180 วัน กับความฝันสมัยมัธยมต้น :)
ในโลกนี้มีอะไรที่น่าตื่นเต้นเต็มไปหมด
ฉันว่าเราคงต้องเกิดใหม่อีกหลายรอบ
ถ้าคิดจะทำทุกอย่างที่อยากทำบนโลกใบนี้

สำหรับฉัน ในสมัยมัธยมต้นนั้น
ไม่มีอะไรน่าสนใจเกินไปกว่า
“การเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร”

จำได้ว่า ฉันเคยขอป๊ากับแม่อยู่หลายครั้ง
แต่ในครอบครัวที่พ่อหวงลูกสาวมาก
แน่นอนว่า “ป๊าของฉันไม่เคยอนุญาต” 

หลังเรียนจบปริญญาในกรุงเทพฯ
ฉันจับพลัดจับผลูได้ทำงานในร้านอาหาร
ร้านอาหารจีนในห้างแถวพระราม 9
ในที่สุด ก็ได้เป็นเด็กเสิร์ฟสมใจซะที

จริงๆ แล้ว 
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้านอาหารไปตลอด
แค่อยากทำตามความฝันในวัยเด็กเท่านั้น
180 วันนี้ คงไม่ช้าหรือเร็วเกินไป
สำหรับการเรียนรู้และสัมผัสชีวิตจริง
ชีวิตจริงของผู้คนที่ทำงานในร้านอาหาร

ตั้งแต่ทำงานมา ฉันค้นพบว่า
สิ่งที่ยากที่สุด คือ “การตื่นนอน” 😂

ทุกๆ เช้า นาฬิกาปลุกฉันตั้งแต่ตีห้า
ฉันต้องด่าให้ตัวเองลุกจากเตียงนอน
เดินซมซานไปอาบน้ำแปรงฟัน
เพื่อเตรียมตัวไปให้ทันเข้างานกะเช้า 

วันไหนอารมณ์ดี นอนอิ่มหน่อย
ฉันก็จะแต่งหน้าแต่งตัวสวยไปเข้างาน
แต่ถ้าวันไหนรู้สึกเหนื่อยมากๆ ละก็...
ลูกค้าก็เจอหน้าสดหน้าซีดกันไป 😂

ท้องฟ้าตอนนี้เป็นสีชมพูสลัว
จุดจอดวินมอไซด์ยังคงว่างเปล่า

“สวัสดีตอนเช้าค่ะ คุณลุงยาม”

ฉันเดินผ่านป้อมยามไปที่ป้ายรถเมล์
กดกริ่งลงหน้าทางเข้ารถไฟฟ้าใต้ดิน

รถไฟฟ้าใต้ดิน ณ เวลานี้ 
คนไม่แน่นเท่าตอนแปดเก้าโมง
ตลอดการเดินทางไม่มีใครสบตากัน
ต่างคนต่างก้มหน้าเฝ้าพระอินทร์แต่เช้า

“สถานี พระราม 9 พระราม 9”
“Pharam 9 Station”
“Please mind the gap between train and platform” 

ฉันลุกจากที่นั่ง สับเท้าออกจากขบวน
มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่กำลังรอฉันอยู่

ไฟโลโก้ร้านยังคงปิดอยู่
ฉันไขกล่องกุญแจ กดปุ่มสี่เหลี่ยมสีแดง
ประตูเหล็กค่อยๆ เลื่อนขึ้นอย่างช้าๆ 

ฉันลอดตัวผ่านประตูเหล็ก เปิดสวิตท์ไฟ
แล้ววางกระเป๋าบนโต๊ะแคชเชียร์ 
เปิดเพลง “จดหมาย” ของ The Toys
เพื่อทำลายความเงียบงันในช่วงเช้า

หยิบผ้ากันเปื้อนมาสวมก่อนเข้าครัว
เพื่อเตรียมเมนูต่างๆ โจ๊ก ขนมจีบ 
ซุปกระดูกหมู เมนูข้าว เมนูบะหมี่ ฯลฯ

ยกหม้อโจ๊ก หม้อขนมจีบ ไปตั้งหน้าร้าน
เก็บกวาดพื้น ถูพื้น เช็ดโต๊ะ เช็ดเก้าอี้
(ตามหลักการ) ทุกอย่างต้องพร้อมขาย
ตั้งแต่ประมาณ 7 โมงเช้า 

“มาสายตลอดเลย ไม่คุยด้วยแล้ว”
ฉันตะโกนบอกพี่ออม คู่หูกะเช้าของฉัน
พี่ออมกำลังถอดหมวกสีดำใบเก่ง
หันมาทางฉัน ทำหน้าตาสำนึกผิด
จริงๆ พี่แกก็ทำท่านี้ประจำทุกเช้า 😂

ฉันนั่งพักให้พัดลมเป่าตัวให้แห้ง
บอกให้พี่ออมอยู่เฝ้าร้าน
และเดินออกไปซื้ออาหารเช้า
“โอวัลตินเย็นกับปาท่องโก๋”

ร้านเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงสามทุ่ม
ลูกค้าจะทยอยมาซื้อตั้งแต่ตอนเช้า
และทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน

ฉันทำทุกอย่างในร้านได้ครบถ้วนบริบูรณ์
ตั้งแต่ทำครัว เสิร์ฟอาหาร คิดเงิน ฯลฯ
เป็นพัฒนาการที่ฉันแฮปปี้กับตัวเองมาก
ฉันสอบผ่านทุกรายวิชา 🙃

ในแต่วัน ฉันอยู่ในครัวเป็นส่วนใหญ่
เพราะพี่ออมจัดจานอาหารไม่สวยเท่าฉัน
และอีกเหตุผลที่สำคัญกว่านั้น
ฉันชอบอยู่เงียบๆ ของฉันมากกว่า 

ในโลกความเป็นจริง 
บางทีเราก็เลือกไม่ได้ทุกอย่างที่ต้องการ
บางวันพี่ออมลาป่วยกะทันหัน
ฉันต้องเป็น SuperWoman เลยทีเดียว
หัวฟูตั้งแต่ในครัว นอกครัว หน้าร้าน
“ความมหัศจรรย์ของการไม่มีทางเลือก”

ความเหนื่อยหลังเลิกงานที่นี่
เป็นความเหนื่อยจากการใช้ร่างกาย
การทำครัว ยกโต๊ะ ยกหม้อ ล้างจาน 
มันคือ การปวดเมื่อยตัว แขน ขา เท้า

ต่างจากความเหนื่อยหลังเลิกงานบริษัท
ซึ่งเกิดจากการใช้ความคิดวิเคราะห์
การนั่งอ่านเอกสาร การพิมพ์คอมทั้งวัน
มันคือ การปวดตา ปวดหัว ปวดหลัง

แต่สุดท้ายแล้ว ฉันว่า
“ทุกงานเหนื่อยเหมือนกันหมดจริงๆ”

ทุกอย่างถือเป็นประสบการณ์ชีวิต 
มีหลายอย่างที่ฉันไม่เคยทำ 
และได้มีโอกาสมาเรียนรู้ใหม่ที่นี่
หลายอย่างไม่มีในตำราที่เคยเรียน

ไม่คิดมาก่อนว่ามือนิ่มๆ ของฉันวันนั้น
จะกลายเป็นมือด้านทนความร้อนในวันนี้ 
มือที่ในวันข้างหน้าจะเป็นสิ่งเตือนใจ...
ให้นึกถึงช่วงเวลาดีดีใน 180 วันนี้ค่ะ :)



ยักษ์เขียว

SHARE
Writer
GreenGiant
Silom Office Worker
♡Whatever I am, I am proud of that♡

Comments