Never be the same
เสียงล้อเบียดถนนอื้ออึงอยู่ในหู ความเย็นจากกระจกร้านสะดวกซื้อหมายเลขเจ็ดแนบอยู่ที่แผ่นหลังของคนตัวเล็ก

เธอมารอ...รอเหมือนที่เคยรอ

เข็มบอกเวลาในนาฬิกาข้อมือใกล้ถึงเลขหก เธอถอนหายใจ ก่อนจะมองภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า

ห้าสิบเจ็ด -ห้าสิบแปด...
จำนวนเจ้าของเท้าที่เดินผ่านตามีมากซะจนเธออยากจะเลิกนับ แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าเลิกนึกเลขขึ้นมาในหัวแบบนี้จะมีอะไรที่ทำให้ความน่าเบื่อลดน้อยลง

...

ทันทีที่เข็มสั้นที่สุดชี้เลขหก เสียงเพลงอันคุ้นชินก็ดังขึ้น เธอหยุดนิ่ง รอการเคลื่อนไหวให้กลับมาอีกครั้ง จนถึงตอนนั้นเธอจึงก้าวเดินออกมา

หากมีใครเฝ้ามองคงรับรู้ได้ถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เธอหยักยิ้มนิดๆพลางก้าวเท้าหลบความไม่สม่ำเสมอของฟุตบาท

สามสิบนาทีจากยี่สิบสี่ชั่วโมงของเธอถูกนำมาทิ้งตรงนี้เสมอ...ทุกวัน

ทิ้งเวลาไปกับการรอ รอในสิ่งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่มีทางกลับมา

ช่างโง่เง่าและไร้สาระเหลือเกิน -เสียงเล็กๆในหัวของเธอกระซิบบอก

เธอยังคงหยักยิ้มเช่นเดิม สายตาทอดมองฟุตบาทที่ยาวออกไปเหมือนกับจะไม่มีสิ้นสุด เธอยอมรับอย่างเต็มใจว่าการยืนรอ ‘เขา’ เป็นสิ่งไร้ประโยชน์ 

ถ้าวัดด้วยการที่เขาจะมาหรือไม่มาน่ะนะ

แต่เป้าหมายของเธอไม่ใช่การเจอเขา หากเป็นการรักษาสัญญา และเมื่อมองถึงข้อนี้ การยืนขาแข็งแบบนั้นก็ไม่ได้ดูหนักหนาอะไร


ถึงจะแปลกดีที่สัญญาจากคนสองคนเหลือเธอนั่งรักษามันอยู่คนเดียวก็เถอะ

‘รอนานมั้ย?’ คือคำที่ผู้ชายผมยุ่งๆเคยใช้ถามเธอทุกครั้งที่วิ่งมาหยุดหอบตรงหน้า

‘อ่ะ’ พร้อมกับยื่นชานมรสชาติคล้ายน้ำเชื่อมเจือจางมาให้ในระยะแทบจะแตะจมูก แต่ไม่รู้ทำไม เธอถึงไม่พูดอะไรและรับมันมาดูดอย่างชื่นใจทุกครั้งที่เขาทำแบบนั้น

เดาว่าอาจเป็นเพราะรอยยิ้มกว้างๆเหมือนเด็กสามขวบของเขาล่ะมั้ง

เธอเอื้อมมือไปจับข้อมือของเขาเป็นเชิงว่าให้เดินกลับบ้านกันได้แล้ว แต่กลายเป็นว่ามือของเขาพลิกขึ้นมาจับข้อมือของเธอแทน และก่อนจะได้อ้าปากพูดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงเพลงชาติบอกเวลาสิบแปดนาฬิกาก็ดังขึ้นมาขัดไว้เสียก่อน

‘ชู่ววว’ เขาจุ๊ปากบอกให้เธออยู่นิ่งๆเมื่อเธอทำท่าจะบิดข้อมือออก เธอหลุดขำออกมา แต่เขาก็ยังคงเก๊กหน้านิ่งแกล้งดุเธอต่อจนจบเพลงได้สำเร็จ

...

‘เธออ่ะ หัวเราะอะไร ไม่รักชาติเลย’ เขาพูดขึ้นพลางกระโดดไปตามรอยต่อของอิฐบนฟุตบาท เธอเบ้ปากให้กับความกวนประสาทนั้นก่อนจะโดนเขากระโดดมาขวางหน้า

‘ไม่รักชาติแต่รักเธอได้มั้ยคะ?’ เธอกวนกลับไปบ้าง แต่อีกฝ่ายกลับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ และนั่นแปลว่าเธอพลาดเข้าซะแล้ว

‘อ๊ะๆ พูดแล้วพูดเลยนะครับคุณ’ เขายักคิ้วก่อนจะจับมือเธอข้างที่ถือชานมขึ้นมาดูดหน้าตาเฉย มือหนาแย่งแก้วไปถือไว้ในมือก่อนจะเนียนจับมือเธอต่อพร้อมกับลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้

แล้วอยู่ดีๆเขาก็หยุดเดินอีกครั้ง สายตาสีเข้มหันมาสบกับเธออย่างแนวแน่ เธอมองการกระทำนั้นอย่างงงๆ

‘มาเคารพธงชาติด้วยกันทุกวันนะ’

เธอหัวเราะออกมาเสียงดัง

‘ความโรแมนติกประเภทไหนวะเธอ?’ เธอพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนเสียงของคนทั้งคู่จะประสานกันแว่วไปทั้งบริเวณ

เธอกระพริบตาอีกครั้ง ก่อนที่ภาพในอดีตเหล่านั้นจะหายไปจากความคิด 

ใช่...มันเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ

แต่ก็แค่เคย

ภาพฟุตบาทภาพเดิม ถนนเส้นเดิม ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมชัดเจนอยู่ในสายตา

ขาดก็แค่ชานมหวานๆที่เธอไม่เคยไปสั่งแล้วได้รสชาติหวานบาดคอแบบที่เขาสั่งเลยสักครั้ง

หรือจะเป็นเสียงหัวเราะที่เธอต้องกลั้นเอาไว้เวลาที่ได้ยินเพลงชาติตอนเย็น

อ้อ...แล้วก็สัมผัสอุ่นๆที่มืออีกอย่างที่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว

เธอกำปลายนิ้วเย็นเฉียบของตัวเอง หวังว่ามันจะช่วยทดแทนความรู้สึกที่เคยมีได้บ้าง แต่ก็ต้องหงุดหงิดทุกครั้งที่พบว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เท้าของเธอชะงักลงเมื่อสายตาเห็นใครบางคนอยู่ไม่ไกล ...เขายังคงใช้ทางเดินเดียวกับเธอ 

แตกต่างกันแค่เขาเลือกที่จะเดินโดยที่ไม่มีเธออยู่ข้างๆเหมือนตอนนั้น

เมื่อใกล้จนอยู่ในระยะสายตาของกันและกัน เธอวาดยิ้มจางๆทักทายตามมารยาท และเขาก็ทำแบบเดียวกัน จากนั้นต่างคนก็เดินไปตามทางของตัวเอง 

มีเจอกันบ้าง สวนกันบ้าง ใกล้กันบ้าง แต่ไม่มีสักครั้งเลยที่อยู่ข้างๆเหมือนวันนั้น

...

จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจ

ว่าทั้งๆที่ทุกอย่างมันก็ถูกจัดวางอยู่ที่เดิม เขาและเธอเองก็เป็นคนคนเดิม

ทำไมเธอถึงรู้สึก...

ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว?

SHARE
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments

herr
3 months ago
โหย ทำไมเศร้าจัง
Reply