เล่ห์ร่าง PREY-1  (อีโรติก)
มันเป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้ว่า ภายใต้พายุร้ายที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามานั้นมีอะไรซ่อนอยู่ 

อากาศเย็นเยือกชื้นฟ้าชื้นฝนในช่วงต้นเดือนมกราคมมีให้เห็นได้ไม่บ่อยนัก แต่มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะในตอนนี้ล้อยางทั้งสี่เส้นที่บดไปตามผิวถนน กำลังพาผมข้ามเข้าสู่ทางตอนใต้ของประเทศที่ซึ่งสภาพอากาศดูจะผิดแผกแตกต่างไปจากพื้นที่อื่นตามวาระแห่งฤดูกาล และมันยังขับให้ดวงตาของผมเยิ้มปรือมากกว่าที่เป็น ด้วยร่างกายที่เริ่มอ่อนล้าโรยแรงจากการที่ต้องประคองพวงมาลัยรถมาหลายชั่วโมงติด ทำให้ผมคิดว่าควรพาเพื่อนคู่ใจเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันข้างทางซึ่งอยู่เบื้องหน้าในอีกไม่เกินห้าร้อยเมตรน่าจะดีกว่า 

หลังจากที่เติมพลังให้แก่เพื่อนยากในราคาหนึ่งพันบาท ผมก็พาตัวเองเข้าไปปลดทุกข์ในห้องน้ำสาธารณะภายในปั๊มอยู่นาน กระทั่งล้างหน้าล้างตาเพื่อให้ตัวเองสดชื่นตื่นตัว ผมมองดูใบหน้าตัวเองที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งผ่านกระจกที่แตกร้าวเกือบพัง พลางคิดไปว่าคงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี ถ้าหากปั๊มน้ำมันแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมโดยด่วนในเร็ววัน 

ด้วยความรู้สึกกระหายแถมไม่ได้กินอะไรมาตั้งสามชั่วโมง ผมจึงแวะเข้าไปในร้านสะดวกซื้อชื่อ กู้ด ฟอร์ ยู ที่ดูซอมซ่อเสียยิ่งกว่าสภาพห้องน้ำปั๊มเพื่อหาซื้ออะไรรองท้อง ซึ่งก็คงไม่พ้นกาแฟกระป๋องที่ผมจะเลือก ผมหยิบกาแฟสองกระป๋องจากตู้แช่เย็นที่เริ่มส่งเสียงครางหึ่งด้วยความเก่า หยิบเอาหมากฝรั่งตรงหน้าเคาท์เตอร์ติดไว้สำหรับเคี้ยวเล่นแก้ง่วงระหว่างทาง ก่อนวางของทั้งหมดที่ต้องการลงเบื้องหน้าเด็กหนุ่มแคชเชียร์ผิวเข้มที่ฉายแววหยิ่งนิ่งแทนที่จะพูดประโยคว่า สวัสดีครับ...(มึง)จะรับ(ห่ะ)อะไรเพิ่มเติมอีกมั้ย(วะ)ครับ

“เท่าไหร่” ผมถาม

“หกสิบ” 

ไอ้หนุ่มแคชเชียร์หน้าหยิ่งตอบกลับเสียงแข็งไร้ซึ่งหางเสียง แถมยังมองผมผู้เป็นลูกค้าคนสำคัญด้วยสายตาแปลกๆ ถ้าหากมีตู้รับเรื่องร้องเรียนการบริการระหว่างการขาย และถ้าหากผมมีเวลามากกว่านี้ แน่นอนว่าไอ้เด็กห่ะนี่จะต้องได้รับการสั่งสอนจากเจ้านายของมันชุดใหญ่เป็นแน่ แต่ประเด็นคือผมขี้เกียจจะเอาเรื่องกับความกระจอกงอกง่อยตรงหน้า จึงรีบล้วงกระเป๋าตังค์ออกมา หยิบแบงก์พันวางลงบนเคาท์เตอร์จ่ายไป และก็อย่างที่เดาเอาไว้ไม่มีผิด รอยยิ้มยิงฟันขาวก็พลันเนรมิตขึ้นมาแทบจะในทันทีทันใด ...ผมไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดที่มันเป็นไปเช่นนั้น

“เงินทอนครับผมมม” ไอ้เด็กหนุ่มหน้าตายกลายร่างเป็นพระเอกลิเกพูดเสียงหวาน รีบส่งเงินทอนพร้อมถุงในแบบที่ว่าแทบจะถวายให้ แต่ทว่าเงินทอนในมือผมกลับไม่ครบจำนวนตามที่สมควรจะได้รับ 

“ของในถุงทั้งหมดมันหกสิบบาทงั้นเหรอ” ผมถามเสียงเรียบ จ้องมองใบหน้าขี้โกงอย่างตรงไปตรงมา

“ใช่แล้วคร้าบบบ” มันยังคงยิ้มสู้ 

“ช่างแม่งเถอะ” ผมกัดฟันพึมพำอย่างเบื่อหน่าย และคิดว่าควรพาตัวเองออกจากการร้านเส็งเคร็งนี้สักที 

“เดี๋ยวก่อนพี่!” หึ... หรือว่ามันจะสำนึกผิด

“นี่พี่ไม่ใช่คนแถวนี้ใช่มั้ย” ไอ้เด็กไร้สำนึกเอ่ยถามอย่างสอดรู้ แถมยังหันไปชะเง้อดูรถของผมที่จอดอยู่ตรงหน้าร้าน

“ผมไม่ใช่คนแถวนี้”

“แล้วพี่คนที่ไหนล่ะ มาทำไรดึกๆดื่นๆแถวนี้” มันยังคงถามจ้อทำตัวเหมือนจ่าเฉยคุมป้อม

“ผมมาจากกรุงเทพ กำลังจะลงไปทางสุราษฎร์”

“โห! นี่พี่มาจากกรุงเทพเหรอเนี่ย กรุงเทพที่มันมีไอ้นี่ใช่มั้ยพี่ อะไรว๊า... เอ้อ! รถไฟบินได้อ่ะ!”

“เขาเรียกว่ารถไฟฟ้า บี... ที... เอส...” ผมตอบด้วยความอดทน 

“ใช่เลยพี่! รถไฟบีบีเยดนั่นแหละที่ผมหมายถึง แหม... ผมนี่อยากจะขึ้นกรุงเทพไปลองนั่งไอ้รถไฟบนฟ้านั่นดูสักครั้งนะ แต่ก็อย่างว่าอ่ะเนอะ คนบ้านนอกเงินน้อยอย่างผมเนี่ย โอกาสดีๆมันยังมาไม่ถึงสักที...” ไอ้เด็กขี้โกงพูดพล่าม พลางตบกระเป๋าตัวเองอย่างท้อแท้ ส่วนผมก็ได้แต่มองด้วยความเห็นใจ ...แล้วไอ้เงินของกูที่มึงเอาไปนั่นล่ะ ? 

“แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง” ผมแเสยะยิ้มพึมพำ

“ว่าไงนะพี่” 

“เปล่า... ไม่มีอะไร ยังไงก็ขอให้ได้นั่งไอ้รถไฟนั่นในเร็ววันนะ ผมขอตัวล่ะ” ผมตัดบทเพราะรู้สึกว่าตัวเองเสียเวลามามากพอแล้ว

“เรื่องขึ้นกรุงเทพผมคิดว่าคงในเร็ววันนี้แหละพี่ เออพี่...แล้วมันต้องไปขึ้นที่ส่วนไหนของกรุงเทพเหรอไอ้รถไฟบนฟ้าน่ะ...” ผมเดินไปยังประตูทางออกโดยไม่หันไปตอบคำถามไอ้เด็กเวรนั่น  

“ยังไงก็ขับรถให้ดีๆนะพี่ ทางแถวนี้มันเปลี่ยว พายุกำลังจะเข้าอีกลูกแล้วด้วย ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคร้าบบบ”

“เออ...ขอบใจ” 

ผมพึมพำคำขอบคุณแล้วทิ้งคำพูดของไอ้เด็กนั่นไว้ที่หน้าร้าน รีบพาตัวเองขึ้นรถด้วยความเซ็งที่โดนโกงเงินทอน ผมปรับเบาะนั่งให้ถอยห่างจากพวงมาลัยพอให้ได้ยืดแข้งยืดขา หันไปเปิดกระจกรถรับลมเย็นชื้นยามเที่ยงคืน ผมสัมผัสได้ว่าลมเย็นชื้นที่พัดผ่านมานั้นเป็นลมฝนด้วยว่าท้องฟ้าในตอนนี้กำลังกลายเป็นสีแดงไปทั่ว พายุลูกใหม่คงกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่แห่งนี้ตามอย่างที่เด็กร้านสะดวกซื้อบอก

หลังจากดื่มกาแฟเย็นชืดจนหมดกระป๋อง ผมตั้งใจจะงีบเอาแรงสักพัก แต่กลับหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบอย่างใจเย็น พลางเอื้อมมือเปิดวิทยุหมุนหาคลื่นที่ตัวเองมักจะฟังอยู่เป็นประจำ แต่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคงไม่มีทางหาคลื่นที่ว่านั้นเจอ เพราะเมื่อต้องอยู่ต่างพื้นที่แบบนี้ การรับกระจายเสียงสัญญาณก็คงจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามระบบ

ผมหยุดการค้นหาสถานีคลื่นเพลงสากล ปรับกระจกรถเลื่อนขึ้นเพียงครึ่ง เอนกายลงนอนด้วยความอ่อนล้า ทว่าดวงตายังคงจับจ้องความวังเวงเงียบเชียบภายในปั๊ม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ไม่มีผู้สัญจรรายทางคนอื่นๆแวะเข้าปั๊มแห่งนี้เลยสักคน 

ผมทอดสายตามองไปยังท้องถนนว่างเปล่าเบื้องหน้าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ปลูกอยู่ตามรายทาง ซึ่งนานๆทีจะมีรถบรรทุกแล่นผ่าน ใบไม้ที่ร่วงกราวบนพื้นถนนเริ่มพัดปลิวไปตามแรงลมพายุที่เริ่มก่อตัว ทว่าความง่วงหงาวหาวนอนที่หวนกลับมารุมเร้าประสาทสัมผัสกลับทำให้ผมไม่ยักนึกกลัวต่อภาพความวังเวงที่ว่า กระทั่งเลิกราที่จะสนใจมองมันไปในที่สุด 

เปลือกตายังคงขยับขึ้นลงๆด้วยสภาวะกึ่งฝืนกึ่งปล่อย กระทั่งอาการล่องลอยครึ่งหลับครึ่งตื่นเข้าแทรกเกือบเต็มร้อย แต่แล้วจู่ๆแสงไฟสีส้มก็พลันปรากฏอยู่บนถนนเบื้องหน้า รบกวนดวงตาที่เกือบจะปิดสนิทไปเสีย 

ผมลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความหัวเสีย แต่ภาพความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นตรงปากทางเข้าปั๊มกลับทำให้ผมต้องพยายามมองมันอย่างตั้งใจ 

แสงสีม่วงระยิบระยับเลื่อมพรายสะท้อนเข้าดวงตาผมเข้าอย่างจัง พร้อมๆกับแสงไฟรถกระบะที่สาดต้องร่างหนึ่งจนทำให้ผมแน่ใจแล้วว่าตัวเองกำลังมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถูกยื้อยุดฉุดกระชากอยู่ตรงประตูหน้ารถฝั่งคนนั่ง 

ผู้หญิงคนที่ว่าเธอกำลังแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวไม่พอใจใครอีกคนที่อยู่ภายในรถด้านฝั่งคนขับ และเสียงของความขัดแย้งที่ดังลอยมาตามลมพัดก็ทำให้ผมพอที่จะจับความเป็นไปนั้นได้

“ไอ้หน้าตัวเมีย มึงกล้าทิ้งกูแบบนี้ได้ไง! ...เออ! ไอ้เหี้ย! มึงจะไปไหนก็เรื่องของมึงเลย คิดเหรอว่ากูอยากไปกับมึงอ่ะ ...เออ! ไม่ต้องมาไล่กูหรอกกูไปแน่! ส่วนมึงจะไปตายห่าตายโหงที่ไหนก็เรื่องของมึง! พอกันที!”

เมื่อเสียงเกรี้ยวกราดบาดใจจบลง เสียงปิดประตูรถดังปังจึงเกิดขึ้นพร้อมๆกับเสียงของท่อไอเสียที่คำรามตะบึงออกไปอย่างไร้เยื่อใย แล้วลมพายุรุนแรงลูกใหญ่ก็พัดพาแสงสีม่วงระยิบระยับเคลื่อนเข้ามาใกล้ดวงตาผมอย่างเชื่องช้า หากแต่ผ่านเลยไปยังด้านขวาอย่างรู้ทิศทาง

ผมหันไปมองร่างอรชรบอบบางที่กำลังสั่นสะท้านเพราะเสื้อผ้าน้อยชิ้น แถมร่างนั้นยังดูหมดอะไรตายอยากอยู่ตรงหน้าร้านสะดวกซื้อไม่ยอมไปไหน แล้วจู่ๆเสียงฟ้าคำรามเบื้องบนก็ดังกลบเสียงร่ำไห้อย่างสุดจะทนไหวของผู้หญิงคนนั้น

แสงสีม่วงเลื่อมพรายสะท้อนเข้าดวงตาผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอๆกับความเศร้าที่ไม่มีหนทางไป

แต่แล้วจู่ๆ ดวงตาบอบช้ำคู่นั้นกลับหมายมุ่งจ้องมองมายังตำแหน่งใหม่ เป็นตำแหน่งเดียวกับที่ผมกำลังนั่งตัวแข็งทื่อทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ 

เมื่อถูกจ้องมองอย่างตรงไปตรงมาแบบนั้น ผมจึงรีบหันกลับมามองพวงมาลัยตรงหน้า ในใจก็คิดไปว่าควรเลิกสนใจความเป็นไปของผู้หญิงคนนั้นเสียที แต่อีกใจกลับอดห่วงเพื่อนมนุษย์ผู้ถูกผลักไสอย่างเสียมิได้ 

“อย่าทำเป็นเห็นใจคนแปลกหน้าไปหน่อยเลยน่า” 

ผมพึมพำกับตัวเองในขณะที่ปิดกระจกรถแล้วเริ่มสตาร์ทรถเตรียมออกเดินทาง ส่วนเรื่องงีบหลับคงเป็นอันต้องยกเลิกไป 

ก๊อกๆๆ

ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเคาะกระจกรถ พร้อมๆกับที่แสงสีม่วงระยิบระยับสะท้อนเข้าดวงตา  
 
.

.

.

และก็เป็นอีกครั้งที่มันยากจะรู้ได้ว่า....





ภายใต้พายุร้ายที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามานั้นมีอะไรซ่อนอยู่
 


ติดตามตอนต่อไป
SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้เขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments