ReadAndLearn A Little History of Religion
ศาสนา ประวัติศาสตร์ศรัทธาแห่งมวลมนุษย์

หลังจากอ่านเล่ม “พุทธโคดม” จบ แต่ความอินและความสนใจในเรื่องศาสนากำลังครุกกรุ่นอยู่ ก็เจอว่ามีเล่มนี้อยู่ที่บ้านยังไม่ได้อ่าน ได้มาจากงานหนังสือแห่งชาติเมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมาอยู่พอดี ก็เลยหยิบมาอ่านต่อให้บรรลุไปเลยแล้วกัน

.

.

ถ้าให้สรุปย่อๆของเล่มนี้คือ รวมเรื่องราวของประวัติศาสตร์ด้านศาสนาของโลกตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกไว้ ตั้งแต่ศาสนาโซโรอัสเตอร์บูชาไฟ อับราฮัมผู้ให้กำเนิด 3 ศาสนาสำคัญของโลกอย่าง ยิว คริสต์ และ อิสลาม มาจนถึงศาสนาอื่นๆและนิกายแยกย่อยของศาสนาหลักๆอีกมากมาย เรื่องละนิด อย่างละหน่อย เมื่ออ่านจบก็จะประกอบกันเป็นภาพรวมด้านศาสนาของโลกก็ว่าได้

.

.

แต่ถ้าให้ลงรายละเอียดอีกนิดก็ทำให้เข้าใจว่า ศาสนาหลักๆบนโลกแบ่งออกเป็นสองแบ่ง

หนึ่งเอกเทวนิยม หรือ มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว อย่าง คริสต์ อิสลาม หรือ ยิว

สอง พหุเทวนิยม คือมีพระเจ้าหลายองค์ อย่าง ฮินดู-พราหมณ์ ที่มีทั้งพระศิวะ พระนารายณ์ พระแม่กาลี และยังมีเทพเจ้าอีกหลายร้อยพันให้บูชามากมาย

แต่ก็ยังมีศาสนาหรือนิกายแบบที่สาม ซึ่งก็เป็นศาสนาในรูปแบบ “แนวทางปฏิบัติ” อย่าง พุทธ หรือ ขงจื๊อ ที่ไม่มีเทพเจ้า มีแต่หลักธรรมคำสอนให้ปฏิบัติตามไม่ได้เป็นเรื่องของความเชื่อ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว การสวดมนต์ก็ดี เทวดาก็ดี นรกสวรรค์ก็ดี หาใช่พุทธ แต่เป็นแนวคิดเก่าแก่จากพราหมณ์

.

.

แต่ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ผู้เขียนชวนให้เราตั้งคำถามไปยังศาสนาต่างๆย้อนให้เห็นถึงที่มาที่ไปอย่างมีเหตุและผลที่น่าสนใจจนอดคิดตามไม่ได้ อย่างเช่น บรรดาศาสดาทั้งหลาย ที่เป็นผู้เผยแผ่สารจากพระเจ้าคนแรกๆนั้น ล้วนมีพฤติกรรมสองอย่างที่เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ คือ “ได้ยิน” และ “ได้เห็น” พระเจ้าพูดกับเขาหรือกระทั่งมาปรากฏตัวให้เห็นเหมือนกันทุกคน

.

ตั้งแต่อับราฮัม ผู้ตั้งคำถามกับบรรดาคนที่เชื่อในพหุเทวนิยมที่กราบไหว้บูชารูปจำลอง ที่สร้างมาจากมือคนว่าโง่เง่าแค่ไหน เพราะพ่ออับราฮัมเป็นช่างที่สร้างหุ่นจำลองเทพเจ้าต่างๆให้คนเช่าซื้อไปบูชากัน ว่าสิ่งที่พวกท่านกราบไหว้กันมันเมื่อกี๊มันคือท่อนไม้ ที่พอผ่านมืองานช่างศิลป์ก็ทำให้คนกราบไหว้บูชาได้แล้วหรอ ช่างน่าขำจริง จนทำให้อับราฮัมนี้ต้องถูกขับไล่ออกจากเมืองเป็นชายเลี้ยงแพะเร่ร่อนกลางทะเลทราย

.

อับราฮัมเป็นผู้ต่อต้านพวกพ่อค้าที่หากินกับรูปจำลองบูชาเทพเจ้าอย่างมาก จนวันนึงเค้าอ้างว่าเค้าได้ยินพระเจ้าพูดกับเค้าให้ต่อต้านเรื่องพวกนี้หนักขึ้นอีก จนต้องถูกเนรเทศออกไปสู่แดนคานาอันที่เป็นดินแดนที่พระเจ้ามอบไว้ให้ จนให้กำเนิดชนชาติชาวยิวขึ้นมาตั้งแต่นั้น

.

จากยิวแตกออกมาเป็นคริสต์ แล้วก็แยกออกมาเป็นอิสลาม เพราะทั้งสองศาสนาเกิดหรือเชื่อมโยงกับอัมราฮัมคนนี้ที่เป็นผู้ที่อ้างว่าพบพระเจ้าสูงสุดเป็นคนแรก พระเจ้ายิ่งใหญ่มากจนออกกฏห้ามสร้างภาพจำลองใดๆของพระเจ้า เพราะภาพจำลองทั้งหลายล้วนเกิดจากจิตนาการของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้ ทำให้ยิว และ อิสลาม ไม่มีภาพจำลองของพระเจ้า จะมีก็แต่คริสต์ที่ในตอนหลังเกิดภาพจำลองของพระเจ้าขึ้นมาในช่วงยุคกลาง ที่ต้องแย่งชิงสาวกกับศาสนาอิสลามที่กำลังมีผู้เข่าร่วมมากมาย

.

หนังสือเล่มนี้บอกได้เลยว่าคุณต้องเปิดใจเพื่ออ่านมันจริงๆ เพราะถ้าคุณอ่านโดยอคติบังตาก็จะอาจจะเห็นการลบหลู่ในแง่ประวัติศาสตร์ของศานา โดยเฉพาะในศาสนาที่ตัวเองกำลังนับถืออยู่

.

แต่ถ้าอ่านในแง่หนังสือประวัติศาสตร์ ผมว่านี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เรื่องไกล้ตัวมากๆ และยังอ่านสนุกด้วย

.

เรื่องสุดท้ายในเล่มที่อยากจะหยิบมาเล่า คือเรื่องของศาสนาเชน

.

ศาสนาเชน มีศาสดาผู้ก่อตั้งคือมหาวีระ ศาสนาเชนนี้ถือกำเนิดในยุคเดียวกับพุทธศาสนา ตามบันทึกประวัติศาสตร์แล้วทั้งหมาวีระ และพระพุทธเจ้า ทั้งคู่เคยพูดคุยถกเถียงกันเป็นประจำในตอนนั้น เรื่องที่อยากเอามาเล่าก็คือนิทานสอนใจเรื่องนึงของศาสนาเชนคือ ชายตาบอดหกคนกับช้างหนึ่งตัว

.

เมื่อชายตาบอดทั้งหมดคนช่วยกันคลำช้างหนึ่งตัว ต่างคนก็ต่างตีความไปคนละอย่างกัน

คนแรกที่คลำส่วนขาก็บอกนี่คือท่อนไม้

คนที่สองคลำโดนงาก็บอกว่าสัตว์เขี้ยวใหญ่ดุร้ายยิ่งกว่าเสือ

คนที่สามคลำโดนหางก็บอกว่าเหมือนงู

คนที่สี่คลำโดนหูก็บอกว่านี่คือพัด

คนที่ห้าคำโดนท้องก็บอกว่าใหญ่เหมือนฮิปโป

ส่วนคนที่หกคลำโดนงวงก็บอกว่าเถาวัลย์มัดใหญ่

จากนิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า เราต่างรู้แค่ในส่วนที่เรารู้ แต่สิ่งที่เราไม่รู้คือภาพประกอบความจริงของทั้งหมด ดังนั้นไม่มีใครถูก และไม่มีใครผิด แค่ต้องเปิดใจยอมรับในความเป็นไปได้ใหม่ๆจากคนอื่นให้ได้ ถ้ายึดถือว่าส่วนที่ตัวเองรู้คือส่วนที่ถูกต้องไม่มีวันผิดพลาด ก็จะเหมือนกับนิทานคนตาบอดคลำช้างเรื่องนี้

.

เพราะเมื่ออ่านจบ ก็ยิ่งรู้ว่ายังมีอะไรที่ผมยังไม่รู้อีกเยอะเลย และอยากให้วิชาศาสนาในห้องเรียนหรือในชีวิตจริง สอนเราอย่างเปิดกว้าง สอนให้เราเปิดใจ กล้าที่จะถกเถียงกันเพราะต่างฝ่ายก็ต่างถูกที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

.

.

Richard Holloway เขียน

สุนันทา วรรณสินธ์ แปล

สำนักพิมพ์ Openworlds

.

#ReadAndLearn เล่มที่ 4 ของปี 2018

.

20180107-20180109
SHARE
Written in this book
ReadAndLearn
อ่านเพื่อเรียนรู้จากเรื่องราวและเรื่องเล่า
Writer
nuinattapon
Reader
Hi my name is Nattapon I love to read and share story inside the book to everyone. I just want to share.

Comments