การพัฒนาความคิด "เชิง" กลยุทธ์ [หนังสือ]
                                                                            รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

กระบวนการคิด แบ่งเป็น 4 แบบ 
คิดเชิงบวก คนแบบนี้มักคิดสองด้านเสมอ มีทั้งโอกาศ ด้านหนึ่งคืออันตราย พวกนี้เห็นข้อเท็จจริงของธรรมชาติ

​คิดเชิงสร้างสรรค์ คนพวกนี้จะประกอบไปด้วยการคิดเชิงบวกด้วย มีกำลังใจ ภาพใจกายที่ดี มันจะคิดสิ่งสร้างสรรค์ได้ง่าย

​คิดเชิงกลยุทธ์ เป็นการพัฒนาความคิดเชิงสร้างสรรค์ให้กลายเป็นกลยุทธ์ ซึ่งเป็นการคิดแบบมีกระบวนการขั้นตอนเป้าหมาย มองอนาคตได้ใกล 

คิดเชิงจริยธรรม มองถึงคุณงามความดีมีธรรมภิบาล คุณธรรม จริยธรรม

กับดักทางความคิด"ติดกรอบมุมมองของตัวเอง" ไม่ฟังคนอื่นคิดว่าตนถูกต้องอยู่คนเดียว ซึ่งส่วนใหญ่คนเหล่านี้มักประสบความสำเร็จมาก่อน จึงทำให้มั่นใจในตนเองมากเป็นพื้นฐานเมื่อคิดอะไรพลาดแล้วไม่รู้ตัว ก็จะเกิดหายนะได้

"ติดกรอบเชื่อด้านเดียว" คือ ได้เชื่อใครคนใดแล้วเชื่อเป็นจริงเป็นจัง คนแบบนี้ถูกหลอกได้ง่าย หรือพลาดง่ายหากคนที่เชื่อนำเสนอหรือให้ข้อมูลที่ผิดพลาด

"กรอบแห่งความเคยชิน" คนพวกนี้มักต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจะทำแบบเดิมอยู่ตลอดเวลามักคิดว่าแบบเดิมๆนั้นดีแล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง

"กรอบที่มองแต่ปัจจุบันและอดีต" คนพวกนี้มักจะยึดแต่ประสบการณ์เป็นหลัก ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นสิ่งดีแต่บางที่สิ่งที่ผ่านมาในอดีตอาจจะไม่ใช่คำตอบหรือวิธีการในปัจจุบันก็เป็นได้ 

การพัฒนาความคิดให้หลุดจากกับดักทางความคิดคนประเภทนี้ต้องเป็นคนฉลาดรู้รอบหลายด้านกว่าคนอื่นๆ และความรู้นั้นมีคุณภาพ ซึ่งการคิดต้องผสมผสานองค์ประกอบหลายองค์ความรู้เข้าด้วยกัน ไม่เป็นคนประเภทคิดอยู่แค่ในกล่อง คือ ใช้แต่หูตา ได้ยินได้เห็นมาอย่างไร ว่าไปอย่างนั้นคนแบบนี้ไม่มีจิตนาการ ไม่มีการสร้างสรรค์ ดังนั้นคนแบบนี้หลุดพ้นยาก คนจะหลุดพ้นความคิดได้ต้องคิดให้มาก ในเรื่องๆหนึ่งต้องคิดให้หลายมุมมองและเพิ่มเติมความคิดตนเข้าไปด้วย หรือสรุปประเด็นต่างๆรวมทั้งสามารถวิพากษ์วิจารย์องค์ความรู้นั้นได้ แม้นกระทั้งต่อยอดสิ่งที่ได้เห็นได้ยินมาเป็นต้น คนพวกนี้มีนิสัยตั้งคำถามหากบางคนไม่รู้ก็จะคิดว่าคนพวกนี้เป็นคนขวางโลก ความคิดเหล่านี้เรียก "ระบบคิดแบบมีชีวิต" (Organic thinking) 

ระบบคิดแบบมีชีวิต 
 "ยิ่งเรียน ยิ่งรู้ ยิ่งรู้ยิ่งลึก ยิ่งลึกยิ่งมาก ยิ่งมากยิ่งลืม" คำกล่าวนี้เห็นจะเป็นจริง ดังนั้นควรมีกระบวนการจัดการข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นองค์ความรู้ เพื่อจะได้ไม่ลืม คือการสังเคราะห์ข้อมูลออกมาให้อยู่ในรูปองค์ความรู้ที่ตนสามารถเข้าใจได้ กระบวนการต่างๆเหล่านั้นที่เกิดขึ้นระหว่างการแปลงข้อมูล (Data) กลายเป็นความรู้ (Knowledge) จำเป็นต้องการแบ่งระดับข้อมูลเป็น  3 ระดับ

ความรู้ทั่วไป

ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

ความรู้ที่ชี้ชะตากรรม
ยังมีอีกหลายประเด็นเพียงแต่ผมเอาไว้เท่านี้ก่อนมันจะมากเกินไปเวลาผมกลับมาอ่าน
SHARE

Comments