สัตว์ประหลาด
ถ้าคุณชอบหนังรัก, เพลงแจ๊ส และเหล่าคนที่เว้าแหว่งขาดวิ่น
คุณน่าจะชอบหนังเรื่อง Shape of Water
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบสัตว์ประหลาดด้วยแล้ว
คุณจะรัก Shape of Water มาก, มากจริงๆ

ถ้าพูดถึงสัตว์ประหลาด โดยเฉพาะในโลกของภาพยนตร์
คงมีชื่อของผู้กำกับไม่กี่คนที่โผล่ขึ้นมาทันทีในความคิด
อาจจะเป็นปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้กำกับ LOTR กับ Hobbits
หรือว่าริดลีย์ สก็อตต์ กับสุดยอดสัตว์ประหลาดอย่าง เอเลี่ยน
ไม่แน่บางทีก็อาจจะเป็นฮายาโอะ มิยาซากิ
ผู้เขียนเรื่อง โทโทโร่ กับ Princess Mononoke

แต่ว่าถ้ามีใครเคยได้ดูงานของผู้กำกับท่านนี้
เชื่อเหลือเกินว่าชื่อของ 'กีเยร์โม เดล โตโร่' จะผุดขึ้นมาเป็นชื่อแรก
ถ้าพูดถึงเรื่องของสัตว์ประหลาดแล้วล่ะก็

นั่นสิ, จะมีใครกำกับเรื่องราวของความรักที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น
ของอสูรกายใต้ผืนน้ำ, กับหญิงใบ้ผู้มาพร้อมกับไข่ต้ม
ได้ดีไปว่ากีเยร์โม เดล โตโร่อีกเล่า

แม้ว่า Shape of Water จะเป็นหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับวัย 53 คนนี้
แต่พล็อตเรื่องราวความรักของสัตว์ประหลาดนี้ 
ติดอยู่ในหัวของเขาตั้งแต่อายุแค่ 6 ขวบ
หลังจากเดล โตโร ได้ดูหนังเรื่อง 'Creature from the Black Lagoon'

ในฉากที่จูลี่ อดัมส์ ว่ายน้ำในทะเลสาบ
และมีอมนุษย์ตนหนึ่งจ้องมองเธออยู่จากใต้ผิวน้ำนั้น
นอกจากเดล โตโร่ ในวัยเด็กจะตกหลุมรักกับจูลี่ อดัมส์ ในฉากนั้นแล้ว
เด็กชายไม่สามารถละสายตาไปจากสัตว์ประหลาดตนนั้นได้
เขาจ้องมองมันราวกับว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาดตนนั้นเสียเอง

หากแต่, ความรักระหว่างสัตว์ประหลาดและหญิงงามไม่เคยเกิดขึ้น
ความเป็นจริงคือ สัตว์ประหลาดถูกฆ่าตายอย่างไร้ความปราณี
ไม่มีทางที่มนุษย์จะยอมให้สัตว์ประหลาดอยู่ในโลกของมนุษย์ได้
ทั้งที่ความเป็นจริง, ในสายตาของ เดล โตโร่แล้ว
มนุษย์ต่างหากเล่าที่เป็นสิ่งแปลกปลอม
ที่เข้าไปรบกวนโลกของสัตว์ประหลาดซะเอง

หลังจากเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ
ดูเหมือนว่าความคิดนี้ก็ยังคงฝังอยู่ในหัวของเดล โตโร่
เขาพยายามหลายครั้งที่จะยื่นเสนอให้สตูดิโอต่างๆ
เพื่อที่จะรีเมค 'Creature from the Black Lagoon' อีกครั้ง
แต่ไม่มีใครเลยที่ยอมให้เดล โตโร่ ได้สร้างมันอีกครั้ง
 
แต่, ความจริงก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องน่าแปลกใจขนาดนั้น
แม้กระทั่งในวันที่เขาได้เป็นผู้กำกับผู้ได้ชิงรางวัลออสการ์ก็ตาม
ไม่มีใครเข้าใจ หรือเห็นด้วย กับมุมมองที่ต่างออกไป
กับ 'Creature from the Black Lagoon' จากสายตาของสัตว์ประหลาด
แทนที่จะเป็นมุมมองของมนุษย์อย่างเราๆ 

แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นผลดี, ไม่มากก็น้อย
หลังจากอีกหลายปีผ่านไป หลังจากความคิดได้ตกตะกอนลง
เขาพบว่าเขาไม่ได้อยากเล่าแค่เรื่องราวความรักของสัตว์ประหลาด
หากแต่เป็นเรื่องราวของมนุษย์ผู้เว้าแหว่งอีกด้วย

เรื่องราวใน Shape of Water ย้อนกลับไปราวกับเทพนิยาย
กลับไปสู่ยุค 1950s, ยุคสมัยแห่งสงครามเย็น การท่องอวกาศ
รถบูอิคคันใหญ่ โทรทัศน์ขาวดำ และแน่นอน, ดนตรีแจ๊ส
ยุคสมัยที่ 'Creature from the Black Lagoon' ได้ถูกสร้างขึ้น

'เอไลซา เอสโปซิโต', หญิงใบ้ผู้อาศัยในหลังคาโรงภาพยนตร์
ผู้ทำงานเป็นภารโรงกะกลางคืน ในอาคารลับของรัฐบาลสหรัฐ
เอไลซ่าเป็นใบ้ แต่เธอไม่ได้หูหนวก เธอเข้าใจในสิ่งที่เราพูด
และสื่อสารกลับมาเป็นภาษามือ

นั่นดูเหมือนจะทำให้ความสัมพันธ์แปลกๆ แต่เหนียวแน่นของเธอ
กับเพื่อนบ้าน ที่เป็นจิตรกรเกย์ ผู้ตื่นมาทำงานในตอนกลางคืน
และเพื่อนร่วมงานหญิงผิวสีผู้พูดไม่หยุด เป็นไปได้ด้วยดี

เหล่าคนที่เว้าแหว่งขาดวิ่นนี้ พวกเขาเข้าใจกัน
ในตอนกลางวันนั้น พวกเขาถูกมองราวกับเป็นสัตว์ประหลาด
สัตว์ประหลาดในโลกของมนุษย์ผู้สมบูรณ์
แต่ในตอนกลางคืนนั้น มันเหมือนกับเป็นโลกอีกใบ
ไม่มีใครสนใจ รังเกียจ และตัดสินพวกเขามากนัก 
ราวกับพวกเขาอยู่ใต้ผืนน้ำใน 'Creature from the Black Lagoon'

หากแต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป หลังการปรากฎตัวขึ้นของชายผู้มาใหม่
'ริชาร์ด สตรีทแลนด์' ได้ตรงเข้ามาสู่ในผืนน้ำอันนิ่งสงบ
ชายผู้รับผิดชอบโครงการวิจัยสัตว์ประหลาดอันลึกลับผู้นี้
ได้นำ 'ทรัพย์สิน' ใหม่ของเขา, ของประเทศมายังห้องทดลอง
นั่นคืออมนุษย์, อสูรกายใต้ผืนน้ำ นั่นเอง

หากแต่ที่ย้อนแย้งกว่านั้นที่เดล โตโร่ สร้างขึ้นคือ
สตรีทแลนด์ ผู้ดูเหมือนเป็นตัวแทนของโลกอันเพียบพร้อม
กลับดูไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เลย เขาสมบูรณ์แบบ
ดื้อดึง จริงจัง  โหดร้ายทารุณ
แต่กลับมีสายตาอันใฝ่รู้กับสิ่งใหม่รอบตัวที่เข้ามา

ราวกับเขาเป็นสัตว์ประหลาด, สัตว์ประหลาดที่หลุดเข้ามาในโลกกลางคืนนี้เอง

เดล โตโร่ดำเนินเรื่องไปอย่างเป็นเส้นตรง
เกี่ยวกับชะตากรรมของเหล่ามนุษย์
ผู้ที่อีกนัยหนึ่่งนั้น ก็เหมือนกับเป็นสัตว์ประหลาด
และชะตากรรมของสัตว์ประหลาด
ผู้มองแล้ว กลับไม่ต่างอะไรกับมนุษย์

สารที่เดล โตโร่ แทรกลงไป และต้องการสื่อออกมานั้น
แทบไม่ต้องตีความ ไม่ต้องค้นหาสัญญะ
จนหลายคนกลับผิดหวัง ในความตรงไปตรงมาของมัน
บางคนบอกว่างานเมื่อสิบปีก่อนของเขาอย่าง 'Pan's Labyrinth'
ดีกว่าเรื่องนี้เป็นหลายเท่า

หากแต่เราหลงลืมอะไรบางสิ่งไปหรือไม่
ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของความรัก
ความรักของอสูรกายกับหญิงใบ้, ความรักที่ไม่น่าเป็นไปได้

แต่ใครกันที่เป็นคนตัดสินว่าความรักถูกหรือผิด
หากมองข้ามภาชนะภายนอกของเราออกไป
ทั้งหน้าที่การงาน สังคม รูปร่าง หน้าตา ภาษา
คงเหลือไว้แต่สิ่งที่เป็นความรักแล้วนั้น

ความรักนั้นไม่มีรูปร่าง เหมือนกันกับสายน้ำ
บางทีสารที่สำคัญที่สุดที่เดล โตโร่ ต้องการจะบอกกับเรา อาจเป็นแค่สิ่งนี้

"Shape of Water"
SHARE

Comments