The elevator


   ผมรีบเดินตามเธอเข้าไปติดๆ เพราะประตูลิฟท์กำลังเปิดออก ผู้คนมากมายในตึกนี่กำลังทำสงครามเล็กๆ ในการพาร่างยัดเข้าไปให้ห้องโลหะสี่เหลี่ยมแคบๆ เพื่อจะไปให้ถึงชั้นที่ตนเองต้องการกันอย่างโกลาหล

ผมโชคดีที่ตามเธอเข้าไปทัน หลังจากยืนรอเข้าคิวอยู่นานเกือบสิบนาที จึงรีบเบียดและเข้าไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของเธอทันที

ผมจำเธอได้เพราะเจอกันที่ลิฟท์บ่อยๆ เธอทำงานอยู่ชั้น 25 ส่วนผมอยู่ขั้น 30 เธอน่าจะทำงานอยู่บริษัทโฆษณาที่อยู่ชั้นนั้น ถ้าผมจำไม่ผิด

ขอสารภาพว่า ตั้งแต่เจอเธอในครั้งแรกผมก็โดนเสน่ห์ของเธอซัดเข้ากลางอกอย่างจัง เพราะต้องจัดว่าเธอเป็นคนหน้าตาดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว

วันนี้เธออยู่ในชุดเดรสเข้ารูปสีแดงสด สวมทับด้วยเสื้อนอกพอดีตัวสีขาว ผิวที่ขาวราวหิมะช่างตัดกับกระเป๋าสะพายสีแดงเลือดนกที่เธอสะพายไว้ยิ่งนัก ยิ่งมองช่วงเอวที่คอดเว้า และตะโพกที่งอนงาม ผมก็อดไม่ได้ที่จะใจเต้น

ยิ่งยืนข้างหลังใกล้ๆ แบบนี้ด้วย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมที่เธอใส่ นั่นยิ่งปลุกเร้าความรู้สึกแปลกๆ ในตัวผมขึ้นมา มันไม่ดีแน่ผมค่อนข้างแน่ใจถ้ายังอยู่ชิดติดกันแบบนี้

“ชั้นแปด ถึงแล้วค่ะ” เสียงอัตโนมัติบอกชั้นดังขึ้น

มีคนลงชั้นนี้สามคน พอมีที่ว่างในลิฟท์มากขึ้น ผมเริ่มขยับถอยหลังออกห่างจากเธอ ไปพิงผนังข้างขวามือแทน
แต่น่าแปลกที่เธอก็ขยับถอยตามผมมาติดๆ

พอดีที่มีคนจะลงชั้น12 กำลังขยับเคลื่อนไปตรงประตูลิฟท์แทนที่เธอ เธอกลับมาเบียดชิดอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง จนหน้าขาของผมสัมผัสที่บั้นท้ายของเธอเบาๆ

ผมขยับตัวถอยหลังอีก จนตัวแนบแทบจะแบนราบไปกับผนังลิฟท์ด้านหลัง แต่เธอก็ยังขยับเบียดเข้ามาราวกับจะแกล้งกัน
ผมได้แต่ใจเต้น ขนลุกซู่ ต้องแสร้งทำเบือนหน้ามองไปทางอื่น

ตอนนี้ในลิฟท์เริ่มว่างขึ้น ผู้คนที่เมื่อครู่อัดแน่นเต็มราวปลากระป๋อง ตอนนี้มีช่องว่างให้หายใจหายคอสะดวกขึ้นมาก ลิฟท์แสดงเลขชั้น 17 อีกประเดี๋ยวเธอคงจะต้องลงแล้ว ผมภาวนาให้เธอรีบขยับออกไปแค่อีกนิดก็ยังดี เพราะตอนนี้ร่างกายบางส่วนของผมมันเริ่มควบคุมไม่ได้เสียแล้ว

ตอนนี้ลิฟท์จอดที่ชั้น 19 มีคนออกจากลิฟท์ไปจนเหลือแค่ผมกับเธอเพียงสองคนในลิฟท์เท่านั้นเอง

เธอเขยิบก้าวออกไปข้างหน้า กำลังล้วงเข้าไปค้นหาของบางอย่างในกระเป๋าถือสีแดง เธอควานหามันอยู่นาน คาดว่าน่าจะเป็นบัตรเพื่อผ่านเข้าประตูสำนักงานที่เธอกำลังค้นหาอย่างหนัก

ทันใดนั้นเธอก้มลง เสียงโลหะกระทบพื้นและกำลังกลิ้งไปอย่างไร้ทิศทางเธอย่อตัวลงเก็บเหรียญที่ว่าทันควัน แต่ส้นสูงที่แหลมแทบจะแทงทะลุหน้าอกผมได้ง่ายๆ มันเกเรพอสมควรทีเดียว เธอจึงเสียหลักทำท่าจะล้ม

“ว๊าย!” เธอกำลังก้นจะจ้ำพื้น ผมรีบเข้าไปประคองเธอทันที เธอกรีดร้องขึ้นมาอีกรอบ เพราะผมเข้าไปจับเธอที่หน้าอกเสียเต็มสองมือ มันเป็นอุบัติเหตุที่ผมไม่ตั้งใจเลยจริงๆ

เธอรีบยันตัวขึ้นเก้ๆ กังๆ หันมามองผมด้วยสีหน้าช็อคสุดขีด หน้าเธอแดงก่ำ ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายกันแน่ รู้แต่เธอคงตกใจสุดขีดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเสี้ยววินาทีก่อนหน้า

“ผมขอโทษครับ คือ...เอ่อ” ผมพูดไม่เป็นคำ

เสียงลิฟท์ดัง “ชั้นยี่สิบ ถึงแล้วค่ะ”

“ขอโทษนะคะ” เธอรีบหันขวับ แล้วจ้ำออกไปจากลิฟท์ทันที

ผมยังงงไม่หาย เพราะควรจะเป็นผมมากกว่าที่ต้องขอโทษ เพราะดันจับหน้าอกเธอเข้าเต็มเปา

แต่ก็เปล่าประโยชน์ ประตูลิฟท์กำลังปิดลงช้าๆ ผมใจยังเต้มโครม แถมรู้สึกแน่นๆ ที่ตรงนั้นอีกแล้ว
มันเป็นอาการที่ร่างกายเราควบคุมไม่ได้เสียด้วย เป็นการตอบสนองด้วยระบบประสาทล้วนๆ

ลิฟท์เลื่อนขึ้นช้าๆ ไปชั้น 21 ...22

ทันใดนั้นผมเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเหมือนร่างกายกำลังจะระเบิดออก เพราะความอึดอัดที่ถาโถมมาไม่ยั้ง ผมคงต้องรีบแล้ว ไม่งั้นผมคงแย่แน่

ผมรับล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ล้วงมือผ่านพวงกุญแจรถ เศษสตางค์ จนถึงก้นกระเป๋า
ผมควานหาเจ้าแท่งนั้น เพื่อนๆ ชอบล้อผมเรื่องเจ้าแท่งนี้เสมอว่าเป็นอาวุธประจำตัวผมที่ใครๆ ก็เยาะเย้ยมัน

“ไอ้บ้องตัน บ้องตัน ฮาๆ” เสียงหัวเราะของเพื่อนวัยประถมยังดังก้องในหัว

คุณไม่รู้หรอกว่า การที่คนอื่นเห็นเจ้าแท่งนี่เพราะเหตุสุดวิสัยในวัยเด็ก มันสร้างความอับอายให้ผมขนาดไหน


บรรยากาศในลิฟท์กำลังถึงขั้นวิกฤติ ผมทนแรงกดดันจากความต้องการของร่างกายไม่ได้อีกแล้ว เหมือนเรากำลังจะขาดใจตายเสียให้ได้
คงเพราะกลิ่นที่เธอทิ้งเอาไว้ มันกระตุ้นร่างกายผมให้ผิดปกติไป

คงเป็นตอนที่เธอกำลังจะล้ม แล้วผมเข้าไปประคองนั่นเอง ที่เธอดันผายลมออกมาชุดใหญ่ไฟกระพริบ มันมาแบบเต็มๆ แบบที่ภาษาเพื่อนสนิทกันจะใช้คำว่า

“ตดหน้าขี้”

คือกลิ่นมันอัดแน่นมายิ่งกว่าน้ำหอมชั้นนำจากฝรั่งเศสเสียอีก

ผมรีบควักแท่งนั่นออกมา แล้วจับยัดเข้าปาก
“ฟู่………..ฟู่”

ผมพ่นยาขยายหลอดลมแล้วสูดอัดเข้าเต็มที่อย่างชำนาญ ถ้ายังไม่ดีขึ้นในอีกห้านาที ผมอาจจะมีปัญหาถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลอีกแล้วก็เป็นได้

ตอนนี้ลิฟท์เปิดออกที่ชั้น 30

ผมรีบทะยานออกจากลิฟท์ราวกับความไวแสง ออกมายืนหอบหายใจถี่อยู่หน้าลิฟท์ เหมือนเพิ่งพ้นจากขุมนรกมาหมาดๆ

ผมพ่นยาอีกรอบ เพราะยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่ก็ทุเลาลงมาก พร้อมในใจยังนึกถึงแม่สาวชุดแดงเมื่อครู่

“คนสวยๆ นี่ ตดแม่งเหม็นฉิบหาย ยังรถสูบส้วมระเบิด”

ผมคงไม่กล้าเข้าลิฟท์พร้อมกับเธออีกแล้วตลอดชีวิต เพราะผมยังอยากมีชีวิตอยู่อีกนานๆ ครับ ผมเลยเข้าใจที่โบราณเขาว่า กุหลาบงามย่อมมีหนามที่แหลมคม

“ลาก่อน แม่สาวตดหน้าขี้ ลาขาดเลยชาตินี้”

ผมยัดเจ้าแท่งอาวุธประจำกายใส่กระเป๋ากางเกง สูดหายใจลึกๆ หลังรอดตายหวุดหวิด แล้วเดินต่อเพื่อสู้กับมลพิษในที่ทำงาน ที่เลวร้ายไม่แพ้ตดในลิฟท์เมื่อครู่เลยทีเดียว
.


ติดตามเรื่องราวดีๆ ได้ที่
FB page :  Bookster.blog
SHARE
Written in this book
รวมจินตนาการถึงเรื่องสั้น
รวมเรื่องสั้นที่แต่งขึ้นเวลาที่นั่งว่างๆ
Writer
deux
the fast sleeper
คนธรรมดามากๆ

Comments

pandatoria
6 months ago
ขอบคุณค่ะที่ทำให้เราหลุดขำออกมาในวันที่เราอยากกลับบ้านไปนอนร้องไห้แต่ต้องรอเวลาห้าโมงเย็น :)
Reply
deux
6 months ago
ยินดียิ่งเลยครับ
Ongoing_
6 months ago
555555555
Reply
deux
6 months ago
แสดงว่าเคยเจอ หรือเคยทำ? 55555 ล้อเล่นนะครับ
imonkey7
6 months ago
หิวขึ้นมาทันที
Reply
deux
6 months ago
ขมคอนิ
imonkey7
6 months ago
แจ่วเพี้ย
deux
6 months ago
5555 ขี้อ่อนๆ เลยนิ