เหมยขาว ธาราแดง (Plum Flower in Red River)
 “เหมยปลิด ปลงโปรย โรยสู่พื้น
เพลงแผ่ว แช่มชื่น ระรื่นหู
จันทร์เจ้า กระเซ้า ให้เฝ้าดู
แลกสรวล เพียงครู่ มิเพียงพอ”
 
เสียงครวญกลอนเคล้าเมรัยนั่นคงจะรื่นหูยิ่งนัก หากไม่ได้ออกมาจากปากของพี่ชายจอมกะล่อนของข้า รัชทายาทแห่งภพมารผู้มีเวลาว่างไว้ดื่มสุราเคล้านารี ซ้ายนาง ขวานาง มาพบเขาแต่ละทีต้องมานั่งกุมขมับเพราะกลิ่นที่เหมือนรวมเอาเครื่องหอมทั้งสี่ภพแปดสมุทรเข้าด้วยกัน

ข้าถอนใจยาว ก่อนเอ่ยลอย ๆ ขึ้นว่า “เสด็จพ่อจะว่ายังไง ถ้ารู้ว่าองค์รัชทายาทผู้เปรื่องปราชญ์ของเขา เอาเวลาว่างจากราชกิจครึ่งวันมาทำตัวไร้สาระขนาดนี้”

“เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด เสด็จพ่อไม่รู้หรอกน่า”

พูดจบเจ้าพี่ชายตัวดีของข้าก็ทั้งจูบทั้งหอมนางปีศาจน้อยที่หลงคารมยอมเดินตามต้อย ๆ จากชายแดนปีศาจลงมาเสพย์สมกันอยู่ในโลกมนุษย์ นี่ถ้าไม่ใช่ว่าครึ่งวันว่างที่ว่าของสามภพนั้นเท่ากับครึ่งปีของโลกมนุษย์ ข้าคงรายงานเสด็จพ่อไปนานแล้ว

“แล้วนายท่านไม่สนใจจะร่วมสนุกกับพวกเราหรือเจ้าคะ”

“ปีศาจน้อย อย่าไปยั่วอาฉู่ของเราเลย เขาก็เป็นเหมือนชื่อนั่นแหละ แค่เสาต้นหนึ่ง”

ข้านั่งฟังบทสนทนาโต้ตอบพร้อมกิริยายั่วยวนของนางปีศาจงูตัวน้อยที่พยายามใช้กระบวนท่างูตวัดเหยื่อของพวกนางใส่แขนขาของข้าไปด้วยอย่างเอือมระอา ก่อนจะพ่นลมหายใจยาว ๆ หนัก ๆ ออกมาอีกครั้งอย่างเบื่อโลก

พี่ใหญ่รัชทายาทของข้านี่ก็ขยันหาความสุขใส่ตัวราวกับวันนี้พรุ่งนี้โลกจะเกิดสงครามใหญ่ที่ห้าหมื่นปีแสนปีจะมีสักครั้งไปได้ ถึงเอาจริง ๆ กองทัพของเสด็จพ่อกับเทียนจวินจะแยกเขี้ยวยิงฟันใส่กันอยู่ริมแม่น้ำโลหิตที่เป็นพรหมแดนระหว่างภพมารกับสวรรค์อยู่รอมร่อก็เถอะ

สุดท้ายข้าก็ได้แต่เอามือกุมขมับ ก่อนจะใช้อาคมมารพาตัวเองออกไปจากบ่อน้ำพุภูเขาเซียนตรงหน้า จะยังไงก็คงต้องรอสักเดือนสองเดือนในโลกมนุษย์อยู่ดี สู้เอาเวลาว่างพวกนี้ไปท่องเที่ยวสักหน่อยก็คงดี

อันที่จริง ชีวิตของข้า เฮยปิงฉู่ องค์ชายลำดับสองของภพมารมันก็ไม่ได้แย่นัก เพราะราชกิจส่วนใหญ่แล้ว พี่ใหญ่รัชทายาทของข้าก็เหมาไปเกือบหมด งานก็เลยเหลือตกมาถึงมือข้าไม่มากนัก กิน ๆ นอน ๆ ไปวัน ๆ อย่างมากก็ไปฝึกทหารอยู่กับเสด็จพ่อบ้างเป็นครั้งคราว จะยังไงข้าก็ไม่คิดอยากยิ่งใหญ่เหนือสี่ภพแปดสมุทรอย่างเสด็จพ่อสักหน่อย

ข้าจำแลงกาย ลบเขาใหญ่ ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของภพมารออกไปแล้วเดินเข้าประตูเมืองแห่งหนึ่งละแวกภูเขาเซียนนั้นไป

เวลานั้นเพิ่งผ่านวันตรุษมาไม่กี่วัน เมืองกำลังอยู่ในช่วงเทศกาลโคมไฟพอดี แสงไฟจากโคมสีสันสวยสดที่ประดับอยู่ตามท้องถนนและบรรดาโคมในมือของผู้คนนั้นราวกับจะประกวดประชันกับแสงจันทร์บนท้องฟ้าก็ไม่ปาน

ตัวข้าเดินทอดน่องไปบนถนนใหญ่ชื่นชมความสวยงามและความรื่นเริงของเทศกาลอย่างเพลิดเพลิน เวลานั้นตรงที่สุดปลายสายตาก็ปรากฏร่างหนึ่งขึ้น

ร่างนั้นแบบบาง สวมเสื้อผ้าอาภรณ์สีอ่อนเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด แต่รอยยิ้มและประกายตานั้นกลับสะดุดตาตรึงใจข้านัก สุดท้ายขาเจ้ากรรมดันพาซื่อกับความรู้สึกเสียอีก ไม่ทันได้คิดอะไรตัวข้าก็เดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

“เถ้าแก่ ขอโคมให้ข้าสักดวง”

เสียงนุ่มอ่อนโยนชวนเคลิ้มฝันนั้นทำให้ข้ายิ่งหลงลืมตัว ยิ่งนานยิ่งใกล้เข้าไปอีก สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าร้านโคมเดียวกันกับแม่นางน้อยนั้น

“แม่นางสนใจโคมดวงไหนหรือ” เถ้าแก่ร้านเอ่ยถามนาง ในขณะที่ข้าแสร้งทำเป็นเดินเข้าไปชมโคมในร้านเช่นกัน “อ๊ะ นายท่าน เชิญ ๆ ร้านเรามีทั้งโคมถือโคมแขวน ล้วนแต่ประณีตทั้งสิ้น”

“ดวงนั้น”

นางเลือกหยิบโคมถือออกมาดวงหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ข้าจึงเลือกหยิบโคมแบบเดียวกันที่ขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยมาอีกดวง แล้วถือเดินตามนางไป

แม่นางน้อยนั้นคล้ายไม่รู้ตัวว่าถูกข้าตามอยู่ นางประเดี๋ยวเข้าร้านขนม ประเดี๋ยวแวะดูเครื่องประดับ แลดูเพลิดเพลินนัก ส่วนข้า นอกจากร้านขนมของกินแล้ว พวกร้านรวงสำหรับผู้หญิง ข้าได้แต่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

เพียงครู่เดียว รอบด้านก็ไม่มีร้านรวงอีก ที่แท้ข้าเดินตามนางมาจนสุดถนนแล้ว ความครึกครื้นที่ผ่านมาเงียบสงบลงสิ้นเชิง น่าแปลกที่รอบด้านดูราวกับหยุดนิ่งไป... เดี๋ยว... ข้าว่ามันนิ่งไปแปลก ๆ นะ

“มารน้อย เจ้าตามข้ามามีเรื่องอะไรหรือ”

แม่นางน้อยหันหลังกลับมาหาข้า ไอเซียนลอยละล่องอยู่รอบกายนางจนดูราวกับเปล่งประกายจาง ๆ ที่แท้นางเป็นเทพเซียน แม้ความเข้มข้นของไอเซียนนางจะไม่มากเหมือนพวกเทพเซียนที่ผ่านด่านสวรรค์ แต่ก็ไม่ใช่เซียนที่เพิ่งบรรลุแน่ ๆ อย่างน้อยนางก็มองไอมารที่ข้าซ่อนเอาไว้ออก

“ข้าน้อยเฮยปิงฉู่เพียงแสวงหาความรื่นเริงมาพบท่านเท่านั้น” ข้าตอบกลับไป “ไม่ทราบท่านเซียนมีนามว่าอะไรหรือ”

“บังเอิญพานพบ มิต้องรู้จัก”

คำตอบเพียงสั้น ๆ ของนางพร้อมกับร่างที่สลายเป็นควันหายไป ความรื่นเริงที่หยุดนิ่งอยู่เมื่อครู่ก็ดำเนินต่อ แม้จะสุดถนนสายใหญ่ ไม่มีร้านรวงใดแล้ว แต่เสียงดนตรีรื่นเริงก็ยังคงดังอยู่ ไม่ต่างจากเสียงของเซียนสาวนางนั้นที่ยังคงก้องกังวานอยู่ไม่รู้ลืม


 
ผ่านไปหนึ่งเดือนในโลกมนุษย์พี่ชายตัวดีถึงยอมสลัดเหล่าผู้หญิงของเขาทิ้ง ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าสาว ๆ สี่ภพแปดสมุทรพวกนั้นถูกสลัดทิ้งด้วยวิธีการไหน แต่เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเราสองพี่น้องก็กลับมาจากโลกมนุษย์แล้ว

“พี่ใหญ่ พี่รอง แย่แล้ว ๆ” เสียงเจื้อยแจ้วขององค์หญิงน้อยวังมารพร้อมร่างของน้องสาวคนที่สิบสองที่วิ่งมาด้วยท่าทางตื่นตระหนก “นี่พวกท่านหายไปไหนกันมา เสด็จพ่อกริ้วใหญ่แล้ว”

“ใจเย็นจิ่วเอ๋อร์ เสด็จพ่อกริ้วอะไร” ข้าถามนาง

“เมื่อเย็นมีหนังสือจากตำหนักเทพลงมาให้เราถอนทัพ เสด็จพ่ออ่านแล้วกริ้วมาก หาว่าอีกฝ่ายเหยียดหยามภพมารของเรา เลยสั่งตัดเทพที่มาส่งสาส์น แต่พอจะเรียกหาพวกท่านไปออกศึก พวกท่านกลับหายตัวไป”

“เวรแล้วไหมล่ะ” พี่ใหญ่อุทานเสียงดัง ส่วนข้าได้แต่ถอนใจ

“ที่จริงเสด็จพ่อเรียกหาท่าน ไม่ใช่ข้า จิ่วเอ๋อร์ เจ้าก็ทูลไปว่าข้าหนีไปเที่ยวโลกมนุษย์ยังไม่กลับ พี่ใหญ่รัชทายาทลงไปตามตัวยังไม่เจอจึงกลับมาก่อน” ในหัวข้าคิดคำแก้ตัวแทนพี่ชายตัวดีพัลวัน ส่วนของตัวข้าเองนั้นไม่ยาก ประเดี๋ยวชิ่งออกไปสักวันสองวันค่อยกลับมาก็ยังได้ อย่างมากเสด็จพ่อก็ลงโทษไม่หนักเหมือนการที่องค์รัชทายาทหายตัวไปตอนจะเริ่มสงครามใหญ่

“แล้วพี่รองจะไปไหนคะ” จิ่วฮวาถามข้า ข้าจึงยิ้มตอบนาง

“เดี๋ยวข้าจะหลบไปเดินเล่นโลกมนุษย์ ไม่ก็แดนปีศาจสักวันสองวัน พวกเจ้าใครถามก็บอกว่าหาข้าไม่เจอ ยังไงที่พี่ใหญ่ชวนข้าลงไปด้วยก็เพื่อให้ข้าเป็นป้ายทองเว้นโทษอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

พูดจบอาคมมารของข้าก็ทำงาน ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ภายในวังมารอีกต่อไป ข้ากลับมานั่งซื่อบื้ออยู่บนคาคบไม้ใหญ่บนภูเขาสักลูกในโลกมนุษย์ ล้วงเอาถุงกระเพาะสัตว์ออกมาเปิดออก ดื่มสุราดอกเฮยหลงของวังมาร

‘ยังดีที่เหล้ายังไม่หมด’ ดูเหมือนข้ายังต้องร่อนเร่ไปมาอย่างนี้อยู่อีกพักหนึ่ง คิดพลางข้างล่างก็มีคนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เล่นเอาแทบกลิ้งตกจากกิ่งจนต้องลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ครั้นพอเตรียมจะร่ายอาคมหลบไปที่อื่นก็ได้ยินเสียงโต้ตอบด้านล่างที่คุ้นหูขึ้นมาเสียก่อน

“ข้าไม่กลับ” เสียงที่เอ่ยออกมานั้นคุ้นหูยิ่ง สุดท้ายข้าจึงชำเลืองมองลงไป

เรือนร่างแบบบางที่ติดตาเมื่อครั้งเทศกาลโคมไฟยืนเด่นอยู่ตรงนั้น เพียงเสี้ยวหน้าที่มองเห็นกับไอเซียนที่ปรากฏก็ทำให้ข้ายืนยันตัวตนของนางได้ไม่ยาก แต่ไม่รู้เหตุใดนางจึงต้องหนีด้วย แถมนางฟ้านางสวรรค์ที่ไล่ตามนางมาก็ไม่ใช่น้อย ๆ

‘ช่างเถอะ ช่วยคนก่อนแล้วกัน’

พอคิดแบบนั้นข้าก็ชูสองนิ้วขึ้นมาแกว่งเล่นอยู่ข้างศีรษะ ไอมารปรากฏขึ้นชั่วขณะแล้วจึงสะบัดมือ เชือกรัดสีดำสองเส้นก็พุ่งเข้ารัดพันเหล่าผู้ไล่ติดตามพวกนั้นทันที จากนั้นข้าจึงพลิกตัวลงไปยืนข้างแม่นางน้อยนั้น

“เฮ้อ ข้าปิงฉู่ แม้วิชาที่มีจะเป็นเพียงวิชาแมวสามขา แต่อาคมเชือกผนึกนี้กลับชำนาญนัก” พูดลอย ๆ จบ มือก็คว้าข้อมือของเซียนสาวนั้นอย่างรวบรัด ก่อนพลิกตัวสะบัดผ้าคลุมครั้งหนึ่ง แล้วหายตัวไปจากที่นั่น

“ปล่อยข้า” เสียงนางร้องทันทีที่พวกเราปรากฏตัวขึ้นในกระท่อมร้างชายป่าพร้อมสะบัดข้อมืออย่างแรงจนหลุดออกจากการคร่ากุม “เจ้าเป็นใคร ตามข้ามาทำไม”

“เอ๊ะ ผิดแล้ว ๆ” ข้าแย้ง “ข้าเฮยปิงฉู่กำลังนอนร่ำสุราชมธรรมชาติอยู่ก็เห็นท่านถูกนางฟ้าน้อยพวกนั้นติดตามอยู่ จึงเข้าช่วยเหลือ หาได้ติดตามท่านเลยสักนิด”

“เจ้า!”

นางเอ่ยได้คำหนึ่งแล้วก็เงียบไป ถลึงตามองข้าอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะพยายามฮึดฮัดจากไป แต่แล้วพอเปิดประตูออกไปนางกลับหันหลังกลับมาทันที

“ที่นี่ที่ไหน”

“สักที่ในโลกมนุษย์” ข้าตอบ หยิบถุงกระเพาะสัตว์ขึ้นมาดื่มเหล้าลงไปอึกหนึ่ง “ข้าหายตัวสุ่ม ๆ เอา จะยังไง ขอแค่หนีพวกนางได้แบบที่ท่านไม่ถูกตามตัวพบก็พอแล้วไม่ใช่หรือ”

“แต่ข้า” นางยังต่อปากต่อคำกลับมาไม่ทันจบประโยคข้าก็สวนขึ้นไปเสียก่อน

“แต่ท่านใช้อิทธิฤทธิ์ไม่ได้ เพราะถ้าใช้จะถูกตามรอยเจอสินะ”

แม่เซียนน้อยเงียบไปทันที ส่วนข้าหัวเราะออกมาเบา ๆ ในบรรดาคนของทั้งสี่ภพแปดสมุทร มีแค่พวกสวรรค์ชั้นฟ้าเท่านั้นแหละที่เคร่งครัดกฎเกณฑ์ที่สุด และก็มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ทำได้ เพราะอิทธิฤทธิ์ของเซียนสวรรค์นั้นสามารถตามร่องรอยได้จากดวงตาสวรรค์ ดังนั้นหากเจ้าทำผิดกฎเกณฑ์แล้วยังฝืนใช้พลัง ย่อมไม่อาจหนีพ้นทัณฑ์สวรรค์ที่จะตามเจอ

“เอาเถอะ ท่านก็คอยอยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะออกไปดูให้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน”

ข้าออกไปด้านนอก ลอยตัวขึ้นไปมองด้วยดวงตามาร อันที่จริงสายตาของพวกมารเช่นข้าก็ไม่ได้ต่างอะไรกับดวงตามนุษย์ทั่วไปนี่แหละ เพียงแต่ข้าพิเศษสักหน่อย เพราะแม่ของข้าดันเป็นปีศาจอินทรี เรื่องปีกนกหรือพลังอย่างปีศาจทั่วไปข้าอาจจะไม่มี แต่เรื่องดวงตาของนกอินทรี ข้ากลับได้ถ่ายทอดมาทางสายเลือดเต็ม ๆ

“แถบนี้เป็นชายป่าแถมเมืองเฉิงหนาน” ข้าบอกนาง “หากเจ้าเดินลงใต้ไปสักสิบลี้ก็จะถึงประตูเมือง”

“ขอบคุณ” นางตอบสั้น ๆ ห้วน ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทางทิศใต้ ดูท่าทางแล้วนางจะไม่ใคร่ถูกใจนักที่ถูกข้าพาตัวมา

“อันที่จริง” ข้าพูด เรียกให้นางหันหลังกลับมา “เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นชื่อเสียงเรียงนามของท่านคงจะดีไม่น้อย”

“ข้าชื่อไป๋” นางพูดแค่นั้นแล้วหันหลังกลับ ก่อนที่ร่างของนางจะลับสายตาไปก็มีเสียงสะท้อนก้องกังวานกระทบโสตประสาท “อี้เหมย”

‘ไป๋อี้เหมย ชื่อเหมาะกับตัวดีแท้’


 
สองสัปดาห์ผ่านไปแต่นางไม่มีทีท่าว่าจะรู้เลยสักนิดว่าถูกข้าตามอยู่ห่าง ๆ แต่เอาเถอะ ลองเจ้าถูกปีศาจอินทรีตามดูสักครั้งก็จะรู้เอง ว่ามันก็ไม่ง่ายเลยสักนิดที่จะรู้ว่าถูกจับตามองอยู่

อันที่จริงมันควรจะเป็นแบบนี้ไปอีกสักพัก แต่เพราะความงามของนางดันไปเตะตาลูกชายมหาเศรษฐีผู้กุมอิทธิพลในเมืองเฉิงหนานเข้า เรื่องวุ่นวายก็เลยบังเกิด

เริ่มจากที่ลูกเศรษฐีอ้วนฉุคนนั้นปรากฏตัวที่โรงเตี๊ยมที่นางพัก ก้อร่อก้อติกนางอยู่เป็นวัน ๆ จนถูกนางตบหน้าไปหลายฉาด ไอ้อ้วนนั่นเลยเกิดโมโห สั่งลูกน้องคิดฉุดคร่านางไปเป็นเมีย อันที่จริงข้าจะปล่อยให้นางใช้พลังสาปมันเป็นลูกหมูไปครึ่งค่อนวันก็คงได้ ติดที่นึกสงสารขึ้นมากลัวว่านางต้องเผ่นหนีการติดตามจากสวรรค์เบื้องบนอีกครั้ง ข้าจึงใช้อาคมมัดแขนของพวกชายฉกรรจ์พวกนั้นเข้าด้วยกัน พร้อม ๆ กับปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันที่ด้านหลังตัวบงการ

“พวกเจ้านี่นะ” ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ทำให้ข้าไม่อยากลงมือก็ต้องลงมือ”

ว่าพลางเอามือสัมผัสถูกบ่าของชายอ้วนฉุนั่น อาคมมารเพียงใช้ก็ปรากฏผล ร่างอ้วน ๆ นั้นมีหูสีชมพูงอกขึ้นบนหัว จมูกก็เชิดขึ้นแล้วบวมออกเป็นจมูกหมู

“ไปหลบอยู่เงียบ ๆ สักสองสามวัน เดี๋ยวจมูกหมูหูหมูเจ้าจะหายเอง” ข้าพูด ตบบ่ามันเบา ๆ อีกสองที “อ้อ ระวังหางโผล่ด้วยล่ะ”

พูดจบข้าก็จูงแขนของอี้เหมยออกมาจากโรงเตี๊ยมทันที ทิ้งให้ผู้คนงงงวยกับปีศาจหมูปลอม ๆ กับชายฉกรรจ์ห้าหกคนที่ถูกผูกแขนติดกันเอาไว้โดยไม่คิดหันไปมองด้วยซ้ำว่าพวกนั้นจะทำยังไงกันต่อ

“เจ้าตามข้ามา” คราวนี้นางไม่ได้ถามข้าด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรอีกแล้ว แต่แสดงถึงความแปลกใจอย่างชัดเจน

“ถ้าครั้งนี้ก็ใช่” ข้าตอบ “แค่เป็นห่วงท่านเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียว”

“ข้าใช่สาวชาวบ้านธรรมดาเสียเมื่อไร”

“พวกเราหากใช้พลังไม่ได้ ต่างอะไรกับชาวบ้านธรรมดา”

“จริงของเจ้า”

“เอาเถอะ ๆ ยังไงช่วงนี้ข้าก็ว่างอยู่ ระหว่างนี้จะเป็นยันต์คุ้มภัยให้ท่านไปสักระยะก็แล้วกัน”



ถึงนางจะไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่มีคำปฏิเสธ เอาเป็นว่าหลังจากนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ห่างจากนางเป็นลี้ ๆ เพื่อคอยตามดูนางอีกแล้ว

เราเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปด้วยกัน นางก็เที่ยวของนาง ส่วนข้าก็ตามนางเงียบ ๆ จิบสุราบ้าง จิบชาบ้าง แล้วแต่ว่าโรงเตี๊ยมแห่งนั้นมีอะไรให้ข้าดื่ม หากมีปัญหา ข้าก็เป็นฝ่ายชิงลงมือเสียก่อนที่เรื่องจากยืดยาว

ผ่านมาร่วมสองเดือนของโลกมนุษย์ ข้ากับนางถึงได้เริ่มคุยกันมากขึ้น

“เจ้าไม่อึดอัดบ้างรึไง” วันนั้นนางถามข้าเช่นนี้ “วันทั้งวันแทบไม่พูดอะไร เอาแต่ตามข้าเงียบ ๆ”

“ข้าก็เป็นแบบนี้แหละ”

“เจ้านี่นะ” นางพูดจบก็หยิบเอาขนมดอกกุ้ยที่เพิ่งซื้อมาชิ้นหนึ่งออกมาวางใส่มือข้า “เอาไปลองกินดู แต่อย่ากินกับเหล้านะ”

ข้ายิ้มตอบ หยิบขนมเข้าปาก ไม่รู้ว่านางจะทราบหรือเปล่าว่า ขนมดอกกุ้ยชิ้นนั้นเป็นขนมชิ้นที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาในชีวิตนี้

“อี้เหมย” ข้าเรียกนาง “พี่ชายน้องชายข้าล้วนไม่ชมชอบขนมหวาน แต่น้องสาวกลับชอบนัก”

“แล้วยังไงหรือ”

“ขนมที่นางให้ข้ากิน จะดีอย่างไรก็ไม่อาจสู้ขนมกุ้ยราคาไม่กี่เหรียญของเจ้า”

พูดจบข้าก็เดินจากไป ทิ้งให้นางวิ่งตามหลัง ตะโกนโหวกเหวก อีกทั้งทุบตีข้าไปตลอดทาง

บางที ข้าอาจจะเริ่มเข้าใจบทกวีหวานจับใจที่พี่ชายตัวดีของข้าชอบร่ำรำพันออกมาบ้างแล้วก็ได้กระมัง


 
กระแสลมพัดกลีบดอกเหมยร่วงลงสู่แม่น้ำโลหิตสีแดงฉาน กลับมีดอกเหมยเพียงดอกเดียวที่ขาวสะอาดนวลตา หลังจากที่แยกจากกับอี้เหมย ข้าก็กลับไปที่วังมารเพื่อพบข่าวร้าย

พี่ชายของข้าถูกลอบสังหารในโลกมนุษย์ หลังจากที่เขาแอบย่องไปดื่มสุราเคล้านารีทั้งที่เพิ่งเปิดศึกกับสวรรค์ชั้นฟ้า จากบาดแผลบนศพ ไม่ต้องดูก็รู้ว่าเป็นฝีมือพวกเทพเซียนบนสวรรค์

ตำแหน่งรัชทายาทถูกเปลี่ยนมือ แต่ที่ข้าคาดไม่ถึงคือเสด็จพ่อกลับเลือกข้าที่เป็นลูกของสนมปีศาจ แทนที่จะเป็นน้องสี่ซึ่งเป็นลูกขององค์ราชินี

ถึงข้าอยากเลี่ยงภาระความรับผิดชอบอย่างที่เคยทำมาตลอด ข้าก็ทำไม่ได้แล้ว

นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าจับทวนศึกในสงครามจริง ๆ กิเลนเพลิงพาหนะคู่ใจกวาดสายตาของมันไปทั่วสนามอย่างดุร้าย เพราะเพิ่งรับตำแหน่งรัชทายาทของหมู่มาร งานแรกจึงเป็นการนำทัพหน้าในสงครามกับสวรรค์ชั้นฟ้าที่แม่น้ำโลหิต

เสียงกลองศึก แตรเขาสัตว์ดังสนั่น ทัพหน้าของภพมารกลุ้มรุมใส่กองทัพสวรรค์ อาคมทั้งของมารและเทพพุ่งฉวัดเฉวียนไปมาเต็มสนามรบ แม่น้ำโลหิตที่เป็นสีแดงฉานอยู่เดิมก็พลันแดงก่ำไปด้วยโลหิตของทั้งมารและเทพ ทวนศึกของข้าพุ่งเข้าสังหารเหล่าเทพเซียนองค์แล้วองค์เล่า ไม่นานสายฟ้าสวรรค์ก็ฟาดผ่าลงมากลางทัพ

ข้าทะยานตัวขึ้นจากหลังกิเลนเพลิง พุ่งตัวเข้าไปหาแม่ทัพฝ่ายศัตรู ทวนศึกและกระบี่ปัดป่ายไปมาดูหวาดเสียว เพียงพริบตาก็รบกันไปหลายสิบกระบวน

การต่อสู้ยิ่งมายิ่งเผ็ดร้อน กระบวนท่ารบพุ่งเริ่มเป็นท่าสังหาร ผ่านไปหลายสิบท่า ปลายทวนของข้าก็เกี่ยวเอาหมวกเกราะของฝ่ายตรงข้ามหลุดออก แต่กระนั้นกระบี่ของอีกฝ่ายก็ตัดเอาหน้ากากเหล็กที่ข้าสวมขาดสะบั้น

เส้นผมของนางปลิวไสว ดวงตาเต็มไปด้วยแววตกตะลึง นั่นคงไม่ต่างไปจากข้า เราสองคนทำศึกรบพุ่งกันมาหลายกระบวน ข้าถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นนาง เป็นนาง...

ไป๋อี้เหมย

ข้าควรทำเช่นไร...

ทว่า สงครามก็ไม่เคยรั้งรอให้ข้าฉุดคิด เพียงครู่เดียวที่เราสองคนตกตะลึงนิ่งงัน ศาสตราวุธของเหล่าทหารหาญก็พุ่งเข้าใส่อย่างไม่ยั้งมือ ในที่สุดข้าก็ได้บาดแผล

“ที่แท้เป็นเจ้า” ข้าพูด จับทวนศึกเข้าปะทะกับนางอีกครั้ง

“เฮยปิงฉู่” นางตวาด “ที่แท้เจ้าเป็นองค์ชายรองวังมาร”

“ผู้นำทัพหน้าของสวรรค์ชั้นฟ้า” ข้ากัดฟัน ตั้งด้ามทวนรับคมกระบี่ “ไป๋อี้เหมย องค์หญิงใหญ่วังเทียนกุง”

สวรรค์ ไยท่านจึงกลั่นแกล้งข้าเช่นนี้ ข้าไม่เคยต้องตาใครมาตลอดเจ็ดแปดหมื่นปี เมื่อผูกสมัครรักใคร่กับนาง นางกลับเป็นองค์หญิงของศัตรู

ทางหนึ่งก็ภาระหน้าที่ของรัชทายาท อีกทางก็ความรู้สึกอันวาบหวามดื่มด่ำ ข้ากระชับทวนศึก หวดรุกรับกับนางอยู่นับร้อยกระบวนเพลง สบประสานสายตาก็หลายครั้ง หากแต่กระบวนท่าสังหารกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ให้ปัดป่าย เสมือนหนึ่งรบหนึ่งเล่น

“เจ้าเอาจริงเถอะ” นางกล่าว “เล่นกันไปมาเช่นนี้ ศึกนี้คงไม่จบ”

สิ้นคำพูด กระบี่ของนางก็กลับเผ็ดร้อนรุนแรงขึ้น ข้าจำต้องตั้งสมาธิร่ายรำทวนศึกอย่างเต็มกำลัง กระบวนท่าสังหารก็ไม่อาจทิ้งช่องโหว่ได้อีก

รบกันอีกครู่ใหญ่ นางก็พลาดท่า เผยช่องว่างให้ข้าแทงเสือกทวนศึกเข้าใส่ เดิมมันควรจะเพียงแค่เฉี่ยวร่างนาง ไฉนเลยนางกลับขยับกายเข้ารับทวนศึกนั้น!

ไม่มีเวลาเหลือให้ข้าคิด ดวงตานางก็เบิกกว้าง รอยยิ้มปรากฏขึ้นอย่างเป็นปริศนา แม้กระนั้นคมกระบี่ที่ฟาดฟันออกมาก็ยังคงเหลือเรี่ยวแรงอยู่ ข้าจึงขยับร่างเข้ารับกระบี่นั้นเช่นกัน

“ทำไม” นางพูด “เจ้าก็น่าจะรู้ว่ากระบี่ข้า แม้เฉียดเป็นแผลเล็กน้อย ก็อาจถึงตายได้”

“หากเจ้าคิดตายด้วยทวนข้า ไยมิให้ข้าตายด้วยกระบี่เจ้าไปพร้อมกัน”

บาดแผลจากกระบี่นางร้อนผะผ่าว เปลวเพลิงสวรรค์ลุกโชนขึ้นจากปากแผล ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่ากระบี่เฟิ่งหวงของเจ้ามีพลังพิเศษเช่นเดียวกับทวนศึกป่ายตู๋ของข้า

เราสองคนทรุดร่างลงกับแม่น้ำโลหิต แผลของนางเริ่มขึ้นสีดำจากพิษร้าย เช่นเดียวกับเพลิงสวรรค์ที่ปกคลุมร่างข้าไปครึ่งหนึ่ง ทวนศึกและกระบี่ร่วงลงในแม่น้ำ ร่างของเราสองโผเข้าแนบชิด

ข้าเผยอปากจุมพิตริมฝีปากนางเป็นครั้งสุดท้าย...

ก่อนที่ทุกอย่างจะดับสิ้นลง...

สงครามระหว่างสองภพจะเป็นเช่นไรนั้นข้าไม่รู้...

แต่บทกวีหวานที่ข้าเคยไม่เข้าใจ เวลานี้ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว...

SHARE

Comments