บันทึกบทสนทนา : "ปลานิล,คุณภาพชีวิต,ชาวเขา กับลำโพงเสียงนก"

ไม่ค่อยแน่ใจว่ามันไปเกี่ยวกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นในเย็นวันหนึ่ง ในขณะที่กำลังติดสาย รู้สึกได้ว่าเริ่มหิว จึงออกไปหาอะไรใส่ท้องแถวบ้าน เสียงในสายพูดคุยเรื่อยเปื่อยเจื้อยแจ้วตามประสา

ปลาเผาท้ายซอยดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

"เชี่ย โคดดีอ่ะเธอ"

"อะไร? นี่กินอะไรเนี่ย"
 
"ปลาเผา...."

ผมพูดกับคนในสาย พร้อมจานปลาเผาที่ค่อยๆพร่องลง

"อืม.... เอออ บ้านแกอ่ะ ของกินเยอะเนอะ"

"มีทั้งคืนอ่ะ ไม่มีอด"

"บ้านชั้นน่ะ ก็มีแหละ แต่คือบางทีของกินริมถนนมันก็ไม่ค่อยดี จำที่เคยเล่าให้ฟังได้ป้ะ เรื่องร้านข้าวมันไก่ที่ชั้นไปเห็นว่าเค้าใส่คนอร์ผงเต็มถ้วยก๋วยเตี๋ยวแล้วเทลงไปในหม้อต้มซุปอ่ะ"

"จำได้ดิ"

"แล้วคือแถวนี้บางทีก็ใช้ของคุณภาพไม่ดีอ่ะ อย่างเราทำอาหารกินเองเราก็จะรู้ช้ะ ว่าต้องใช้อะไร ราคาประมาณไหนมันถึงจะได้รสอย่างที่ตั้งใจ"

"อืม ใช่ มันกินแล้วรู้เนอะ เคยผ่านช่วงแบบนั้นมาก่อนเว่ย ฮ่าา ร้านข้าวแกงออฟฟิซไหนที่ทำอร่อย ใช้ของโอเคแล้วราคาไม่แพงนี่คือขุมทรัพย์มาก"

เธอตอบรับแล้วเงียบไป ก่อนจะพูดขึ้นว่า

"คุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไร...จริงๆแล้วนิยามของคำๆนี้มันคือตรงไหน the end ของมันน่ะ คุณภาพชีวิตที่ดีของเรา คือการที่เราเดินถนนแล้วไม่ต้องกังวลว่ามันไม่ปลอดภัย มีอาหารคุณภาพโอเค มีการขนส่งที่ดี เข้าถึงการพยาบาลและการศึกษาอย่างไม่ลำบาก นั่นคือคุณภาพชีวิตทีดีสำหรับเรา"

"...แต่คนชอบคิดว่าคุณภาพชีวิตที่ดี คือการมีเงินเหลือใช้เยอะๆ..."

เธอเสริม

"เวลาพูดเรื่องประมาณนี้เรามักนึกถึงญี่ปุ่นเนอะ" ผมพูด

"มันก็จริงแหละ นั่นมันก็เป็นที่นึงที่เห็นภาพ แต่คนที่นั่นทำงานกันหนักมากเลยนะ"

"เค้าเพิ่งพิจารณาออกกฏหมายห้ามทำงานหนักไปนี่นะ"

"ตอนชั้นไปเจอเพื่อนคนไทยที่ไปทำงานที่นั่น เค้าเล่าให้ฟังว่ามันเป็นสภาพที่ ทำงาน เข้าบาร์ เมากลับบ้าน ตื่นมาทำงาน เข้าบาร์ เมากลับบ้าน แค่นั้นเลยจริงๆเว่ยแก มันไม่ไหวนะ"

"เชี่ยยย ดิสโทเปียสัสๆ หดหู่เหมือนกันนะ"

"พอเธอพูดถึงเรื่องนี้ แล้วเรานึกถึงสเตตัสที่เพิ่งอ่านมา คือมีพี่คนนึงเค้าขึ้นดอยไปเจอชาวเขา แล้วก็สงสัยว่า ภาพที่เราคิดว่าเค้าจน มันจนจริงๆรึเปล่าวะ?"

"ซึ่งจนจริง?"

"ปล่าว มันคือภาพที่ทุกคนมีที่ทำกิน มีที่นาปลูกข้าวเหลือเฟือ มากพอที่จะเป็นของฝากให้แขกที่มาติดไม้ติดมือกลับไปคนละหลายถุง ทุกบ้านมีควายบ้าน20-30ตัว ตีเป็นทรัพย์สินคงมีมากกว่าค่าเฉลี่ยของคนในกรุงเทพฯซะอีก"

"หลักล้านอ่ะ"

"อืม ...แล้วไอ้คุณภาพชีวิตเนี่ย มันต้องเป็นแบบในเมืองอย่างที่เราอยากจะมีกันเท่านั้นจริงๆรึเปล่าวะ ก็ถ้าเค้ามีความรู้จะเอาตัวรอด กินอยู่ร่างกายแข็งแรงเติบโตมีความสุข ดำรงเชื้อสาย สืบทอดเผ่าพันธ์ได้สมบูรณ์ ไม่เรียกว่ามีคุณภาพชีวิตเหรอวะ?"

"โอกาสทางการศึกษา หรือการขนส่ง มันเป็นเรื่องจำเป็นปล่าววะในสภาพแวดล้อมนั้นที่เค้ามีความสุขอยู่แล้ว"

"อ้าว แล้วเรื่องสาธารณนูปโภคล่ะ? โรคภัย?"

"เค้ามองเรื่องความตายต่างจากเรา อีกอย่างถ้ามันไม่ได้แย่มากถึงขั้นร้ายแรง หรือเรียกร้องออกมาตรงๆ จะบอกว่ามีปัญหาหรือบกพร่องมันก็พูดได้ไม่เต็มปากใช่มั้ยล่ะ ถ้าไม่ได้ป่วยร้ายแรงอย่างคนเมือง เราจะต้องเข้าถึงเครื่องมือการแพทย์ระดับไหนกันล่ะ"

"เออ พอเธอพูดถึงญี่ปุ่นเรื่องคุณภาพชีวิต เรานึกถึงประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย มันไม่ค่อยมีสภาพดิสโทเปียมากเท่าญี่ปุ่น ก็คงพูดได้เต็มปากว่าคุณภาพชีวิตและสวัสดิการดี ...แต่เค้าจ่ายภาษีกันหนักมากๆ"

"จริง ...ซึ่งเราพร้อมจะจ่ายกันรึเปล่า....?"

"อีกอย่างคือเราไม่มั่นใจเลย ว่าเงินที่เราจ่ายไปมันถูกใช้เพื่อเราจริงๆมากแค่ไหน ที่ญี่ปุ่นก็มีแหละ คอรัปชั่นน่ะ แต่เค้ามีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด รุนแรง โดนจับได้นี่ไม่มีที่อยู่กันเลย.... แต่ไม่ใช่ที่นี่ไง"

เธอเงียบไป

"แก ตอนที่เพื่อนชั้นพาชั้นไปบาร์ที่นั่นน่ะ เค้าพูดมาคำนึงที่สะท้อนใจชั้นมากเลย เค้าบอกว่า ลองมองดูรอบๆสิ มีใครในนี้หัวเราะจริงๆมั้ย..."

"แต่ก่อนตอนชั้นอยู่พุทธมณฑลอ่ะ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยขากลับข้ามสะพาน ได้เห็นพระอาทิตย์ตกสะท้อนแม่น้ำเจ้าพระยา สวยมาก มันชื่นใจนะ อยู่ที่นี่ถึงจะสะดวก แต่มันไม่มีแบบนั้นเลย"

"จริงงง ตอนที่ต้องไปทำละครที่มหิดล วันไหนที่เหนื่อยมากๆ นอยมากๆ ไม่อยากไปเลย อย่างน้อยยังได้เห็นวิวนั้น โคดสวย หายเลย"

"บางทีงานนั้นอาจจะแค่เพื่อให้หาข้ออ้างขับผ่านสาย2เพื่อมองวิวสวยๆเฉยๆ ฮ่าๆๆ"

"ไอ้บ้า" เธอตอบกลั้วหัวเราะ

"บ้านเก่าชั้นตอนออกมาทำงานเช้าๆมีนกร้องนะเว้ย"

"มีเหมือนกัน ร้องจนบางทีหงุดหงิด"

"เหอะๆ อย่าทะเลาะก๊านนนนนนนนน!! ...เงี้ยเหรอ"

"เออ ใช่ๆ ฮ่าๆๆ"

"....แกรู้มั้ย ว่ารถไฟใต้ดินญี่ปุ่นตอนนี้มีเสียงนกร้องอ่ะ?"

"เปิดเอาเหรอ?"

"ใช่ ให้คนผ่อนคลาย ชั้นก็มองหาตั้งนานนนน ว่านกอยู่ไหนวะ ...แล้วก็ไปเจอกับลำโพง..."

เธอพูดติดตลก

"เศร้าว่ะ เสียงนกร้องเป็นเรื่องหายาก..."

"บางที ...บางอย่างเราก็ take it for granted เกินไป..."

เราพูดคุยกันต่ออีกนิดหน่อย ก่อนจะวางสาย.


พอเขียนมาถึงตรงนี้ ก็เพิ่งนึกได้ว่า แม้จะรู้จักกันมานาน แต่ต้นเหตุที่ทำให้สนิทกันมากขึ้นเป็นครั้งแรก ก็มาจากเรื่องเสียงนก

เสียงนกที่หาไม่เจอว่าตัวอยู่ไหน อันที่จริงก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นนกหรืออะไร

take it for granted หลายๆครั้งมันใกล้ไป เล็กน้อยเกินกว่าจะรู้ตัวว่าสำคัญ รู้ตัวอีกทีเราก็เคยชินไปเสียแล้ว รู้ตัวอีกที เราก็ไม่รู้ตัวซะแล้วว่ามันดีแค่ไหน แล้วก็พาลคิดไปว่ามันจะอยู่ตรงนั้นไปตลอด

ซึ่งไม่จริงเลย 

ความแน่นอน คือเรื่องหนึ่งในเรื่องตอหลดตอแหลที่สุดที่โลกใบนี้มี

ผมหวังว่าจะไม่ทำอะไรตกหล่นไปอีก

หวังว่าจะไม่หายไป

หวังว่าจะไม่สายไปที่จะขอบคุณ

หวังว่าจะทันเวลา.

เอ๊าาาาา!! ตอนต้นไร้สาระ ตอนกลางวิชาการ ตอนจบดราม่าเฉยว่ะ! 
...เก่งจัง.

 
SHARE

Comments