ถึงไซม่อน ด้วยรักจากเรา
ถึงไซม่อน

หัวใจฉันหนักหน่วงๆในตอนเริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้ ฉันเองก็ออกจะเซอร์ไพร้อยู่หน่อยๆเหมือนกันที่เรื่องราวของนายได้เข้ามานั่งในใจ เคาะประตูถามไถ่หาสิ่งที่เคยคลุมเครือในช่วงเวลาหนึ่งของฉัน ประตูที่แง้มไว้ก็ไม่สุด จะปิดก็ไม่สนิท

เรื่องราวของนายเริ่มต้นด้วยการเล่าว่าตัวนายก็เหมือนเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆทั่วไป มีครอบครัวธรรมดา มีเพื่อนและมีชีวิตธรรมดาๆ เพียงแต่นายมีความลับที่ยังไม่พร้อมจะบอกใครว่านายเป็นเกย์ การปรากฏตัวของบลูในโลกออนไลน์นั้นสั่นคลอนโลกทั้งใบของนายใช่มั้ยล่ะ ฉันรู้ว่ามันเป็นโมเม้นที่ใครหลายๆคนต่างเฝ้ารอให้เกิดขึ้นกับตัวเอง จากใจจริงนะ การปรากฏตัวของ Love, Simon ในต้นเดือนมิถุนา เดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQ เป็นอะไรที่ฉันไม่คาดคิดในตอนแรก เพราะฉันถอดใจไปแล้วว่านายคงไม่เข้าโรงฉายที่เชียงใหม่หรอก แต่สุดท้ายเราก็ได้พบกัน ฉันดีใจมากจริงๆ นายให้แรงบันดาลใจกับฉัน นายทำให้ฉันอยากย้อนเวลากลับไปกอดตัวเองในช่วงเวลาที่คลุมเครือนั้นแล้วบอกกับตัวฉันว่าไม่เป็นไร แต่เพราะในตอนนั้นฉันไม่มีใครให้พูดคุย ไม่มีใครมาช่วยสร้างความเข้าใจในสิ่งที่ฉันเป็นหรือสถานการณ์ที่ฉันเผชิญ ฉันคิดว่าเด็กๆยุคนี้โชคดีมากที่มีนายปรากฏตัวขึ้นมาให้พวกเขาเห็น และสามารถมองสถานการณ์ของพวกเขาเองผ่านตัวนายได้ มันช่วยพวกเขาได้มาก

สิ่งที่ฉันประทับใจในเรื่องราวของนาย นายฟัง Love me ของ The 1975 โอ้โห มันเท่มากเลยตอนที่อินโทรขึ้นน่ะ ฉันงี้ยิ้มแก้มแทบปริ (เห็นมั้ย เรามีอะไรคล้ายกันแล้ว55555) ชอบที่นายตั้งคำถามว่าทำไม straight ถึงเป็นค่า Default (โอเค ฉันอาจจะไม่เซอไพร้มากกับฉากนี้เท่าไหร่เพราะฉันเคยเห็นคลิปแนวๆนี้มาบ้างแล้ว) นายมองหนุ่มข้างบ้านที่น่าฟัด นายนึกภาพว่าบางทีถ้านายก้าวไปเรียนในระดับมหาลัย นายอาจจะได้ปลดปล่อยความเกย์ของนายได้เต็มสตรีมกว่าที่เป็นอยู่ไปเล้ย(ฉันสปอยล์ให้ว่ามันจะยิ่งจริงถ้านายได้ย้ายไปเมืองอื่นที่ห่างจากบ้าน//วิ๊งๆ) นายมีครอบครัวที่อบอุ่นและน่าอิจฉามากนะ ฉันอิจฉาตรงนี้จริงๆ ฉากที่แม่บอกกับนายว่านายยังเป็นคนเดิม ฉากนั้นทำต่อมน้ำตาฉันรั่วเลยล่ะ คงเพราะลึกๆแล้วฉันหวังว่าคนในครอบครัวของฉันจะเข้าใจ และบอกกับฉันแบบนั้นเหมือนกัน

การเขียนเป็นการสร้างหลักฐาน 
การสร้างหลักฐานเคยเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับฉันอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยการเติบโตอีกนั่นแหละ ฉันพบว่าความคิดคนเราเปลี่ยนไปได้เสมอ พร้อมกันนั้นเราอาจต้องฝึกปรือการให้เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย 

สิ่งที่ฉันหมายถึง คือตัวฉันในช่วงเวลาหนึ่งก็เป็นเด็กผู้หญิงที่เคยแอบชอบเพื่อนชายเหมือนเด็กผู้หญิงป.6ทั่วไป ก่อนที่รักแรกนั้นจะจบลงแบบห้วนๆจางๆทันทีที่ต่างคนต่างไปเข้าม.ต้นคนละโรงเรียนและเพื่อนฉันคนหนึ่งก็เล่าให้ฟังว่าลับหลังนั้นเขาล้อเลียนฉันที่แอบชอบเขา เข้าช่วงม.ต้น ฉันเคยแอบปลื้มรุ่นพี่นางรำหน้าหมวยที่มีโค้ดเนมว่าพี่คนสวยแต่ดันไปอ้วกบนรถเมล์ให้พี่เขามองด้วยสายตารังเกียจ แต่สำหรับพี่เค้า ฉันคิดว่ามันเป็นความรู้สึกคล้ายกับปลื้มดารานักร้องอะไรแบบนั้นมากกว่า จุดเปลี่ยนจริงๆอยู่ที่ช่วงคาบเกี่ยวจากม.3ถึงช่วงม.5 ฉันเคยสับสนความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเพื่อนคนหนึ่งจนพูดออกมาด้วยความไม่เข้าใจว่าฉันเป็นอะไรกันแน่ เพราะฉันเคยชอบผู้ชาย ฉันไม่ชอบการถูกเรียกว่าทอม แต่ฉันรู้สึกราวกับอกหักเมื่อเพื่อนที่สนิทที่สุดคนหนึงของฉันมีแฟนคนแรก แถมยังเคยโดนรุ่นน้องผู้หญิงมาแอบตามห่างๆตอนพักกลางวันจนต้องห่อข้าวมากินบนห้อง ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับครูคนนั้นที่ดูคลุมเครือเพราะฉันไม่รู้จริงๆว่าเป็นสิ่งที่ฉันโดนเพื่อนกรอกหูให้สติแตกว่าครูต้องคิดอะไรเกินเลยกันฉันแน่ๆนั้นมันจริงรึเปล่า หรือมันเกือบจะเกินเลยแล้วจริงๆ จำได้ว่าฉันในตอนนั้นสติแตกสุดๆไปเลย เราไม่สามารถขยำเอาหน้าเหตุการณ์ทั้งหมดนี่ทิ้งลงถังขยะได้น่ะรู้มั้ย มันไม่ได้ลงถังขยะ มันตกลงไปที่ก้นเหวลึกของภูเขาน้ำแข็งแห่งความรู้สึกของเรา ฉันกลัวไปหมด กลัวคำตอบ กลัวการถูกมอง แต่ฉันตัดสินตัวเองไปแล้วว่าฉันเป็นตัวประหลาด ฉันเข้ากับใครไม่ได้ ต้องย้ายกลุ่มเพื่อน และแทบไม่สนิทกับใครจริงจัง ฉันคือคนนอกโดยสมบูรณ์

ฉันเป็นอย่างนั้นจนกระทั่งเข้ามหาลัย คนนอกยังไงก็คือคนนอกน่ะไซม่อน ฉันยังคงตอบตัวเองเรื่องที่ว่าฉันเป็นอะไรไม่ได้ เราหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องของตัวเองเพราะกลัวว่ามันจะเป็นการสร้างหลักฐาน(ก็อย่างที่นายโดนแบล๊คเมล์นั่นแหละ) แต่พอนายโตขึ้น นายจะพบกับคำว่า “ช่างแม่ง” ตอนปี2 ฉันช่างแม่งกับการที่รู้สึกว่าเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ เลิกพยายามเข้าหาใครทั้งนั้น เผลอมีบทสนทนาน่าสมเพชตัวเองกับเพื่อนเกย์คนเดียวในสาขา ช่วงปี3 ฉันยอมรับกับตัวเองว่าฉันชอบผู้หญิง มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ตัวเบาขึ้นราวกับวางก้อนหินยักษ์ที่แบกตลอดเวลาลงได้ซะที การเปิดใจในตอนนั้นทำให้ฉันตอบรับเข้ากลุ่มๆหนึ่งจากเว็บบอร์ดขนาดใหญ่สีม่วงๆของสยามประเทศ ที่ๆทำให้ฉันได้พบเจอเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนที่ยังคงสนิทกันจนทุกวันนี้ ได้เจอคนที่ตกหลุมรักและร้องไห้เพราะอกหักจริงๆครั้งแรกในชีวิต ได้สารภาพรักกับดากานดาของฉันถึงจะไม่สมหวังก็เถอะ สุดท้ายเมื่อเรียนจบ ฉันพิจารณาตัวเองอีกครั้ง และเกิดการ “ช่างแม่ง” อีกครั้ง ฉันแน่ใจว่าตัวเองชอบผู้ชายด้วยเช่นกัน แม้จะมีเปอร์เซ็นน้อยกว่าผู้หญิงค่อนข้างชัด แต่ฉันก็พบว่าผู้ชายบางคนยังทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวตนเขามีเสน่ห์จัง นายรู้มั้ยว่าคนที่เรียกตัวเองว่าไบเซ็กชวลนั้นเจอกับอะไรบ้าง สับสน ได้ทั้งคู่ เสือไบ ไม่มีอยู่จริง ทั้งหมดนี้ฉันเจอเองกับตัวเลยล่ะ เพื่อนผู้หญิงของฉันคนหนึ่ง(ที่ชอบผู้หญิง)เคยบอกกับฉันว่าเธอจะกลัวที่จะเดทสาวไบฯ กลัวว่าเขาจะหนีจากเธอไปคบผู้ชาย นั่นมันเรียกว่าหมดรักแล้วแก บางครั้งฉันก็เบื่อที่จะต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจว่าเหล่านั้นมันมายาคติอย่างไร การหมดรักก็คือหมดรัก และการคบซ้อนก็คือการนอกใจไม่ว่าจะเพศไหนๆมันก็ผิด มันไม่เกี่ยวกับไบเซ็กชวลเลยซักนิด และสุดท้าย ฉันก็ช่างแม่งให้มันทั้งหมด ฉันไม่อยากเรียกตัวเองว่าอะไรทั้งนั้น ฉันอยากจะเป็นแค่คนที่สามารถรักใครอีกคนเพราะว่ารัก แค่นั้น 
เรื่องของฉันทำฉันนึกถึงนักร้องสาวคนนี้ Jessie J นายน่าจะพอรู้จักใช่มั้ย เจสซี่ เจย์ เคยบอกกับสื่อว่าเธอนิยามตัวเองว่าเธอเป็นไบเซ็กชวล แต่หลายปีหลังจากนั้นเธอให้สัมภาษณ์กับสื่ออีกครั้งว่าเธอเป็นสเตรท(คนที่รักเพศตรงข้าม) เพราะหลังจากผ่านความสัมพันธ์ ผ่านประสบการณ์การเข้าใจตัวเองที่มากขึ้น เธอก็พบว่าเธอไม่ได้ชอบเพศเดียวกันอย่างที่เคยนิยามกับตัวเองไว้ ฉันว่ามันน่าทึ่งนะ ที่คนเรามีการเปลี่ยนแปลงที่เข้าใจตัวเองมากขึ้น ฉันว่ามันดีกว่าการปฏิเสธตัวเองเป็นไหนๆ

สิ่งที่ฉันอยากจะบอกนายก็คือ ฉันคิดว่าตัวฉันในตอนนี้เป็นตัวเองได้อย่างสบายใจ ให้เจาะจงหน่อยก็คือฉันกรี๊ดแตกใส่นักแสดงผู้หญิงที่ฉันชอบมากๆแบบไม่ต้องแคร์อะไรเลยเพราะฉันชอบของฉัน การได้มองเรื่องราวของนายมันทำให้ฉันทบทวนตัวเองในช่วงเวลาที่ผ่านๆมา และในตอนนี้ฉันกำลังนึกถึงภาพที่นายส่งจดหมายสุดท้ายให้กับบลู โดยที่ลงท้ายว่า Love, Simon ในจังหวะนั้นฉันเรียกของฉันเองว่าเป็น "ฉากค้นพบชื่อเรื่อง" เวลาที่หนังเล่าจุดที่ส่งให้คนดูรู้ว่าทำไมหนังถึงมีชื่อนี้ ความรู้สึกเดียวกับตอนที่ฉันเห็นเทเรสตั้งใจเขียนนัดหมายแล้วจรดชื่อ Carol ลงไปในสมุดบันทึก หรือตอนที่ โอลิเวอร์บอกกับเด็กหนุ่มว่า “Call me by your name and i'll call you by mine" การที่นายลงชื่อจดหมายด้วยชื่อของนาย ไม่ใช่ฌาร์ค ฉันว่ามันทรงพลังมาก เพราะนายได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง และนั่นทำให้นายได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่ตอบกลับ นายกล้าหาญมาก และนายสมควรได้รับสิ่งเหล่านี้



ด้วยรัก,
มาย


SHARE
Written in this book
บันทึกดูแล้ว
บันทึกความรู้สึกถึงหนังที่ได้ดูและอยากพูดถึง
Writer
ManyMilds
Graphic designer
เป็นเด็กหลงในร่างผู้ใหญ่ เป็นผู้ใหญ่ที่หลงลืมตัวเองเป็นบางครั้ง นักเขียนบันทึกเพื่อต่อสู้กับโรคซึมเศร้าที่ยังไม่หายดีเสียที นัก(อยาก)เขียนที่พยายามเขียนนิยายยูริอยู่เรื่อยๆ สามารถติดตามได้ใน Readawrite

Comments