บนชั้นดาดฟ้าที่ใกล้พระอาทิตย์ที่สุด :)
จำได้ว่าปีที่แล้ว...
ฉันเคยขึ้นไปนั่งร้องไห้บนชั้น 34 
ชั้นดาดฟ้าที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์ที่สุด
อย่างน้อยก็ใกล้ที่สุดแล้ว...
สำหรับมนุษย์ตัวน้อยๆ คนหนึ่ง
มนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเสียใจ ตอนนั้น

ฉันหอบร่างกายที่อ่อนแรง
กับหัวใจที่กำลังบาดเจ็บสาหัส
ไปนั่งอยู่บนม้านั่งตัวหนึ่งบนนั้น
ในสวนเล็กๆ ที่มั่นใจว่าคงไม่มีใคร

ท้องฟ้า..ฉีกยิ้มด้วยสีฟ้าสดใส
ปุยเมฆนุ่มนิ่ม..ผลัดกันมาทักทายฉัน

สวนทางกับความรู้สึกของเจ้ามนุษย์
เจ้ามนุษย์น้อยที่กำลังนั่งมองจากตรงนี้

ฉันรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในสวนถาด
สวนถาดที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง
เรียงรายอยู่เบื้องหน้าไปจนสุดสายตา
ณ ปลายขอบฟ้าที่เหมือนไม่มีอยู่จริง

ทุกอย่างดูนิ่งสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหว
รวมไปถึง “สิ่งที่ควรจะเคลื่อนไหว”

ฉันรู้สึกเหมือนรถเมล์สีส้มคนนั้น
รถเมล์ที่ยังคงติดแช่อยู่จุดเดิมบนถนน
ท่ามกลางความโกลาหลของการจราจร
“ไม่รู้จะไปทางไหน ไปไหนไม่ได้”

ต้นไม้โอนเอนอ่อนไหวไปตามแรงลม
ลมที่พัดแรงโกรกปะทะใบหน้าของฉัน
เป่าพัดรอยน้ำตาที่ไหลให้ค่อยแห้งไป

“หนู....หนู....”

โลกจินตนาการของฉันหยุดชะงักลง

“หนูกำลังร้องไห้อยู่หรอ...”

ฉันเงยหน้าขึ้นมาเพื่อมองหาเจ้าของเสียง

“ขอโทษค่ะคุณป้า...หนูนึกว่าไม่มีคน”

“หนูจะร้องไห้เสียใจก็ไม่เป็นไรหรอก

ร้องออกมาเลยเยอะๆ...”

ฉันรีบก้มปาดน้ำตาอย่างเร่งรีบ
พยายามเก็บของใส่กระเป๋าให้ไวที่สุด

สิ้นประโยคปลอบโยน

กลายเป็นประโยคทำนายอนาคต
คำทำนายที่ทำให้ฉันประหลาดใจ
คำทำนายที่ฉันไม่ได้คาดคิดจาก
“คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกัน”

แม้ตอนนั้นฉันจะยังรู้สึกไม่ค่อยสู้ดี
ฉันก็ยิ้มและกล่าวขอบคุณคุณป้า
ก่อนที่จะลุกจากม้านั่งไปยังประตูลิฟต์

แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่า...
คำทำนายนั้นทำให้ฉันรู้สึกมีความหวัง
มีความหวังขึ้นมาในชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม

“ตอนนี้หนูไม่เชื่อป้าก็ไม่เป็นไรนะ 
แต่รักษาความดีไว้ พระจะคุ้มครองหนู”

นั่นแหละ...สิ่งสุดท้ายที่ฉันได้ยิน
ในขณะกำลังประคองหัวใจที่โซเซ

ผ่านมาหลายสัปดาห์

ฉันไม่เคยได้เจอคุณป้าคนนั้นอีกเลย
จนบางครั้งเผลอคิดว่าฝันไปเองด้วยซ้ำ

กระทั่งเราได้บังเอิญเดินสวนกัน
ตรงหน้าหอพักของฉันในเช้าตรู่วันหนึ่ง

“อ้าว สวัสดีค่ะคุณป้า สบายดีนะคะ”

“ป้าสบายดี หนูหายเสียใจหรือยัง ?”

“คุณป้ายังจำได้ด้วยหรอคะ...”

“จำได้สิ เย็นนี้ว่างมั้ย มีคนเค้าอยากเจอ”

“ถ้าว่างนะ 5 โมงเย็น แวะมาหาป้าที่สวนชั้น 12 นะ”

“จะพยายามนะคะ แต่ช่วงนี้หนูเลิกงานดึกมากเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะทันหรือป่าว”

คุณป้าหยิบถุงเม็ดทานตะวันให้ฉัน
ก่อนที่ฉันจะขอตัวรีบไปทำงานในตอนเช้า

19.19 น.

พี่วินมอไซค์มาส่งฉันหน้าหอ
เสียดายที่ฉันปลีกตัวจากงานมาไม่ได้

ฉันรีบวิ่งเข้าลิฟต์ กดเลข 12 
แอบหวังว่าคุณป้าจะยังคงอยู่
เพราะมีอีกหลายเรื่องที่ฉันอยากรู้

“ฉันมาช้าไป”

ความสงสัยที่ยังคงค้างคาอยู่ภายในใจ
บอกให้ฉันหยุดลิฟต์ที่ชั้น 12 เกือบทุกวัน
เผื่อวันหนึ่งจะบังเอิญได้พบคุณป้าอีกครั้ง

ทุกเย็นหลังเลิกงาน...
ฉันเดินออกจากประตูลิฟต์ด้วยความหวัง
และเดินกลับเข้ามาในลิฟต์อีกครั้ง
กับความเชื่อว่า “พรุ่งนี้อาจจะเจอก็ได้”

ภาพเดิมๆ ฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายวัน

ก่อนที่ความหวังจะสิ้นสุดลง
เมื่อรู้ว่า...เช้าวันนั้นที่เราเจอกัน
คือ วันสุดท้ายที่คุณป้ามาทำงานที่นี่

ฉันคิดเสมอว่าคุณป้าคือเทวดาบนฟ้า
หรืออย่างน้อยก็เป็นคนที่เทวดาส่งมา
ในช่วงเวลาที่ฉันกำลังย่ำแย่เสียใจ

ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันอีก
ถึงแม้อาจจจะไม่มีโอกาสเจอกันอีกเลย
แต่อย่างน้อยที่สุด “เราก็ได้เจอกันแล้ว”

“คุณป้าอาจจะอยากให้เป็นยังงี้ก็ได้”

ขอบคุณนะคะคุณป้า
สำหรับคำปลอบใจวันนั้น
และก็สำหรับคำทำนายในอนาคต  
“ที่หวังว่าวันนึงจะไม่ใช่แค่คำทำนาย”
:)



ยักษ์เขียว

SHARE
Writer
GreenGiant
Silom Office Worker
♡Whatever I am, I am proud of that♡

Comments

JuniorSommelier
2 years ago
บางที่ "เทวดา" อาจจะอยู่ไกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดมาตลอดว่า พวกเขาเหล่านั้น "อยู่บนฟ้า"...
Reply
GreenGiant
2 years ago
ขอบคุณค่ะคุณ JuniorSommelier 🙂🙂🙃🙂💓💓