เล่ห์ร่าง PREY-2 (อีโรติก)
เมื่อสายฟ้าฟาดพล่านไปทั่วเวิ้งแดงฉาน  
กลับเป็นวินาทีที่ความสงบนิ่งฉายภาพปรากฏ
แล้วคำถามหนึ่งก็พลันผุดขึ้นในสมองทำนองที่ว่า 

 "ตาพายุ" คือจุดที่ปลอดภัยจริงหรือ ?  
 
แสงสีม่วงระยิบระยับกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ มันเริ่มใกล้เสียจนผมสามารถมองเห็นใบหน้าผู้หญิงคนนั้นได้อย่างชัดเจนเต็มตา  ทว่าเครื่องหน้าที่ดูไม่ค่อยสมบูรณ์กลับดึงดูดความสนใจของผมไปเสียได้ 

ดูเหมือนว่าเครื่องสำอางที่เธอเลือกใช้แต้มแต่งใบหน้าคมขำจะเป็นในแบบคุณภาพต่ำ เพราะคราบมาสคาร่าที่ไหลย้อยเป็นทางน้ำไหลใต้ดวงตาแข็งกร้าวคู่นั้นกำลังทำให้ผมรู้สึกขนหัวลุกเมื่อได้มองเห็น 

วินาทีนี้ผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นไหวในร่าง  แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความกลัว  แต่มันกลับเป็นอะไรบางอย่างที่ตัวผมพยายามต่อต้านเอาไว้อย่างสุดตัว 

ในตอนนี้ผู้หญิงหน้าช้ำเธอกำลังยืนอยู่ตรงด้านข้างรถ พลางรวบผมหยิกฟูสั้นให้พ้นจากสภาพที่ถูกแรงลมพัดใส่ เธอพยายามอย่างมากที่จะสื่อสารกับผมผ่านริมฝีปากสีแดงสดที่กำลังขยับพูดบางประโยค รวมถึงฝ่ามือทั้งสองข้างที่กำลังง่วนออกท่าทางไปพร้อมกับความหัวเสีย ดูเหมือนว่าเธอต้องการที่จะให้ผมช่วยเลื่อนกระจกรถลง

ผมมองเธออย่างไม่ไว้ใจ แต่ก็ยอมที่จะเลื่อนกระจกรถลงให้ จนลมพายุเยือกเย็นหอบพัดเข้ามาปะทะใบหน้า พร้อมๆกับที่ผมกำลังได้กลิ่นหอมประหลาดอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน 

“คุณเห็นใช่มั้ยว่าฉันโดนไล่ลงจากรถคันนั้น” เธอเกาะขอบประตูรถแน่น ก้มหน้าลงมามองผมพลางเอ่ยถามผ่านน้ำเสียงเรียบนิ่ง 

“ไม่เห็นนี่ครับ” ผมปฏิเสธหน้าตาย แต่ก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองจะกลืนน้ำลายให้ดูมีพิรุธทำไม

“คุณต้องเห็นอยู่แล้ว” เธอเลิกคิ้ว ท่าทางจ้องจับผิด

“เอาล่ะ... ยอมรับก็ได้ว่าผมเห็น แต่ดูเหมือนว่าคุณเต็มใจที่จะออกมาจากตรงนั้นมากกว่าไม่ใช่เหรอ”

“มันก็ถูกอยู่ครึ่ง แต่อีกครึ่งก็ดูเหมือนจะไม่ถูก” 

ผมพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เธอบอก แต่อีกใจก็ไม่เห็นว่าสิ่งที่เธอบอกจะเกิดประโยชน์อะไรแก่ตัวผม บทสนทนาที่ค่อนข้างสับสนจึงหยุดลงไปเสียดื้อๆ กระทั่งเกิดอาการเงียบงันกันไปทั้งสองฝั่งฝ่าย แต่ปัญหามันไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะเธอยังคงเกาะประตูรถผมไม่ยอมปล่อย แถมยังเอาแต่จ้องหน้าผมไม่ยอมเลิกเหมือนต้องการอะไรบางอย่าง

“นี่คุณ... ฉันขอติดรถไปด้วยคนซี” 

“คุณรู้เหรอว่าผมจะไปไหน” ผมรีบสวน

“ฉันไม่รู้หรอก แต่ใครจะสนล่ะ  ถ้าฉันจะไปเสียอย่าง” เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้  ย้ำซ้ำความปรารถนาในใจ  

“แต่เกรงว่าผมเป็นเจ้าของรถคันนี้”  ผมจับพวงมาลัยแน่น 

“และมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธรับคนแปลกหน้าขึ้นรถ เฮ้อ...ฉันพูดประโยคที่คุณกำลังคิดอยู่ในใจนั่นให้ก็ได้นะ แต่คุณจะกล้าใจดำทิ้งผู้หญิงสวยๆอย่างฉันไว้ในที่แบบนี้ตามลำพังอย่างนั้นเหรอ”

“คือผม...” เฮ้อ...ผมอดมองคราบดำใต้ตาเธออย่างเสียไม่ได้

“นี่  ช่วยทำตัวใจดีกับเพื่อนร่วมโลกหน่อยไม่ได้เหรอไงกัน  ก็แค่ให้ฉันติดรถไปด้วย”  
 
“แต่ว่า...” 

“อีกอย่างนะ  ใครจะไปรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าของคุณกับฉันมันอาจจะเป็นเส้นทางเดียวกันก็ได้”

“อย่าเพิ่งคิดไปในทางที่มันง่ายดายขนาดนั้นเลยครับคุณผู้หญิง” 

ผมคิดในใจอย่างขบขันว่าเธอดูละครน้ำเน่ามากเกินไปหรือเปล่าถึงได้คิดในแง่สวยงามขนาดนั้น บางทีเธอควรระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้  ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมดีกว่าการทำตัวใจกล้าดาหน้าเข้าหาคนที่ไม่เคยรู้จักเหมือนอย่างที่เธอกำลังทำอยู่ในตอนนี้   

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน"  เธอพึมพำ

"ว่าไงนะ"  ผมไม่ได้ยิน  

"ฉันบอกว่า  ความแน่นอน  คือ  ความไม่แน่นอน  แต่สำหรับตอนนี้  ความไม่แน่นอนอาจกลายเป็นความแน่นอนขึ้นมาก็ได้ใครจะไปรู้”

เธอพูดเสียงดังสู้เสียงฟ้าร้อง  แถมยังพล่ามคติประจำใจหรืออะไรก็ไม่ทราบได้  แต่จากท่าทีดื้อรั้นจะไปด้วยให้ได้นั้นกลับทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมาอย่างอดทน

“คุณจะไปไหนล่ะ” ผมถาม 

“ไหนๆก็ถูกทิ้งเหมือนหมาข้างถนนแบบนี้แล้ว ฉันจะไปไหนก็ได้ ไปมันเรื่อยๆ ไปกับคุณ...”

น้ำเสียงตัดพ้อต่อโชคชะตาสุดห่วย ดูจะตรงกันข้ามกับหางเสียงออดอ้อนน่ารักจนทำให้ผมนึกยิ้มและเริ่มเห็นใจในความโชคร้ายของเธอ กระทั่งว่าตัวเองอดคิดอย่างเสียไม่ได้ว่าสำหรับค่ำคืนนี้จะมีผู้หญิงคนไหนในโลกใบนี้ที่โชคไม่ดีเหมือนอย่างเธอบ้าง และถ้าหากผมยังซ้ำเติมเธอด้วยการปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ ผมก็คงจะกลายเป็นมนุษย์ใจดำเหมือนอย่างที่เธอเพิ่งจะพูดค่อนขอดไปก่อนหน้าเป็นแน่  

และที่สำคัญ... 

ไม่มีผู้หญิงคนไหนเคยพูดว่าจะไปกับผมด้วยเลยสักคน...

"คุณแน่ใจเหรอว่าอยากไปกับผมจริงๆ"  ผมต้องการคำตอบ

"แน่เสียยิ่งกว่าแน่..."  

คำตอบของเธอบีบบังคับผมให้ต้อง  ตัด  สิน  ใจ!...

“ขึ้นรถสิ"  ง่ายดายเหลือเกิน...

"คุณว่าไงนะ..."  

"ถ้าจะไปก็ขึ้นรถ  ผมจะออกเดินทางต่อแล้ว” นี่ผมกำลังทำตัวใจดีกับคนแปลกหน้าอย่างนั้นหรือ...
 
“เข้าล็อค!” 

เธอเลียฟันบน  พลันยิ้มร่า  เหวี่ยงกระเป๋าหนังพาดบ่า  รีบวิ่งอ้อมมาเปิดประตูรถ

“รู้อะไรมั้ย” เธอปิดประตูเสียงดัง  หันมาพูด 

“อะไร...” 


แวบแรกที่ฉันเห็นคุณ ฉันก็รู้ได้ในทันทีว่าคุณไม่ใช่คนใจดำ...
  


ติดตามตอนต่อไป
SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้เขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments

BlackImagine
2 years ago
ผมชอบตอนนี้ครับ มีความรู้สึกว่า สามารถอ่านตอนนี้โดยไม่ต้องอ่านตอนก่อนหน้าก็เก็ท (ก่อนหน้าให้ความรู้สึกเยิ่นเย้อไปนิด) ด้วยมิตรภาพฮะ รอตามตอนต่อไป ^^
Reply
Chomsuk
2 years ago
ขอบคุณมากๆสำหรับคำติชมค่ะ :)
BlackImagine
2 years ago
ภาษาของคุณมีแรงดึงดูดมากครับ