ณ ที่แห่งหนึ่ง...
หากการเดินทางครั้งนี้จะนำพาให้เราพบกัน...
การเดินทางครั้งนั้นทำให้เราพบกัน...

เราพบกันในค่ายอาสา ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 
เราสองคนต่างก็มาค่ายนี้เป็นครั้งแรกและมาคนเดียว
วันแรกที่เราเจอกัน เราสองคนไม่มีคำทักทายใดๆ มีเพียงรอยยิ้มเล็กๆที่มอบให้กัน 

การเดินทางขึ้นไปหมู่บ้านลำบากมาก ใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมง
แต่เราได้นั่งรถคนเดียวกัน การเดินทาง 5 ชั่วโมงจึงดูไม่นานเกินไปสำหรับฉัน 
เราได้คุยกันบ้างเล็กน้อย หัวเราะ แชร์มุกตลกๆ และประสบการณ์เล็กๆน้อยๆร่วมกันระหว่างทาง
ทางลำบากมากนะ แต่เราก็นั่งยิ้มกันมาตลอดทาง

คุณจะรู้มั้ยนะ ว่าฉันแอบมองคุณตลอดทางเลย : )

ตลอดเวลา 4 วันที่เราทำกิจกรรมร่วมกัน ฉันมีความสุขมากเลยที่ได้อยู่ใกล้ๆคุณ
ได้หัวเราะ ได้ยิ้ม ได้มอบรอยยิ้มให้กับเด็กๆไปพร้อมกับคุณ

นี่เป็นวันสุดท้ายแล้วนะ ที่เราจะได้เจอกันในค่ายนี้ และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันในชีวิตนี้ก็ได้
เราไม่คุยอะไรกันมากมาย ไม่ได้คุยเรื่องส่วนตัว รู้จักแต่ชื่อที่เขียนไว้บนป้ายของคุณเท่านั้น

แล้วคืนสุดท้ายก็มาถึง...
คืนนี้มีปาร์ตี้มันเผา ทุกๆคนในค่ายจะได้แนะนำตัวเอง และพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อค่ายและประสบการณ์ครั้งนี้ 
ฉันจึงได้รู้ว่าคุณเป็น วิศกรจบใหม่ ที่มาหาประสบการณ์ให้ชีวิต ก่อนจะไปใช้ชีวิตคนทำงานอย่างที่ควรจะเป็น
เราไม่ได้นั่งใกล้กัน บนนั้นไม่มีแสงไฟอื่นนอกจากกองไฟกลางวงสนทนาแต่ฉันมองเห็นรอยยิ้มคุณชัดเจน 

"ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว" ฉันมองหน้าคุณแล้วพูดกับตัวเองในใจ

ฉันเดินปลีกตัวออกไปนั่งบนขอนไม้ห่างจากกองไฟเล็กน้อย แล้วแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า
ดาวบนดอยสวยมากเลยนะ ฉันไม่เคยเห็นดาวสวยขนาดนี้มาก่อน
ฉันเห็นทางช้างเผือกด้วยนะ
ฉันแหงนมองดาวจนเมื่อยคอ ก็มันสวยจริงๆนี่
แล้วก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงใครคนนึง
"ดาวสวยนะครับ"
เขานั่นเอง เขาเดินถือมันเผามาสองหัวแล้วนั่งบนขอนไม้ใกล้ๆฉัน ก่อนจะยื่นมันเผาให้ฉัน โดยไม่พูดอะไรนอกจากยิ้ม

"ทำไมถึงมาที่นี่คนเดียวล่ะ อกหักรึไง" เขาเริ่มชวนคุย
"ก็บอกแล้วไงคะ ว่าอยากมาหาคำตอบบางอย่างให้ตัวเอง"
"แล้วได้คำตอบแล้วรึยัง"
"ได้แล้วค่ะ"
"ดีใจด้วยนะครับ" เขามองหน้าฉันแล้วยิ้มก่อนแหงนไปมองดาวบนฟ้าเหมือนเดิม
"ดาวที่นี่สวยมากเลยนะ ท้องฟ้าไม่มีแสงไฟรบกวน ดาวเลยส่องแสงได้เต็มที่"
"ค่ะ" ฉันตอบรับสั้นๆ 
"แปลกเนอะเราอยู่ห่างกันตั้งไกล คุณอยู่เชียงใหม่ ผมอยู่กรุงเทพ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้มานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกัน ห่างกันไม่กี่เซน"
"55 ใช่ค่ะ โชคชะตามั้งคะ ค่ายนี้ทำให้ได้รู้จักคนหลายคนที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอกัน ดีใจที่ได้รู้จักนะคะ" ฉันพูดไป หัวเราะแก้เขินไป ไม่รู้เขาจะรู้มั้ยว่าฉันหวั่นไหวกับเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ
"ถ้าคุณไม่มาค่ายนี้ผมก็ไม่ได้เจอคุณ ถ้าผมตัดสินใจไม่มาก็ไม่ได้เจอกคุณเหมือนกัน ว่ามะ" 
ฉันยิ้มแล้วหัวเราะนิดๆเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่
"พรุ่งนี้ต้องกลับแล้ว ไม่รู้เราจะได้เจอกันอีกมั้ย แต่ยินดีมากๆเลยนะครับที่ได้รู้จักคุณ อย่างน้อยครั้งหนึ่งเราก็เคยมาสร้างความทรงจำดีๆไว้ที่นี่ร่วมกัน"
"ไปนอนเถอะครับ อากาศเริ่มเย็นมากแล้ว ฝันดีนะครับ" เขาพูดคนเดียวเสร็จสรรพก่อนบอกลาแล้วเดินจากไป เอ่อ อะไรของเขากันนะ...

เช้าวันรุ่งขึ้น เรานั่งรถลงมาจากหมู่บ้าน ถึงตัวอำเภออมก๋อยประมาณเที่ยงกว่าๆ
ถึงเวลาต้องร่ำลากันแล้ว...
ครูอาสาทุกคนต่างต้องต่อรถกลับ บางคนเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ บางคนไปทางแม่ฮ่องสอน เราทุกคนร่ำลากันพร้อมรอยยิ้ม บางคนก็แลกเบอร์แลกเฟสบุ๊คกันไว้
แต่ฉันกับเขา.....

เขาเดินเข้ามาหาฉัน ก่อนรถของฉันจะออกเพียงไม่กี่นาที 
"แล้วเจอกันใหม่นะครับ ไม่ที่นี่ก็ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง..."
"ค่ะ แล้วเจอกันใหม่นะคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ แล้วพบกันค่ะ"
พอพูดจบก็ได้เวลารถออกพอดี ฉันมองหน้าเขาแล้วยิ้ม โบกมือลา แล้วขึ้นรถตู้ไป

จริงๆฉันก็สามารถขอเบอร์ หรือช่องทางการติดต่อเขาได้แหละ
แต่ฉันขอเลือกที่จะให้มันเป็นแบบนี้ดีกว่า
ฉันว่าเขาก็คงคิดเหมือนกัน
ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ
ขอบคุณที่ครั้งนึงเราได้มาสร้างความทรงจำดีๆร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้ 

ตอนนี้ก็ผ่านมา 2 ปีแล้ว ฉันไม่ได้กลับไปเป็นครูอาสาอีกเลย
แล้วก็ไม่เคยได้รับการติดต่อจากคุณ ไม่เคยรู้ความเคลื่อนไหว
และก็ไม่เคยลืมคุณเช่นกัน
วันนี้เป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้ไปที่นั่นอีกครั้ง ไม่รู้จะเจอคุณอีกมั้ย
แต่ก็แอบหวังเล็กๆว่าเราจะได้เจอกัน  
แล้วพบกันนะคะ ที่ไหนสักที่ในโลกใบนี้ อาจจะเป็นโลกความจริงหรือโลกความฝันก็ได้
: )

ไปเตรียมของขึ้นรถก่อนนะคะ
SHARE
Writer
laminta
นักอยากเขียน
การบันทึกเรื่องราวและสิ่งที่เรียนรู้ในแต่ละวัน เมื่อเรากลับมาอ่านอีกครั้งมันจะทำให้เรารู้ว่า เราเติบโตไปแค่ไหน วันนี้เราคิดอย่างนี้ พรุ่งนี้เราก็คิดอีกแบบ เพราะเรากำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

Comments