วันเด็กปีที่ 24
ใครหลายคนคงยากจะปฏิเสธว่าตั้งแต่ตอนที่เราเป็นเด็กนั้น น่าจะเคยถูกพ่อแม่ ผู้ปกครองตั้งคำถามว่า อนาคตอยากเป็นอะไร? และด้วยการที่เรายังเด็กเล็ก คำตอบในความคิดที่ตกตะกอนตามประสาหนูน้อยมันย่อมเกิดจากปัจจัยแวดล้อมรอบข้าง สังคมที่อยู่ ตลอดจนสื่อที่เราสังเกต เรียนรู้ และจดจำมัน
ผมเป็นเหมือนกันเด็กๆหลายคนที่เห็นความเท่ พกปืนปราบผู้ร้ายของอาชีพฉายา "สุภาพบุรุษโลห์เงิน"  ในวัยไม่ถึงชั้นเรียนประถมศึกษา ผมเห็นภาพเหล่านี้มาในความคิดตัวเอง แต่อย่างที่บอกครับ ว่าสภาพแวดล้อม ตัวสื่อ หล่อหลอมภาพลักษณ์ของคนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในความคิดผมไม่นาน 

เราเติบโตขึ้น 3 สิ่งที่เกริ่นเมื่อสักครู่มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามวัยและวันเวลา 

จนมาเข้าสู่ระบบการศึกษาไทยในระดับประถมศึกษา ที่ผมเริ่มอ่านออกเขียนได้นั่นแหละ ผมกลายเป็นคนเริ่มอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ (ที่บ้านรับหนังสือพิม์ทุกวันชนิดที่ถ้าส่งให้เข่งปลาทูแม่ค้าคงชอบใจ) ดูภาพประกอบข่าว ดูนักข่าวรายงานข่าว อ่านข่าวทางทีวี (ก่อนเคเบิ้ล หรือ ทีวีดิจิทัลเจ๊งนี่โคตรมีอิทธิพลกับเราเลยนะ) ควบคู่ไปกับสิ่งที่เด็กทุกคนทำ คือดูการ์ตูน เล่นเกมส์ ทำการบ้าน ฯลฯ เราก็รู้จักว่าเจ๋งอ่ะ ดูดีกว่าตำรวจเยอะ (ฮา) ออกจอทีวี เล่าเรื่องให้คนทั่วไปเข้าใจ นี่มันเส้นทางเราชัดๆ กระทั่งช่วงเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน จู่ๆเกมลูกหนังก็ดันเข้ามาเปลี่ยนความคิดของผม แน่นอนว่าความคิดสายงานข่าวในอนาคต มันก็ยังวนเวียนในความคิดผมเหมือนเดิม ผมตัดสินใจซื้อเกมส์ Winning 10 มาเล่นกับเครื่องเพลย์สเตชัน 2 ยอมรับว่าแรกๆไม่รู้จักหรอก ใครเป็นใคร 
ขนาดแบ็คแฮมผมยังไม่รู้เลยว่าดังแค่ไหน 
กระทั่งผมเห็นจอห์น เทอร์รีเล่นกองหลังในทีมชาติอังกฤษเท่านั้นแหละ ผมก็เริ่มศึกษาจากทีมที่เขาอยู่ ทีมคู่แข่ง เก็บข้อมูลเรื่อยๆ ตัดภาพกลับมาตอนนี้ผมถวายหัวใจให้เชลซี อดีตทีมของเขาเรียบร้อย (แต่นิสัยนอกสนามของเขาผมไม่ทำนะ ใครอยากรู้ไปค้นเอง :P) 
นับไปนับมา ตอนนี้เป็นย่างเข้าสู่ปีที่ 12 แล้ว ที่ผมมีฟุตบอลเป็นปัจจัยที่ห้าในชีวิตประจำวัน แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าการที่ตัวผมเองเดินมาตามความฝันของตัวเองได้ นั่นคือการทำงานเกี่ยวกับฟุตบอลที่ผมรักคู่กับการนำเสนอสิ่งนี้ให้คนรับรู้ ผมกลายมาเป็นคนเล่าข่าว คนแปลข่าว คนเขียนบทความ หรือตามแต่จะนิยาม ในรูปแบบของพาร์ทไทม์
ความคิดเรื่องอยากทำงานข่าว มันทำให้ผมตัดสินใจเลือกคณะเรียนต่อแบบไม่ลังเล ก่อนที่ชีวิตจะพาผมเดินทางมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยรั้วม่วงชื่อดังในดินแดนล้านนา ใช้ชีวิตนักศึกษาไปเรื่อยๆ จนขึ้นปีที่สาม เทอมสองผมมีโอกาสเดินตามฝัน ได้จับงานที่ผมรักในขณะที่ยังเรียน แม้จะขาดชีวิตมหาลัยไปบ้าง แต่พอคิดไปคิดมา ช่างเถอะ เราเหนื่อยแต่เราก็คุ้มกับสิ่งที่ตัดสินใจไป
มาจนวันนี้ผมยังคงทำในสิ่งที่ผมรัก 
แน่นอนว่าผมไม่อยากหยุดแค่นี้ 
ผมตัดสินใจเรียนต่อมุ่งคว้าปริญญาอีกใบทันทีที่จบการศึกษาจากภาคเหนือ 
เปลี่ยนมาสู่รั้วสีชมพูในวัย 23 (ปี 2017)
 
ควบคู่ไปกับการทำงานที่ผมเลือกอยู่เหมือนเคย

สิ่งที่ตัวเองไม่เคยลังเลขณะถูกสอบสัมภาษณ์คือความตั้งใจต่อยอดการศึกษางานกีฬาในแง่การสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงของการนำเสนอเปลี่ยนผ่านจากแพล็ทฟอร์มหนังสือพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์มาสู่ออนไลน์ 

นี่ถือเป็นประเด็นใหม่ที่แวดวงวิชาการไทยยังมีให้เห็นไม่เยอะ ถ้าเทียบกับเมืองนอก แม้พี่ไทยจะเล่นโซเชียลมาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม (ผมเชื่อแบบนั้นเพราะตัวผมเองก็เฟซบุ๊กมาตั้งแต่ม.4)
แน่นอนล่ะ ตอนนี้ผมเดินในทางคู่ขนานระหว่างวิชาชีพกับวิชาการ ผมจะทำให้สองสิ่งนี้ไปด้วยกันได้ และถ้ามีโอกาส ผมก็อยากจะให้สองสายนี้เดินทางไปพร้อมกับผมที่ไม่ได้หยุดแค่ในวัย 24 ปีสวัสดีวันเด็กปีที่ 24 ครับ
SHARE
Writer
Hammerheadshark
Stories Teller
Football, Media, Cultural

Comments