โชคดีของ “มือใหม่”



“ผมลาออกเมื่อวาน” ท็อปพูดพร้อมหัวเราะขณะปิ้งลูกชิ้น แล้วราดน้ำจิ้ม คีบผักใส่ถุง กลางแดดที่วันนี้น่าจะแรงที่สุดวันหนึ่งตั้งแต่เริ่มจักวาลนี้มา

ส่วนผมยังไม่ถึงเวลาที่กลุ่มลูกค้ามาเดินกัน อีกอย่างร้านของผมไม่ได้จัดเต็มแบบร้านท๊อป ใช้เวลาไม่นานก็ตั้งเสร็จ เลยไปนั่งใต้กำแพงหลบแดดเสียหน่อย หลังจากเสียเหงื่อจากการลากขนถุงของมาตั้งไว้ได้สักพัก

ท๊อปเล่าไปยิ้มไปแบบไม่ซีเรียสว่า แฟนเขาทำงานร้านทันตกรรม ได้เดือนแปดพันกว่า เลยออกมาขายของ ขายได้ไม่นานคิดว่าพอไปได้ เลยชวนออกมาด้วยกัน ท๊อปคิดอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ค้านคำชวนเธอไม่ได้ เลยออกมา

“ออกแม่งเมื่อวาน” ท๊อปถอดหมวกนั่งลงหลังจากยื่นลูกชิ้นให้ลูกค้า มือเทโค้กขวดลิตรลงกระติก

ได้เวลาผมลุกขึ้นไปจัดร้าน พี่อ๊อดแผงร้านเสื้อผ้าฝ้ายอีกข้างเดินมาขอเชือกไปมัดของ



“ผมเป็นวิศวะครับออกแล้ว วันนี้มาคนเดียว เมียท้องจะคลอดแล้ว”


คล้ายนั่งเล่าเรื่องหน้ากองไฟกลางเขาใหญ่ในฤดูหนาว เราต่างสลับกันเอ่ยถึงของตัวเองให้เพื่อนใหม่ที่พึ่งพบกันฟัง ต่างเพียงแต่เราไม่โรแมนติกขนาดนั้น ซ้ำยังไม่มีกีตาร์ เบียร์กระป๋อง มีเพียงแดดบ้าพลังที่เกือบห้าโมงเย็นยังแผดอยู่ได้แบบไม่เหนื่อยหน่าย

ในยุคที่ใครก็อยากเป็นอิสระ การออกมาทำมาหากินด้วยร้านตัวเองน่าจะใกล้เคียงคำนั้นมากที่สุด แม้มันจะเป็นเพียงมายาคติ เพราะชีวิตที่ต้องหาเองดิ้นเองนั้น จำเป็นต้องงใช้แรงและเวลามากกว่าที่เคยทำมาเสียอีก

“แต่มันเป็นของเราเอง” ใคร ๆ ก็พูดแบบนั้น

สินค้าของพี่อ๊อดทำให้ผมสงสัย เสื้อกับกางเกงผ้าฝ้ายลายโบราณยังมีคนใส่อยู่อีกเหรอ ไม่ต่างกัน ท๊อปก็สงสัยว่า ชุดนอนเด็กลายประหลาด ๆ ของผม ขายได้เหมือนกัน

เราใช้มือที่อาบด้วยความหวังเลือกสินค้าเหล่านี้มา ใช้หัวใจที่เปี่ยมไปด้วยฝันร้องปาว ๆ ป่าวประกาศขาย

ทุกคนมั่นใจในสิ่งที่ตนเองทำเสมอนั่นแหละ ผมก็เช่นกัน ในใจคิดว่าอุตส่าห์หน้าดำตากขนของมาเทวดาจะไม่ปราณีเลยบ้างเหรอ

“เลือกดูก่อนจ้า เข้ามาดูก่อน” พี่อ๊อดพูดเก้ ๆ กัง ๆ เวลาขาย เป็นมือใหม่ที่พึ่งมาทำงานขาย ปกติจะมากับแฟน เขาใช้เเรง แฟนเป็นคนขาย แต่เมื่อลูกจดจ่อรอออกมาดูโลก ตลาดนัดคงไม่เหมาะนักที่จะเป็นสถานที่ต้อนรับเด็กน้อย

เขาเลยต้องฉายเดี่ยว…



โซนที่พวกเราได้มาตั้งร้าน เกือบจะเป็นที่ตาบอด เพราะซอยตันหลังร้านขายน้ำที่มีร้านผลไม้เจ้าถิ่นโชว์วาทะการขายดึงความสนใจลูกค้าไปหมด ร้านพี่อ๊อดหนักเลย ไม่มีแม้หลอดไฟติดมาเพราะปรกติขายตลาดเช้า นั่นหมายถึงเปัญหาใหญ่ตอนเริ่มมืด

บนเวลาทีเเสดง สปอร์ตไลท์จับใครคนนั่นคือดาราดัง ในตลาดที่แม้คนจะพลุกพล่านก็เช่นกัน หากไร้แสงไฟ ก็ไร้การจับจ้อง

พวกเรามากันตั้งแต่บ่าย ได้เริ่มจับที่ตอนบ่ายสองครึ่ง ต้องรอดูว่าเจ้าประจำไม่ได้มาลงขาย ถึงให้สิทธิ์แก่ขาจร นี่ยังไม่นับขาใหญ่ ที่จับจองพื้นที่ให้เพื่อนตัวเองก่อนได้ เราหน้าใหม่ มือใหม่ได้แต่ยิ้มแห้ง มองหน้าอย่างเข้าใจกัน ก้มหน้าก้มตารับเศษที่ดินเหลือเดนมาทำมาค้าขาย

สี่โมงครึ่ง ท๊อปขายลูกชิ้นได้ ๕๐ บาท ผมได้ชุดเด็กสองชุด พี่อ๊อดยิ้มแห้งมองหาคำตอบชีวิตว่าทำไมมีแม้กระทั่งคนมาหยุดมอง เราสามแผงเฮฮาคุยกันเฝ้าร้านตามประสาผู้ชาย ปล่อยแฟนท๊อปกับแฟนผมเดินชมตลาดเพื่อวางแผนว่าคราวหน้าเราพอจะทำอะไรได้บ้าง และก็ว่างพอที่จะหาอะไรอร่อย ๆ มากินให้หายเหนื่อยบ้าง



“โชคดีของมือใหม่” กฏว่าด้วยการลงมือทำอะไรครั้งแรก ๆ แล้วมักจะได้ดี เช่นคนไม่เคยเล่นพนัน จัดครั้งแรกก็โดนอ่จหลายเด้ง

แฟนผมเช่นกัน ห้าพันแปดร้อยบาทคือยอดขายวันแรกที่เธอเลือกจับชุดนอนพร้อมราวผ้าโง่ ๆ ลงตลาดนัดที่กาฬสินธุ์ เธอดีใจยิ้มกว้างราวกับโจ้กเกอร์มองเห็นแบทแมนถูกรถทับตาย ตั้งแต่นั้น เธอก็มองหาสินค้า เสื้อผ้าสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาขาย และเป็นจุดกำเนิดอาชีพของเราตั้งแต่วันนั้น

ผมไม่ได้ถามว่าพี่อ๊อดเป็นเหมือนกันไหม หรือท๊อปเป็นเช่นไรวันที่ลงทุนขับรถเข้าเมืองหอบลูกชิ้น ปลาหมึก และหัดปั่นน้ำจิ้มตั้งแต่ตีสองเพื่อลองขายในวันแรก แต่เชื่อลึก ๆ ว่าคงมองเห็นศักยภาพของสิ่งที่ตนเองเลือกทำ แม้จะดูเหมือนเด็กเล่นของเล่น แต่เราก็ตั้งใจมากในวันนั้น

“เหมือนฝึกงานแหละครับ เวลาเราเปลี่ยนงาน สิ่งที่เราจะทำคือยืนทำตาปริบ ๆ ทำอะไรไม่ได้ในที่ทำงานใหม่ แต่ต่างกันตรงที่ ในตลาดนัดเราไม่มีเทรนเนอร์ คอยสอนและชี้แนวทาง และแม้จะทำเหนื่อยแค่ไหน ก็อาจไม่ได้ค่าแรงเหมือนงานบริษัท ขาดทุนค่ารถ กำไรหดค่าที่ แต่ก็มีโอกาสฟาดเงินก้อนโต แต่นั่นเป็นส่วนน้อยของแม่ค้าไร้ประสบการณ์” ผมพูดกับพี่อ๊อดที่คอรัสตามหลังผมว่า “ถูกครับถูก”

เราสองคนวัยต่างกันเพียงขวบปี ทำงานในระบบมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี่ เข้าใจดีว่ามันยากมากที่มือใหม่จะทำได้ดีตั้งแต่เริ่ม แม้จะมีโชคดีขอมือใหม่ แต่นั่นก็ไม่ยั่งยืน หากคุณไม่มีความพยายาม ไม่มีความอดทน และไม่สามารถฟันฝ่ามันด้วยตัวเองได้ สุดท้ายคุณก็อาจมองหาที่ทางจะปล่อยอุปกรณ์ต่อแค่นั้นเอง



ผมดูดน้ำอัดลมแก้วที่สอง หมูปิ้งสามไม้ ข้าวเหนียว ลูกชิ้น ของหวาน ท๊อปนั่งปิ้งปลาหมึกตัวเองกิน แต่พี่อ๊อดได้น้ำมะนาวแก้วใหญ่นั่งดูดตั้งแต่จัดร้านเร็จ จนทุ่มกว่า

“บาทหนึ่งสลึงหนึ่งก็คิด” พี่อ๊อดพูดขณะที่ผมพยักหน้ารับรู้ แกกับผมคล้ายกันตรงที่แต่ก่อนคือแฟนดูเงิน ขายได้เท่าไหร่ก็ให้เขาดู ซื้อนั่นซื้อนี่ก็บอกเขา หรือไม่งั้นก็เอามาทีละร้อยสองร้อย บางทีแฟนบ่นเราก็บอกว่าจะอะไรกันนักกันหนาแค่นี้ขี้เหนียวไปได้ แต่พอเราต้องบริหารเงินเอง ยอดในกระเป๋าเรารู้ การใช้จ่ายสัมพันธ์กับรายรับ หากไม่ขยับก็ไม่อยากจับจ่าย กว่าจะเลือกได้ว่าจะกินไรแต่ละมื้อ บางทีถึงขั้นนั่งมองหน้าปรึกษากันเลยทีเดียว

ความหน้ากลัวของการขายของไม่ได้อยู่ที่ยอดขายตอนจบที่พบว่าไม่ได้ตามเป้าอย่างเดียว แต่มันอยู่ในช่วงเวลาที่เงียบเหงาระหว่างรอลูกค้า ช่วงยาวนานราวนิรันดร์ ตลาดคึกคักแต่ร้านเราเงียบมันทรมานมาก ๆ เหมือนมีมีดค่อย ๆ แทงในจิตใจอันอ่อนไหวของพ่อค้าแม่ค้า ยิ่งท้ายสุดคำนวนแล้วว่าไม่มีกำไร กำลังใจยิ่งห่อหด



ห้าโมงครึ่งลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผมแห่กันมา สองผัวเมียพอได้ออกกำลังกายหาเงินกันบ้าง ท๊อปก็พอไปได้ลูกชิ้นบ้าง ปลาหมึกบ้างออกแบบไม่ขาดสายหรือไม่ต้องให้รอนาน

พี่อ๊อดมองพวกเรา มือถือแก้วน้ำมะนาวที่มีแต่เปลือกมะนาววางบนเศษน้ำแข็ง เท่าที่เห็นแกยังไม่กินอะไร และถ้าไม่เกินไปที่จะพูด แกขายยังไม่ได้สักตัว

ฟ้ามืดมาแล้ว ผมแกล้งไปขอมัดหลอดไฟที่ร้านแก บอกว่าโซนนี้มันมืดติดตรงนี้ร้านผมจะได้สว่าง แกขอบใจเพราะรู้ว่าผมอยากแบ่งไฟให้ แต่ผู้ชายไม่ได้คุยกันคบกันง่ายเหมือนผู้หญิง การแกล้งเป็นขอความช่วยเหลือน่าจะเหมาะกว่าถามไปตรง ๆ ว่ายืมไฟผมไหม

ตลาดจะปิด พ่อค้าแม่ค้าจะเก็บ เราเฮฮากันช่วงท้ายก่อนแยกย้ายไปตามทางของตน แต่เชื่อว่าไม่กี่ครั้งกี่หนคงได้เวียนมาเจอกันจนได้ ตลาดนัดแต่ละอำเภอมีแค่ที่เดียว หากมาพร้อมกันอย่างไรคงพบกันอีก ที่จะทำให้ไม่ได้พบกันมีเพียงเหตุเดียวคือยอดขายไม่ได้ ไม่มีกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าตน

พี่อ๊อดบอกว่าพรุ่งนี้จะไปตลอดกุฉินารายณ์ เขาเริ่มขายตั้งแต่ตีสองถึงแปดโมงเช้า

“แล้วพี่ไปกี่โมง” ผมถาม

“ตีสองตามตลาดแหละ เสร็จแล้วช่วงสายไปอีกตลาด ถ้าไม่พลาดน่าจะได้พอชดเชยวันนี้ที่ไม่ได้สักสลึง”

ผมพยักหน้าและสนใจตลาดที่แกจะไป เราแลกเปลี่ยนเบอร์กันเผื่อวันหน้าวันหลังอาจไปเยี่ยมตลาดถิ่นกันบ้าง

พี่อ๊อดอาจมาร้อยเอ็ด ผมอาจไปทางนั้นก็ได้ไม่มีใครรู้

ท๊อปแบกโต๊ะจัดเต็มขึ้นหลังกระบะ ผมปิดท้ายรถเก๋ง พี่อ๊อดเก็บคนสุดท้ายเผื่อมีใครมาดู แต่คงยากเพราะเก็บไฟไปหมดแล้ว

“ผมลงตลาดนัดเย็นขายไม่ค่อยได้ มีแต่เด็ก เด็กไม่ใส่ผ้าไทย” แกบ่นครั้งสุดท้ายก่อนเราร่ำลากัน

ไฟเลี้ยวของผมส่งสัญญาณไปซ้าย ท๊อปฉีกออกขวา เราทั้งหมดต่างเป็นมือใหม่ ที่ไม่แน่ใจยังพอจะเหลือโชคบ้างไหม หากยังพอมีอยู่บ้างก็รดพรมลงมาให้พวกเราได้มีแรงสู้ต่อไปบ้างก็ดี…

iMonkey

17.1.18
SHARE
Writer
imonkey7
ขี้เกียจ
มีเรื่องมากมายจะเขียนแต่ก็เขียนไม่เสร็จ Blog : https://imonkey.blog/ และ https://bookster.blog/

Comments

Ongoing_
1 year ago
โทนเรื่องเหมือนวันฟ้าหม่น แต่มีแสงลอดเมฆส่องลงมาพอให้มีหวัง
เป็นกำลังใจให้ค่ะ^_^
Reply
imonkey7
1 year ago
ห้พลังจงสถิตย์กับผู้มาเม้น
#ร้างลามานาน
18
1 year ago
เธอดีใจยิ้มกว้างราวกับโจ้กเกอร์มองเห็นแบทแมนถูกรถทับตาย : เห็นภาพเลยครับ 55
Reply
imonkey7
1 year ago
ตอนเขียนไม่ขำ
พอมีคนมาขำ ขำเลย 55555
DetecM
1 year ago
ชอบครับ เป็นเรื่องราวช่วงหนึ่งในชีวิตนับล้าน ที่บางคนอาจไม่เคยสัมผัส
Reply
imonkey7
1 year ago
ขอบคุณครับ ^^