ช่องว่างระหว่างนิ้วมือ.
ระยะห่างที่มากที่สุดเมื่อกางนิ้วออกจากกันของฉันอยู่ที่หลักหน่วย

ที่ฉันใช้ไม้บรรทัดวัดออกมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทั้งที่ยังนั่งอยู่ในชั่วโมงภาษาไทยก็พอจะมีเหตุผลบางอย่างอยู่


ระยะห่างระหว่างเก้าอี้เลคเชอร์ของฉันกับเขาคนนั้นอยู่ที่ราวๆ หนึ่งเมตร

เพียงเท่านั้นก็มากพอที่เขาจะไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น


โชคดีที่เขายังตั้งหน้าตั้งตาฟัง แม้มือหนาที่หมุนปากกา จะไม่เคยขยับลงบนเส้นบรรทัดอย่างที่ควรจะเป็นก็ตาม


.
บ่ายโมงถึงบ่ายสองโมงวันอังคาร เรียกกันว่า ‘ชั่วโมงพักสายตา’ และเมื่อเข็มยาวบนหน้าปัดนาฬิกาเดินครบรอบ เฟรชชี่คละคณะจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยประโยคที่ว่า ‘แล้วเจอกันใหม่’ 

สลัดความสะลึมสะลือออก แล้วค่อยๆ ทยอยลุกออกไป

เหลือเพียงไม่กี่คนสุดท้ายที่ยังเบิกตารอฟังการแนะนำหนังสืออ่านนอกเวลา
อาจารย์ใจดีอนุญาตให้ยืมกลับไปได้ เพียงแต่ต้องนำกลับมาคืนภายในวันอังคารหน้า


ครั้งแรกสุด ‘นิกกับพิม’ ถูกชิงไปเพียงเสี้ยววินาที

ฉันมองเขาคนนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา

ผู้ชายลุคแบดบอยที่สุดเท่าที่ใครจะจินตนาการได้ รับหนังสือเล่มบางมาพลางพูดว่า ‘พรุ่งนี้ผมจะเอามาคืน’

อาจารย์ยิ้มให้ ลดระดับเสียงลง ‘เล่มนี้ดีนะ เหมาะกับการอ่านแล้วคิดถึงใครสักคน’

ทั้งที่ฉันเคยอ่านแล้ว รุ่งขึ้นก็ยังพาตัวเองกลับมาใหม่ เพื่อช่วงชิงหนังสือคืนมา

รู้สึกได้ว่ามีไออุ่นประหลาด แทรกตัวอยู่อย่างเงียบๆ ระหว่างนิ้วมือ
เรื่องราวดำเนินไปแบบนั้น
เรื่องของหนังสือบนชั้น และคนแปลกหน้าที่นั่งข้างๆ กันตลอดปีการศึกษา


จริงๆ แล้ว ไม่เห็นต้องยอมตกเป็นผู้อ่านลำดับที่สอง

มีหนังสืออีกมากมายเรียงรายอยู่บนชั้นสูงสุดมือคว้า


ทว่า หนังสือเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่ปราศจากความทรงจำ และความรู้สึก


นอกจากความเป็นนักอ่านตัวยงที่คงไม่มีใครปฏิเสธ ฉันสัมผัสได้อีกอย่างว่าเขาเป็นคนรักหนังสือ 

ไม่ว่าหน้ากระดาษจะแห้งกรอบหรือยับย่นแค่ไหน ฉันก็ได้รับกลับคืนมาในสภาพเหมือนใหม่ ไม่ก็สมบูรณ์มากที่สุดทุกครั้ง


จำไม่ได้แล้วว่า เสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา ค่อยๆ อ่อนโยนขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่


ฉันรับรู้เรื่องราวของเขามากขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ

เด็กหนุ่มเปี่ยมอุดมการณ์ ผู้ครอบครองความฝันชัดเจน

ควบตำแหน่งผู้นำเชียร์ ประธานชมรม นักกีฬา นักร้อง และพรีเซนเตอร์

คล้ายๆ กับว่ามีดวงไฟสปอร์ตไลท์สาดส่องไปที่เขาตลอดเวลา

ที่ตรงนั้นช่างสว่างไสว เจิดจ้าเกินไป จนฉันแสบตา

จนบางครั้งก็นึกสงสัยว่า


เขาจะอ่านหนังสือด้วยท่วงท่าแบบไหนกันนะ


คำถามง่ายๆ ที่เป็นที่มาของการนั่งวัดความกว้างระหว่างนิ้วตัวเอง

.
เพื่อให้มั่นใจได้ว่า
มือของเราจะโอบกอดความทรงจำในหน้าหนังสือได้ไม่ต่างกัน

.
ตกหลุมรักระยะห่างประมาณนี้ ของผู้ชายที่ไม่เคยแม้แต่จะหันหน้ามาคุยกันคนนี้ ซะแล้วล่ะ 


บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร


คนที่ฉันรักน่ะ ไม่ใช่เดือนคณะแสนห่างไกลคนนั้น

แต่กลับเป็นหนอนหนังสือที่นั่งข้างๆ กัน ต่างหากล่ะ

รับประกันได้ว่า จะไม่มีทางเสียน้ำตาแน่นอน

เพราะ ในโลกน้ำหมึกใบกลมๆ มีเพียงเราสองคนที่ได้รับเชิญให้เข้าไป 







.
แล้วฉันก็ได้พบเขาอีกครั้ง-
บนหน้าปกหนังสือ



เหนือความคาดหมายเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจมากนัก


หลังสิ้นสุดความเป็นเฟรชชี่ ก็หมดสิทธิ์เอาตัวเองไปอยู่ในชีวิตใคร 

facebook แนะนำอย่างหวังดี ให้ add เขาเป็น friend มาตลอด จนถึงทุกวันนี้ 

เวลาผ่านไปหลายปี จนนับนิ้วด้วยมือข้างเดียวไม่พอ

สุดท้ายเราก็ยังยืนอยู่ตรงจุดเดิม-
จุดที่ไม่บุกรุกความเป็นส่วนตัวของกันและกัน


เพราะ ระหว่างเรา,
ไม่มีหนังสือเล่มไหน ให้เชื่อมโยงกันไว้อีกแล้วล่ะ 


แม้แต่กับนิตยสารที่วางอยู่บนแผงตอนนี้ 

อันที่จริง จะหยิบไปจ่ายเงิน แล้วเปิดออกอ่านเลยก็ไม่มีใครว่า

อาจพอทำให้คิดถึงเขาน้อยลง
แต่ก็คงหนีไม่พ้นความโหยหา 


.
วันเวลาที่ผ่านมา ปลอบประโลมให้ได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น


.
ตอนนี้ฉันตัดผมสั้นแล้วนะ
ย้อมกลับไปเป็นสีธรรมชาติแล้วด้วย

ยังคงใช้เวลากับหนังสือ มากเท่าที่พอใจ

ที่สำคัญคือ ตอนนี้ ฉันอ่านจำพวกกวีนิพนธ์ สัจจนิยม นิยายโศกนาฏย์ ที่เคยปฏิเสธมาตลอด ได้แล้วนะ


คงต้องยกประโยชน์ให้ใครบางคนแล้วล่ะมั้ง


ใครบางคนที่ว่า,
คงยังเป็นคนเก่งของทุกคนอยู่สินะ

พอจะเข้าใจเรื่องราวภายใต้รอยยิ้มนั้น แม้ยังไม่ได้เปิดออกอ่านสักหน้า







มานึกๆ ดูแล้ว
ถ้าตอนนั้นเราได้มีโอกาสคุยกัน สักครั้ง


ฉันคงจะขอโทษเธอ


ขอโทษที่ตัดสินหนังสือจากปก
ขอโทษที่ตัดสินคุณค่าคนจากรูปลักษณ์ภายนอก 



จนถึงตอนนี้,
ฉันได้รู้จักเธอ มากมายเกินพอ-
เพียงพอแล้วที่จะเก็บนิตยสารฉบับนั้นไว้บนชั้น

เพื่อให้ใครๆ ได้ชื่นชมเธอต่อ
อีกนานเท่านาน




.


.

.
ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นเพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก 
• ปรัชญาชีวิต : คาลิล ยิบราน แปลโดย ระวี ภาวิไล •
SHARE

Comments

peachpeach
9 months ago
เศร้าจัง:)
Reply
LaFloraRa
9 months ago
ตอนนี้ค่อยๆชินกับมันแล้วล่ะ :)
loserwannawin
9 months ago
เขียนได้ดีจังค่ะ
Reply
LaFloraRa
9 months ago
ขอบคุณนะคะ :)
mangdang
9 months ago
สุขแต่เศร้าจัง
Reply
LaFloraRa
8 months ago
ตอนเขียนก็รู้สึกประมาณนี้เหมือนกันค่ะ :)
Christopher25th
8 months ago
อ่านมาสามเรื่องแล้วยังเพอร์เฟคเหมือนเดิมเลยนะครับ ไร้ที่ติจริงๆ
Reply
LaFloraRa
8 months ago
ยังต้องฝึกเขียนอีกเยอะเลย แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ ดีใจที่ชอบค่ะ :)