แล้วหันมามองกระจกหน้ารถตรวจดูใบหน้าตัวเองว่ากำลังฉีกยิ้มอยู่หรือเปล่า 

ในขณะที่ขับรถไปเรื่อยๆ ผมชำเลืองมองเธอผู้ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางอยู่เป็นระยะ เธอที่กำลังทำตัวเป็นตุ๊กตาหน้ารถ เอาแต่ง่วนจัดแต่งทรงผมฟูฟ่องให้ดูเข้าที่เข้าทาง พลางเติมริมฝีปากแดงจัดด้วยลิปสติกแท่งสวยในมือ เธอนั่งไขว่ห้างอย่างสบายท่าดูไม่ค่อยระวังเนื้อระวังตัวสักเท่าไร แต่ก็คงไม่เป็นอะไร เพราะยังไงเสียผมก็ไม่ได้สนใจจะมองเธออยู่แล้ว 

อันที่จริงมันก็ไม่ได้ถูกไปเสียทีเดียว  เพราะผมอดไม่ได้ที่จะสังเกตแฟชั่นล้ำยุคบนเรือนร่างเธอ นับตั้งแต่เดรสสายเดี่ยวสีม่วงสะท้อนแสงที่ดูยังไงก็คล้ายกับเกล็ดปลาหน้าที่ถูกนำมาเรียงต่อกันจนเป็นชุด กระทั่งรองเท้าส้นสูงสีชมพูอมม่วงที่กำลังกระดิกไปมาไม่ยอมหยุดราวกับผู้สวมใส่ป่วยเป็นโรคพากินสัน แถมเธอยังขุดเอาสร้อยหลากสีมาสวมพันไว้ตรงข้อมือทั้งสองข้างดูรกรุงรัง ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าเธอกล้าแต่งตัวแบบนั้นไปได้อย่างไร 

เท่าที่ได้มีโอกาสพิจารณาผู้ร่วมเดินทางแปลกหน้าในระยะชิดใกล้ เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างสวยและมีเสน่ห์ไม่น้อย (อย่างน้อยๆก็ตามที่เธอโฆษณาเอาไว้) ด้วยผิวพรรณนวลเข้มเป็นสีน้ำผึ้งตามแบบฉบับสาวใต้ แถมทรวดทรงองค์เอวยังเต่งตึงไปตามวัยเจริญพันธ์ และถึงแม้ว่าเธอจะมีดีถึงเพียงนั้น แต่เธอก็ยังถูกผู้ชายใจร้ายทิ้งลงกลางทางในยามวิกาลแบบนี้ ...มันไม่น่าเป็นไปได้เลยจริงๆ 

“ถ้าคุณไม่รับฉันขึ้นรถล่ะก็ ฉันคงนั่งตัวเปียกเป็นหมาเศร้าอยู่ในปั๊มนั้นแน่ๆ” 

เธอหันมาพูดเสียงอ่อยพร้อมนัยน์ตาเศร้า แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องปลอบใจอะไรเธอจึงไม่ได้ตอบกลับ เธอจึงหยุดทำตาละห้อยแล้วหันไปคุ้ยหาอะไรในกระเป๋าของตัวเองต่อ ...อันที่จริงเธอกำลังเบะปากใส่ผมอยู่

“คุณกำลังจะไปไหนงั้นเหรอ” เธอชวนคุยทั้งที่ยังคุ้ยหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า

“กำลังจะลงไปทำธุระที่สุราษฎร์” ผมตอบ พยายามบังคับพวงมาลัยฝ่าความมืดตรงหน้า

“ธุระอะไร...” 

“ตามหาคน” 

“ใคร...” เธอเหลือบมองอย่างสอดรู้

“คุณจะอยากรู้ไปทำไม” 

“ไม่อยากรู้ก็ได้” เธอสะบัดหางเสียง เบะปากใส่ผมซ้ำ “ว่าแต่...คุณทำงานทำการอะไรงั้นเหรอ”
 
“ผมทำธุรกิจส่วนตัว อันที่จริงกำลังมองหาทำเลดีๆแถวภาคใต้ กะว่าจะสร้างรีสอร์ทน่ะ”

“โห...แบบนี้คุณก็คงรวยน่าดูซิ แต่ทำไมสภาพคุณถึงได้ดูเหมือนกรรมกรมากกกว่าจะเป็นว่าที่เจ้าของรีสอร์ทแบบนี้ล่ะ ...คือฉันหมายถึงรสนิยมการแต่งตัวของคุณน่ะ มันออกจะ...คร่ำครึ”

เธอดูจะสนใจความเป็นไปในชีวิตของผมไม่น้อย แถมดวงตาที่เปรอะเลอะไปด้วยคราบมาสคาร่า (ซึ่งทำให้เธอดูเหมือนหมีแพนด้าเมายา) ยังเป็นประกายเจิดจ้าใคร่รู้ แต่มันก็ยังดูเจิดจ้าน้อยกว่าชุดบ้าๆที่เธอสวมใส่ 

ผมละสายตาออกจากใบหน้าที่กำลังดูถูกดูแคลนสารรูปของผม พลางมองชุดบ้าๆที่สะท้อนแสงสีม่วงไม่ยอมหยุดด้วยความรู้สึกรำคาญใจ แต่ก็อดย้อนมองสภาพตัวเองผ่านกระจกหน้ารถอย่างเสียมิได้ สงสัยว่าเสื้อเชิ้ตลายสก็อตดูจะไม่เหมาะกับผมอีกต่อไปแล้ว... 

“ทำไมต้องมองเสื้อผ้าหน้าผมฉันแบบนั้นด้วย ...คุณไม่ชอบชุดของฉันงั้นเหรอ” เธอถามราวกับจับอาการของผมได้

"ผมโคตรเกลียดมันเลยน่าจะถูกกว่า" อยากได้คำตอบนักใช่มั้ย

"ทั้งที่มันออกจะดูดีขนาดนี้เนี่ยนะ!" 

"เข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้ทิ้งคุณไว้กลางทางแบบนี้" 

"รสนิยมต่ำชะมัด..." 

"นี่คุณว่าผมงั้นเหรอ" ถ้าเธอตอบว่า ‘ใช่’ ล่ะก็นะ...

"ฉันด่าไอ้เวรนั่นต่างหาก" เธอเบือนหน้าหนี ผ่อนเสียงอวดดีเหมือนรู้ทันสถานการณ์

ถึงตอนนี้ ผมมั่นใจดีแล้วว่าสิ่งที่ผมอยากจะทำกับเธอมากที่สุดตั้งแต่แรกเห็นนั่นก็คือ กระชากเดรสสีม่วงออกจากร่างของเธอเสียให้รู้แล้วรู้รอด เหตุผลง่ายๆก็เพราะผมรู้สึกรำคาญแสงวิ้งที่คอยจะสะท้อนเข้าลูกตาอยู่ตลอดเวลา แล้วที่ผมอยากจะทำในข้อต่อมาก็คือ ยัดชุดสุดประหลาดอุดปากดีๆของเธอเสีย แต่ก็อย่างที่เห็น ผมไม่ได้ทำตามใจตัวเองเลยสักอย่าง 

ผมพยายามดับอาการหัวร้อนที่กำลังปะทุราวกับภูเขาไฟระเบิด เลิกให้ความสนใจผู้ร่วมทางปากคอเราะร้าย ปล่อยให้เธอนั่งคอแข็งทำท่าอวดดีของเธอไป แล้วจึงหันกลับมาตั้งใจขับรถฝ่าความมืดมุ่งสู่หนทางข้างหน้า เกือบสองกิโลแล้วที่รถวิ่งออกจากปั๊มน้ำมันผ่านดงแมกไม้สูงลิบ กระทั่งลมพายุพัดพาม่านฝนเทลงมาอย่างหนัก ซึ่งก็คงจะเป็นพายุลูกใหญ่ตามที่ไอ้เด็กหนุ่มร้านสะดวกซื้อบอกเตือนเอาไว้ 

เครื่องปัดน้ำฝนที่กำลังกวัดไกวเป็นตัวบ่งบอกว่าทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่ ผมจึงต้องใช้ความสามารถเท่าที่มีในการขับรถอย่างระมัดระวัง ซึ่งมันตรงข้ามกับผู้หญิงพูดมากที่เอาแต่นั่งวางท่าสบาย เธอไม่มีน้ำใจแม้แต่จะช่วยผมดูเส้นทางเลยสักนิด ...มันน่าเหลือเกิน!

“ฉันล่ะชอบช่วงเวลาแบบนี้จริงๆ”

“ทั้งที่คุณเพิ่งเจอเรื่องแย่ๆมาหยกๆ แถมฝนยังตกหนักขนาดนี้ คุณยังชอบช่วงเวลาแบบนี้ลงอีกเหรอ” ผมประชดถาม 

“ฉันหมายถึงเวลาที่ฝนตกลงมาแบบนี้ต่างหาก” เธอเหลือบมองผมแบบเซ็งๆ 

“เห็นเด็กที่ปั๊มบอกว่าพายุลูกใหม่กำลังเข้าน่ะ” ผมจุดบุหรี่สูบต่ออีกมวน ไม่ลืมที่จะแบ่งเธอ

“พื้นที่แถวนี้พายุมันเข้ามาเป็นระลอกอยู่แล้ว อีกเดี๋ยวน้ำก็คงจะท่วมหนัก ตามด้วยถนนตัดขาด ไฟฟ้าใช้การไม่ได้ ผู้คนลำบากไปทั่วทุกหัวระแหง ...ช่างเป็นประเทศโลกที่สามเสียจริง”

“ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะมีปัญหาเหมือนอย่างที่คุณว่าหรือเปล่า”  ผมชักกังวล

“แต่สำหรับคืนนี้ ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะต้องเจอปัญหาอะไรหรอกนะ” เธอพูดอย่างมั่นใจ ซึ่งถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงก็คงดี เพราะยังไงเสียทั้งผมและเธอก็ต่างกำลังเดินทางร่วมกัน “ว่าแต่คุณเถอะ ขับรถตอนกลางคืนแบบนี้บ่อยหรือเปล่า”

“ผมมักจะออกเดินทางไกลช่วงกลางคืน ถนนมันโล่ง ขับรถง่ายดี” แต่ตอนนี้ถนนลื่นมาก!

“คุณไม่กลัวเหรอ” 

เธอทอดสายตามองบรรยากาศสลัวรางภายนอก  เธอจ้องมองอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังมองเห็นอะไรบางอย่าง 

“กลัวอะไร...”   

เธอพ่นควันบุหรี่ใส่กระจกรถจนเกิดฝ้าบาง ค่อยๆลากนิ้วลงบนกระจกจนเกิดภาพ พลางหันมามองผมอย่างเยือกเย็น 


“ความมืด... ผี... ปีศาจ...ยังไงล่ะ”  


ติดตามตอนต่อไป
SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้เขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments