คนกลาง between friends?
คนกลางน่ะลำบากนะรู้รึเปล่า?

    กลุ่มฉันมีกันอยู่สี่หน่อ

   ฉัน เอ และเอฟมาจากห้องเดียวกัน ส่วนเอ็มมาจากอีกห้อง เราเจอกันตอนม.ปลายและก็สนิทกันมากๆ (ย้ำว่ามากจริงๆ)

   ฉันค่อนข้างซี้กับเอและเอ็ม ส่วนเอฟ...ค่อนข้างสนิทละมั้ง แต่ก็ไม่เต็มร้อย

   เดิมทีฉันสนิทกับเอฟมากๆ เพราะฉันกับเอฟมาจากต่างโรงเรียนตอนม.ต้น เราก็เลยสนิทกัน ฉันเงียบๆ ไม่ค่อยพูดมาก ขณะที่เอฟพูดไม่หยุดและขี้โวยวายเป็นที่หนึ่ง

   จากนั้นเอสก็ปรากฏตัว เอสเก่งและน่ารักมากๆ ฉันยังชอบเธอเลยล่ะ เอฟก็ชอบเธอมาก จากนั้นเอก็เข้ากลุ่มมาอีกคน

   ในที่สุดตอนม. 2 เราก็สลับที่นั่งกัน ฉันไม่คิดอะไรหรอก จนกระทั่งสนิทกับเอมากๆ และห่างจากเอฟที่ติดเอสเป็นตังเม เอก็แอบบอกมา

   "แกรู้ป้ะ ตอนแรกฉันก็จะนั่งกับเอสแหละ เห็นแกกับเอฟสนิทกันดี แต่พอจะนั่ง เอฟก็มาบอกว่าขอนั่งกับเอสแทน เพราะมันบอกว่าแกเงียบเกินไปอ่ะ"

   ตอนนั้นฉันก็...อ้าว งี้ก็ได้เหรอวะ แต่ก็ทำใจ แต่ความรู้สึกดีๆ มันก็ถูกกระแทกกระเด็นหายไปเล็กน้อย อดคิดไม่ได้ว่าตลอดมาที่พยายามอดทนกับความขี้โวยวายและบ้าอำนาจของอีกฝ่าย ถึงกับอึดอัดจนทนไม่ไหวเลยเหรอ ในขณะที่เอเข้าหาฉัน เราปรับตัวเข้าหากัน แต่เอฟไม่เคยพยายามเข้าใจฉันเลย แล้วจะให้ฉันเข้าหาฝ่ายเดียว ปรบมือคนเดียวมันจะเห็นผลอะไร?

   จากนั้นเพื่อนคนอื่นๆ ก็โดนลากเข้ากลุ่มจนใหญ่บิ๊กเบิ้ม ทุกคนไม่ชอบเอฟ...

   เพราะเอฟดูเหมือนจะแอบชอบเค เพื่อนในห้องที่มีแฟนอยู่แล้ว

   เจ้าตัวปฏิเสธทุกครั้ง แต่พิรุธมากเกินไป ทั้งระแวงว่าแฟนเคมองหาเรื่อง เอาตัวเข้าไปหาทุกครั้ง ยื่นมือเข้าช่วยตลอด แม้จะถูกฉันเตือนปากเปียกปากแฉะก็ทำเหมือนลืมแล้วก็วนลูปไปๆ

   ทุกคนสนิทกับแฟนเค ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเอฟนิสัยวางอำนาจและชอบอวดอยู่แล้ว ใครบ้างจะชอบใจได้?

   ฉันพยายามเชื่อมความสัมพันธ์ของเอฟกับเพื่อนกลุ่มใหม่เข้าด้วยกัน แต่สุดท้ายมันก็แตกอยู่ดี เอฟกับเอสแยกตัวออกไป ฉันก็เลือกอยู่กับเอแบบงงๆ

   คำพูดหนึ่งจากเพื่อนกลุ่มใหม่ฉันจำได้ดี

   "พวกนกสองหัว"

   ไม่ได้ว่าตรงๆ แต่ก็ทำฉันเจ็บไม่น้อย ฉันไม่ได้ร้อนตัว แต่บางอย่างมันบอกว่าพวกนั้นกำลังด่าฉันว่าคาบข่าวคราวฝั่งนี้ไปบอกฝั่งนั้น ขี้เสือกจริงๆ อะไรทำนองนี้

   นับแต่นั้นฉันก็เรียนรู้จะปล่ยวาง ใครจะตีกัน ใครจะทะเลาะกันก็ให้พวกมันตีกันให้ตาย หน้าที่ของฉันคือยืนมอง ให้คำแนะนำ จากนั้นก็ตัดสินใจในมุมมองคนนอก ...คงไม่ถือว่านกสองหัวแล้วใช่ไหมล่ะ?

   กระทั่งม.ปลายอยู่กันสี่คนกับเอ็ม ก็ยังเกิดเรื่องอีก เพราะเอฟซ้ำรอยเดิม...แอบชอบคนที่มีแฟนแล้ว

   มันชื่อ บี เป็นคนเรียนเก่งมาก แฟนมันก็ค่อนข้างจุกจิกและเข้มงวด ทั้งสองมีปัญหาระหองระแหงก่อนแล้ว กระทั่งเอฟเข้าไปสนิทกับบี ก็เหมือนยิ่งเร่งให้แตกหักกันเร็วขึ้น

   พอทั้งสองคนคุยกัน เอฟก็ถูกประฌามทันที

   เพราะตอนที่ทั้งสองคนคุยกัน พี แฟนเก่าบีก็มาเข้ากลุ่มกันแล้ว แถมพีก็ฉลาดมาก เธอรู้หมดว่าใครอ่อยบีบ้างแต่ก็ไม่พูด รู้มากกว่าใครด้วยซ้ำว่าเอฟกับบีเริ่มสนใจกันตอนไหน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

   "ถ้าแกคบกับบี เราไม่ต้องเป็นเพื่อนกัน"

   นั่นคือคำที่พีบอกเอฟ แต่เอฟไม่สนใจ

   สุดท้ายเอฟกับบีก็แอบคบกัน โดยที่ไม่มีใครรู้

   ฉันเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เอฟไว้ใจและมาขอคำปรึกษา

   ฮ่า...ตลกดีเนอะ คนที่ทิ้งฉันไว้ กลับเห็นค่ายามเมื่อจำเป็นเสียนี่

   ฉันไม่ได้บอกใครผิดใครถูก แต่ถ้าฉันเป็นพี ฉันก็รับไม่ได้เช่นกันที่เห็นอดีตแฟนหวานแหววกับเพื่อนในกลุ่มให้บาดตาบาดใจ โดยที่ยังเลิกกันไม่ถึงปีด้วยซ้ำ และถ้าฉันเป็นเแฟกับบี ก็คงบอกได้แค่ว่าความรู้สึกดีๆ มันห้ามกันไม่ได้หรอก

   แค่ปกติคงไม่มีใครคบแฟนเก่าเพื่อนหรอก เหอๆ มันมองหน้ากันไม่ติดน่ะ

   จากนั้นก็วนลูปเดิม เอฟโดนเกลียดแบบลับๆ แม้เอฟจะรู้ตัว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีเพื่อนที่ไหนอีกแล้ว

   แม้จะสงสาร แต่...มันก็ชีวิตคนอื่นล่ะนะ ฉันก็ทำได้แค่ฟังแล้วก็ปลอบ ไม่ว่าพอเอสมาหาอีกฝ่ายก็ทิ้งฉันไปแบบไม่ไยดี หรืออะไรนานาก็ตามเถอะ ฉันก็แบบนี้ เกลียดและรักไปพร้อมๆ กัน

   ฉันไม่ได้เกลียดเอฟ แต่ก็ไม่ได้รักเอฟมากมาย ความสัมพันธ์ที่ได้มาไม่สม่ำเสมอและลุ่มๆ ดอนๆ แบบนี้ฉันไม่สนใจ ขณะเดียวกันฉันก็เซ็งกับนิสัยขี้หงุดหงิดช่างโกรธแสนงอนของเอ และระอากับนิสัยลอยชายลั้ลลาของเอ็ม

   แต่มนุษย์เราก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ถ้าเราปรับตัวไม่ได้ก็มีแต่ต้องตาย เมื่ออยู่กับเอฉันจะชิลๆ ไม่สนใจอะไร พออยู่กับเอ็มก็จะบ้าๆ บอๆ และห้ามปรามนางเวลาเลยเถิด

   แต่กับเอฟ...เอิ่ม ก็พยายามจะชวนคุยหรอกนะ แต่ความปากหมาด่าแรงของนางน่ะสุดยอดจริงๆ นางด่าฉันแทบทุกสามเวลาหลังอาหารด้วยคำหยาบคาย ฉันพยายามไม่ใส่ใจแม้จะเป็นคนถือสาเรื่องคำหยาบนิดๆ ก็ตาม

   (พอฉันขึ้นเสียงใส่บ้าง นางก็โกรธ หาว่าฉันด่า...เอ่อ บางทีก็งงนะว่าด่าของนางนี่คืออะไร ขึ้นเสียงหน่อยก็ด่าแล้ว ทีตัวเองทั้งตะโกนทั้งคำหยาบนั่นไม่เรียกขีปนาวุธถล่มเลยเหรอ? ฉันไม่ใช่พ่อแม่นางนะที่พูดจาสุภาพคะขา บางทีนางควรซึมซับความอ่อนหวานจากแม่มาบ้าง และตรัสรู้สักทีว่าโลกนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวเองน่ะ)

   รอแต่ให้คนอื่นทำดีให้ แต่ตัวเองไม่ได้ทำดีตอบ มันใช่เหรอ?

   ต่างคนต่างเหนื่อย ฉันยังดีที่รู้จักปล่อยวางและปรับตัว แต่นางกลับยังคงยึดมั่นกับตัวเองไม่ยอมปรับตัวเข้าหาคนอื่น สุดท้ายคนที่เหนื่อยก็คือตัวนางเองล่ะนะ



ปลบ่นๆ. ของขวัญเอสคือกระเป๋าราคาเหยียบพัน ในขณะที่ฉันได้เสื้อที่ขนาดฮาร์ดเซลล์ยังไม่มีใครอยากซื้อ...อืม ขึ้นบัญชีดำ ใช้สมองส่วนไหนคิดวะ นั่นเสื้อหรือผ้าห่อศพ ขาดรุ่งริ่งไม่สวยเลยสักนิด โคตรฝังใจเจ็บเลย! อย่างน้อยๆ ฉันก็ซื้อสร้อยน่ารักๆ ที่แกชอบให้นะ...แกล่ะเคยพยายามเข้าใจฉันบ้างรึเปล่าวะ? #ดราม่าละตู

ปลบ่นๆ 2. บ่นว่าเพื่อนไม่รักๆ ฉันพยายามจะรักละ แต่แกก็ทำฉันเสียใจตลอด แม้แต่กฏโอกาส 3 ครั้งที่ฉันยึดมั่นก็ถูกทำลายเพื่อแก สุดท้ายก็ต้องเจ็บใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เหมือนเมียน้อย มีค่าแค่เวลาแกไม่มีใคร ฮึ่มมม!

ปลบ่นๆ 3. ว่าเอขี้หงุดหงิดเอาไปลงกับตัวเอง ว่าฉันว่าชอบด่าตลอด ช่วยคิดสักนิดว่าฉันเคยด่าแกตรงไหน ฉันไม่เคยด่าใครเท่าแก มีแต่ด่ากับเอ็มเล่นๆ เป็นสีสัน กับแกแค่จะพูดด้วยยังไม่อยากเลย...อุ๊บ โทษที

ปลบ่นๆ 4. ทีหลังตักน้ำชะโงกหน้าดูเงาตัวเองด้วย ไม่ใช่ติไปทั่วแต่ตัวเองก็ทำ มันน่าสมเพชยิ่งกว่าพวกขี้แพ้ชวนตีอีก
SHARE
Written in this book
Book of the Life
บันทึกในหนึ่งชีวิตของเด็กผู้หญิงมึนๆ งงๆ คนหนึ่ง
Writer
Bambie
Somebody knows.
I don't like the rain, but when you gave me an umbrella with a smile... In that second, I fell in love with you. "พื้นที่นี้คือกระดาษและปากกาของเรา"

Comments