::คนกังวลและซึมเศร้าคนหนึ่ง:: ครั้งแรกที่รู้
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานี้ เราพบความผิดปกติทั้งในร่างกายและจิตใจของตัวเอง"อย่างเห็นได้ชัด"
มันคงจะกำเริบเข้าให้แล้ว นี่เราเป็นอะไร.. เดี๋ยวก็คิดวนๆซ้ำๆไปมา สมองทำงานและคิดตลอดเวลา รู้สึกท้อง่าย อารมณ์แกว่งง่าย หวั่นไหว วิตกกังวล เครียด รู้สึกไม่มั่นคงและไม่มั่นใจ บางครั้งรู้สึกไม่สนุกกับสิ่งที่เราเคยชอบทำ รู้สึกประหม่า และรู้สึกถึงความกดดัน ฯลฯ อาการภายในเหล่านี้รุนแรงพอที่จะส่งผลออกมาสู่ภายนอก อย่างเช่น อาการปวดหัว นอนไม่หลับ มีอาการหลงลืม ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้เหมือนก่อน ไม่กระตือรือร้นเหมือนก่อน เฉื่อยชา เหนื่อยง่าย เวลานอนหลับไม่สนิท ผวา และร่างกายมีอาการสะดุ้งตื่นกลางดึก กลางวันยิ้มแย้ม หัวเราะร่าเริงเหมือนไม่มีอะไร กลางคืนนั่งร้องไห้คนเดียว อาทิตย์ละหลายครั้ง และยังมีผลกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่สังเกตได้ว่าเราผิดปกติไป หรือแม้แต่ปัญหาทะเลาะกับแฟนเพราะอาการวิตกกังวล และความเครียดของตัวเราเอง เป็นต้น

เราเลยถามตัวเองว่า.. นี่เราเป็นอะไรกันแน่?

อาจจะด้วยความบังเอิญบวกกับความเคยชินที่ชอบเปิดยูทูปฟังเป็นประจำ เราเหลือบไปเห็นแถบโชว์วิดีโอด้านข้างในยูทูป มีหัวข้อวิดีโอที่น่าสนใจสำหรับเราทีเดียว "แก้นิสัยขี้กังวลได้อย่างไร" ของคุณหมอจิตแพทย์ จิตใจดีมีเมตตา ท่านหนึ่ง ฟังไปฟังมา พบว่าตัวเองกำลังประสบปัญหานี้อยู่ และมันมีผลกระทบ ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตมากขึ้นทุกที ทันทีที่เรารู้ตัวแล้วว่าเราผิดปกติ เลยทำแบบประเมินทั้งความเครียด และโรคซึมเศร้า(ทำหลายรอบมาก เพราะครั้งแรกยังไม่ปักใจเชื่อซะทีเดียว เพราะคิดว่าตัวเองสบายดี)

ผลบอกว่า.. เรามีความเครียดในระดับปานกลาง บวกกับ
ภาวะโรคซึมเศร้าในระดับน้อย 
สำหรับคนอื่นฟังดูแล้ว อาจจะไม่สาหัสอะไรมาก แต่สำหรับตัวเราเอง เรารู้ดีว่านี่เป็นเรื่องซีเรียส ยิ่งถ้าเรายังปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ต่อไป ความเสี่ยงที่จะนำตัวเองไปสู่ภาวะโรคซึมเศร้า และความเครียดในระดับที่มากขึ้นย่อมมีความเป็นไปได้สูง

หลังจากที่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรในระดับหนึ่งแล้ว เราเลยตัดสินใจพูดคุยกับคนที่เรารักและสนิทมากที่สุด นั่นคือ คุณแม่ บอกให้ท่านรู้ว่า ตอนนี้ลูกสาวแม่มีอาการวิตกกังวล มีความเครียด และมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี อาจจะเรื้อรังได้ ครั้งแรกที่แม่รู้ แม่เหมือนจะยอมรับไม่ได้ สำหรับท่านแล้ว คงไม่อยากจะเชื่อว่าลูกสาวตัวเองจะเป็น "โรคทางจิต" ชนิดหนึ่ง ถึงขนาดต้องได้รับการรักษาจาก "จิตแพทย์" ได้ เราเลยหยุดพูดกันไปสักพักใหญ่

โอเคลูก เรามาเริ่มต้นกันใหม่..
คำพูดของแม่มีพลังมาก กำลังใจที่ท่านส่งผ่านคำพูดและการกอด มันทำให้เรารู้ว่าท่านพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและคอยเป็นกำลังใจให้กับเรา รวมถึงคุณพ่อเองที่ท่านก็คงจะรู้จากแม่ แต่ท่านไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ส่งผ่านความห่วงใยผ่านสายตาและการกอด และอีกคนหนึ่งก็คือ แฟน ที่เราตัดสินใจจะบอกเขาไปตามตรงว่าเราเป็นอะไร เตรียมใจไว้แล้วว่าถ้าเขาจะไม่เข้าใจหรือจะเดินจากไปก็ไม่เป็นไร แต่เขาก็ยังปฏิบัติต่อเราปกติเหมือนเดิม พร้อมบอกว่าเป็นห่วง และมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขา และพูดสอนให้เราได้ฉุกคิดในบางเรื่อง

ส่วนเพื่อนสนิททั้งหลาย เราตัดสินใจว่ายังจะไม่บอกตอนนี้ ให้พวกมันลั้ลลากับชีวิตไปเรื่อยๆ
แล้วถ้าเราได้นัดพบเจอกันเมื่อไหร่ ค่อยบอกให้รู้ด้วยตนเอง 

ทั้งหมดนี้เรารู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งมากจริงๆในความห่วงใยของพวกเขาที่มีต่อเรา
เราเองก็พร้อมแล้วที่จะรียนรู้, แก้ไข และทำมันให้ดีขึ้น ถึงแม้มันจะยังอยู่กับเรา แต่เราก็จะต้องจัดการมันให้ได้
SHARE
Written in this book
บันทึกพิเศษ
เมื่อเราพยายามจะอยู่และจัดการกับมันให้ได้
Writer
Yunyun
Archeress
My life is like clouds.

Comments

AliceInJungle
2 years ago
เราก็เป็นค่ะ เครียดและก้ำกึ่งจะเป็นซึมเศร้า
เราหาหมอมา6 เดือน ครั้งหน้าคุณหมอตะเริ่มลดยาแล้วค่ะดีใจมากก
เราก็ไม่ได้บอกเพื่อนผ่านแชทค่ะตั้งใจเหมือนกันว่สอยากบอกด้วยตัวเอง ❤️. เพื่อนก็จะงงๆดพรสะเห็นเราก็ปกติดี55.
Reply
Yunyun
2 years ago
ดีใจด้วยค่ะ เป็นกำลังใจให้คุณเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและรับมือกับมันให้ได้นะคะ